ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 12 พ.ย. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/780761

อาฟเตอร์ช็อกยูเอสเอต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์พลิกล็อกครั้งมโหฬาร “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน หักปากกาเซียนแหกโพลทุกสำนัก ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ผู้นำหมายเลขหนึ่งของโลก
ตามปรากฏการณ์ ไม่เอา “ทรัมป์” ของชาวอเมริกันบางส่วนที่ก่อหวอดประท้วงในหลายเมืองตามรัฐต่างๆ
ภาพฝูงชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนตามท้องถนน และเผาทำลายสิ่งของต่อต้านชัยชนะว่าที่ผู้นำแดนพญาอินทรีคนใหม่
ประจานภาพลักษณ์ประเทศตัวเอง ในฐานะชอบเป็นตัวตั้งตัวตี “ต้นแบบประชาธิปไตย” คอยแทรกแซงประเทศอื่นที่ทำตัวขัดหลักประชาธิปไตย
แต่นั่นน่าจะเป็นเพียงอารมณ์ขุ่นมัวช่วงสั้นๆของชาวอเมริกา ที่น่าจะกลับเข้าภาวะปกติได้ในเร็ววัน
จากแนวโน้มตลาดหุ้นโลกที่ดีดตัวกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้ง หลังจากร่วงระนาว เนื่องจากตกใจกับชัยชนะของ “ทรัมป์”
จนสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดทุนและตลาดเงินโลกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามทั่วโลกยังจ้องจับตาไม่กะพริบ รอดูการดำเนินการตามนโยบายหาเสียงของเบอร์หนึ่งทำเนียบขาวคนต่อไป
ไล่ตั้งแต่การปฏิรูปนโยบายภาษีด้วยการลดภาษีเงินได้ให้อเมริกันชนทุกชนชั้น การไล่แรงงานผิดกฎหมาย 11 ล้านคนกลับประเทศ การเปิดสงครามการค้ากับจีน โดยขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากดินแดนพญามังกรไปที่ 45%
กระทั่งการขู่ก่อกำแพงกั้นพรมแดน ระหว่างสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมาย
แม้จะเป็นมาตรการที่ตรงกับความรู้สึกของอเมริกันชนส่วนใหญ่ที่ต้องการ “เปลี่ยนแปลงประเทศ” ปลดแอกจากการครอบงำของฝ่ายเดโมแครตที่บริหารประเทศในหลายปีที่ผ่านมา
แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่มาตรการสุดโต่งเหล่านี้จะย้อนศรมาเล่นงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ
สั่นคลอนในอนาคต และอาจพาลมาเขย่าเศรษฐกิจโลกให้ดิ่งเหวตามไปด้วย
หลายประเทศจำเป็นต้องตั้งการ์ด เตรียมการตั้งรับมาตรการเศรษฐกิจโฉมใหม่ของสหรัฐฯในฐานะยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งที่กุมสภาพเศรษฐกิจโลก เมื่อขยับตัวอะไร ก็ย่อมมีผลกระทบทั่วทุกภูมิภาค
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่มีสิทธิเจอหางเลขสถานการณ์ผันผวนจากนโยบายผู้นำโลกคนใหม่
กลายเป็นโจทย์ใหม่ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องเตรียมแนวทางรับมือไว้แต่เนิ่นๆ
ไม่ให้ภาคธุรกิจหรือประชาชนตื่นตระหนกไปตามกระแสความหวาดวิตกที่คาดการณ์กันไปต่างๆนานา
ตามช็อตที่ “บิ๊กตู่” คอนเฟิร์มว่า ได้เตรียมรับมือความผันผวนจากนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ไว้แล้ว ไม่ต้องตกใจ ทุกอย่างต้องดำเนินการนโยบายแบบสมดุลสอดคล้องกับประเทศมหาอำนาจ
พร้อมมอบนโยบายให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย
จากทั่วโลก ปรับรูปแบบวิธีการทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์โลก
เบอร์หนึ่ง คสช.ยกการ์ดตั้งรับ เตรียมปรับตัวให้สอดรับกับประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่
ปักหลักรับมือด้วยความไม่ประมาท ไม่ให้ปัจจัยภายนอกมาสั่นคลอนภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยที่อยู่ในสภาพทรงๆทรุดๆ
ซ้ำเติมสถานการณ์ปัจจุบัน ที่รัฐบาลกำลังสาละวนแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตามช็อตต่อเนื่องที่หัวหน้า คสช.ยังต้องตามแก้ปัญหาราคาข้าวดิ่งเหวไม่หยุดหย่อน
จากมาตรการล่าสุดตามมติ ครม.ที่ฮึดก๊อกสองช่วยชาวนา
ควักกระเป๋าอีก 18,000 ล้านบาท อุ้มราคาข้าวเปลือกเจ้าไปอยู่ที่ 10,500 บาทต่อตัน และข้าวปทุมธานี 1 อยู่ที่ 11,300 บาทต่อตัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว
ใช้มาตรการฝนตกทั่วฟ้า อุ้มแทุกระดับ ไม่เกี่ยงว่า เป็นข้าวเกรดเอหรือเกรดรอง
พลังท็อปบูตที่ว่าปึ้กๆ ก็ไม่กล้าเสี่ยงปล่อยให้ปัญหาปากท้องชาวนาลุกลามบานปลาย ต้องรีบดับไฟแต่ต้นลมโดยเร่งด่วน
หันมาชิงมวลชน เบียดแย่งคะแนนเสียงจากกระดูกสันหลังของชาติแข่งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่งัดซีนดราม่ารอบใหม่มัดใจชาวนา
แพ็กข้าวหอมมะลิบรรจุถุง 10 ตัน เปิดบูธขายที่ห้างดังย่านสำโรง จ.สมุทรปราการ เพื่อช่วยชาวนารอบสอง
อาศัยรูปแบบการตลาดเดิมๆ เล่นตามกระแสในสไตล์ถนัด ประคองฐานเสียงใหญ่ ไปพร้อมๆกับการบลัฟวิธีแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐบาล
ไม่ให้รัฐบาล คสช.เป็นพระเอก ตีกินทำคะแนนเพียงฝ่ายเดียว
บนรูปการณ์ที่มีชนักเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายโครงการจำนำ 35,000 ล้านบาทปักหลังอยู่ การเร้ากระแสจัดฉากขายข้าวช่วยชาวนา แลกกับการได้ชาวนาเป็นหลังพิง โดยมีคดีดังเป็นเดิมพัน
ดราม่าบทเดิมๆแต่ก็ “คุ้มค่า” สำหรับ “อดีตนายกฯปู”
ทีมข่าวการเมือง