ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823053

ตกเป็นเป้าถูกเจาะยางยามขาลอย
ในช็อตต่อเนื่องล่าสุดของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายสุดเลิฟของ “บิ๊กตู่”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในสถานการณ์วันถอดหัวโขน “บิ๊กกองทัพ” ที่หลายฝ่ายเคยให้ความเกรงใจ
กรณีถูกนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ชี้เป้าเป็นเจ้าของคฤหาสน์หรู ที่ จ.พิษณุโลก ตั้งแง่จับผิดความร่ำรวยของน้องชายผู้นำ คสช.
จน “บิ๊กติ๊ก” ต้องรีบชี้แจง ยอมรับเป็นบ้านพักตัวเองที่สร้างไว้อยู่หลังเกษียณอายุราชการ แต่เพิ่งสร้างเสร็จเดือน ส.ค.2559 จึงอยู่ระหว่างการรอยื่นบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช.
ไม่มีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินตามที่มีการจับผิดกัน
รีบเคลียร์ปมร้อนทันทีทันใด ดับเชื้อปะทุไม่ให้ลามถึงพี่ชาย ในมุมที่พร้อมถูกขาป่วนลากเป็นประเด็นการเมืองให้กระทบความน่าเชื่อถือของ “นายกฯประยุทธ์”
ซ้ำเติมสถานการณ์ร้อนๆที่ “บิ๊กตู่” กำลังแก้เกมไล่จับก๊วนแฮกเกอร์ เครือข่าย “กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์” ที่ตั้งป้อมโจมตีเว็บไซต์หน่วยราชการอย่างต่อเนื่อง
แลกหมัดโต้ตอบนักรบไซเบอร์ที่ยังปฏิบัติการลูบคม คสช.ไม่เลิก ถึงขั้นแหย่หนวดเสือ ปั่นป่วนเว็บไซต์หน่วยความมั่นคง ทั้งตำรวจและทหาร ล่าสุดยังเจาะระบบข้อมูลกองทัพแฉการจัดซื้อเครื่องมือถอดรหัสข้อมูล 4 เครื่อง ในปี 2559 มากางหลักฐานโชว์ต่อสาธารณชน
จน ผอ.ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ต้องออกโรงปฏิเสธว่า กองทัพไม่เคยจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวแม้แต่รายการเดียว
เจอเล่นสงครามจิตวิทยา ตั้งคำถามชวนให้สังคมเกิดความคลุมเครือถึงการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวมาเพื่ออะไร หรือมีเจตนาสอดแนมข้อมูลจากประชาชนหรือไม่
ยกระดับจากการแฮกปั่นป่วนระบบออนไลน์หน่วยงานรัฐ เปิดโปงข้อมูลจับผิดหน่วยความมั่นคง
เล่นงานจุดอ่อนรัฐบาลทหารที่มีรอยด่างเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอยู่ก่อนหน้านี้
ชูโรงปมปิดหูปิดตาประชาชนกลับมาอีกครั้ง หวังใช้เป็นหัวเชื้อปลุกมวลชนเป็นแนวร่วมให้ออกมางัดข้อกับอำนาจท็อปบูตในรอบนี้
ตามแนวโน้มที่ชนวนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เริ่มขยายวงไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวแบบเงียบๆ เพราะมีกฎเหล็กห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ค้ำคออยู่
ขณะที่กลุ่มนักวิชาการเริ่มเปิดเวทีแสดงความเป็นห่วงเนื้อหากฎหมายที่ใช้ถ้อยคำตีความครอบจักรวาลและกำกวม ส่อกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
โดยมีรายชื่อประชาชน 3 แสนรายที่เข้าชื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นข้ออ้าง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องยอมรับความเป็นจริงในโลกโซเชียลคือ เรื่องการสื่อสารที่เป็นเสมือนดาบสองคม แม้มีคุณอนันต์ แต่มีโทษมหันต์เช่นกัน หากไม่พิจารณากลั่นกรอง เสพข้อมูลอย่างมีสติและเหตุผล
เห็นได้จากการใช้ข้อมูลในโลกออนไลน์หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อ ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย การตัดต่อเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสม ภาพอนาจาร ยั่วยุทางอารมณ์ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ตลอดจนการแอบแฝงใช้สังคมไซเบอร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่น ปลุกระดมทางการเมืองก็มีให้เห็นกันอยู่
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายมาป้องปราม และคุ้มครองภัยในโลกไซเบอร์ ที่ทุกวันนี้ผู้คนใช้ชีวิตเสพติดข้อมูลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นหลัก
แม้ตามรูปการณ์ปัจจุบันแรงต้านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ยังมีพลังไม่หนักแน่นพอ เพราะกระแสสังคมยังไม่ตื่นตัวขานรับในปริมาณมากพอที่จะเขย่าให้ฝ่ายท็อปบูตสั่นคลอนได้
พลังพลเมืองเน็ตยังจุดไม่ติด ทำได้แค่แหย่ๆหยุดๆ เคลื่อนไหวป่วนหน้าจอ และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจ ในห้วงที่อำนาจพิเศษยังคุมอำนาจความมั่นคงได้อยู่หมัด
ขณะที่รัฐบาล คสช. ก็ยังเก้ๆกังๆ ไม่สามารถล้างข้อครหาได้หมดจด ตามจุดอ่อนสไตล์รัฐบาลทหาร ที่ไม่ถนัดเรื่องประชาสัมพันธ์ ไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเคลียร์ข้อครหาอย่างจริงๆจังๆ ใช้เพียงการโต้ตอบผ่านสื่อรายวัน
กลายเป็นชนวนร้อนส่งท้ายปี 2559 รอยืดเยื้อข้ามปีให้รัฐบาลได้ไล่แก้กันต่อไป
และช็อตที่น่าจับตาหลังปีใหม่คือ ร่างกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงด้านดิจิทัลที่ค้างท่ออยู่ใน สนช.รอการพิจารณาในปีหน้าอีกหลายฉบับ
มีช็อตหวาดเสียว ให้ท็อปบูตต้องฝ่าแรงเสียดทานอีกหลายด่าน.
ทีมข่าวการเมือง