“ประยุทธ์”กระตุ้น“กลไก”เดินหน้าอนาคตใหม่ : ไทยสามัคคี ร่วมเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787632


ฝนซา อากาศเริ่มหนาว ย่างเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว

วันเวลาเดินไปพร้อมๆกับสถานการณ์ภายในประเทศที่เดินหน้าต่อเนื่องไม่มีการสะดุดหยุดนิ่ง หลังก้าวผ่านช่วงจังหวะยากลำบากจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

โฟกัสไปที่โปรแกรมหลักของประเทศ ความคืบหน้าตามโปรแกรมโรดแม็ปปฏิรูปของ คสช.ที่กำลังอยู่ในขั้นรอกระบวนการประกาศบังคับใช้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ตามกำหนดปฏิทินที่ล็อกไว้ไม่เกินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเงื่อนเวลาปฏิทินงานตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.ก็ต้องล้อไปกับกำหนดการพระราชพิธีพระบรมศพฯ ที่อาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ถือเอาโบราณราชประเพณีเป็นหลัก

รวมถึงประเพณีปฏิบัติที่ดำเนินสืบเนื่องกันมา ว่ากันตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.ชี้แจงชัด ตอนนี้ทุกอย่างก็อยู่ในขั้นตอน ขอทุกคนอย่าใจร้อน แม้แต่กรณีปฏิทินและวันหยุดราชการปี พ.ศ.2560 ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่นั้นก็จะต้องรอสำนักพระราชวังเป็นฝ่ายกำหนดมา

ส่วนวันสำคัญของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่อาจจะต้องเรียกชื่อใหม่

เรื่องของเรื่องเป็นอะไรที่เข้าใจได้ ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีของประเทศไทย

แบบที่ช่วงอายุคนในประเทศส่วนใหญ่ไม่เคยผ่านประสบการณ์อย่างนี้มาก่อน

กระบวนการขั้นตอนต่างๆจึงไม่แน่นอน เป็นของธรรมดา

แต่ที่ชัดเจนก็คือภารกิจประจำของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน งานรูทีนต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะ หน้าของประชาชน ตามสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่เจอเงื่อนไขกลไกตลาดโลก

ชาวนา ชาวไร่ บักโกรกหนักตามๆกัน

กระแสกดดัน พล.อ.ประยุทธ์และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเข็นมาตรการเร่งด่วนในการรับจำนำยุ้งฉางทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี ข้าวเหนียว ดันราคาขึ้นไปตันละหมื่นกว่าบาท

หนีไม่พ้นยุทธศาสตร์การแทรกแซงราคาตลาด

วิถีธรรมชาติของประเทศเกษตรกรรมแบบเมืองไทยที่ยังขาดระบบการจัดการที่ดี

แน่นอนมันเป็นอะไรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในจังหวะที่รัฐบาลทหารกำลังเดินหน้าจัดการกับอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เช็กบิลค่าเสียหายจำนวนมหาศาล

ไปๆมาๆก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องเดินย่ำรอยตามกัน

แค่เปลี่ยนจากโครงการ “จำนำทุกเมล็ด” เป็น “จำนำยุ้งฉาง”

ท็อปบูตก็ต้อง “อัดฉีด” ซื้อใจชาวนาเต็มที่เหมือนกัน

นั่นก็เพราะมันส่งผลถึงระดับแรงเสียดทานต่ออำนาจในการบริหารประเทศ

ที่สำคัญ โดยเงื่อนสถานการณ์ที่ผ่าน 2 ปีกว่าเข้าสู่ช่วงท้ายเทอมตามโรดแม็ปที่รัฐบาล คสช.วางไว้ ก็เหมือนกับรัฐบาลทั่วไปที่จะถูกจับจ้องเรื่องผลงาน

โดยเฉพาะเทียบกับอำนาจพิเศษที่เหนือกว่ารัฐบาลปกติทั่วไป

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่แสดงให้เห็นจุดที่ “แตกต่าง”อย่างชัดเจน หรือทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงประสิทธิภาพที่ด้อยกว่ารัฐบาลนักการเมืองซึ่งโดนอัปเปหิไปอยู่ข้างสนาม

มีแต่ฟอร์มด่าฝ่ายตรงข้าม โยนกลองรัฐบาลเก่า

ผู้นำเก่งแต่ปาก ทำงานไม่ได้น้ำได้เนื้อ

มันก็อาจส่งผลต่อแรงสนับสนุนในการคุมเกมยาวช่วงเปลี่ยนผ่าน

นี่คือโจทย์การบ้านยากๆของ “นายกฯลุงตู่” ที่จะปล่อยให้เรตติ้งตกจากระดับลอยลมบนไม่ได้

และนั่นก็ล้อกันไปกับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ งัดยุทธศาสตร์บุกจู่โจมกะทันหัน เดินสายไปตรวจงานตามกระทรวงต่างๆโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ทำเซอร์ไพรส์ไล่ตั้งแต่กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้บริหารกระทรวงไม่ทันได้ตั้งตัว

ไม่เปิดโอกาสให้ “ผักชีโรยหน้า” กันเลย

ในเชิงการตลาด ภาพออกมากระตุกกระแสการเอาจริงเอาจังของผู้นำรัฐบาลทหาร

มุ่งปั่นเนื้องานตามภารกิจพิเศษ

แต่อีกมุมหนึ่งมันก็สะท้อนภาวะแรงเฉื่อยในเชิงบริหาร ถึงขั้นที่ผู้นำรัฐบาลต้องไล่ตรวจการบ้าน จ้ำจี้จ้ำไช เช็กเนื้องานรายกระทรวง

เพราะมีแต่รายงานในที่ประชุม ครม. แต่เนื้องานในพื้นจริงไม่ขยับ

แค่สร้างภาพ จัดอีเวนต์โชว์ก่อนประชุม ครม.ไปวันๆ

พล.อ.ประยุทธ์ต้องกระตุ้นข้าราชการไม่ให้แช่ “เกียร์ว่าง”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่นับปฏิบัติการ “เชือด” ที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปิดกรุประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกว่า 50 ตำแหน่ง เพื่อรองรับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานพิเศษของรัฐบาลที่มีปัญหา

ประเดิมด้วยคำสั่งเด้งผู้บริหารของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีปัญหาถูกตรวจสอบความไม่โปร่งใส

และเป็นปมให้เกิดปัญหาการขัดแย้งภายในทำให้การบริหารสะดุด

ทั้งๆที่ สสว.เป็นหน่วยงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจเอสเอ็มอีตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ

โดยนั่งเป็น “ประธานบอร์ดใหญ่” ด้วยตัวเอง

และเห็นได้ชัดเจน ภายหลังจากคำสั่งเด้งผู้บริหารที่มีปัญหาในการบริหารภายในของ สสว. ในการประชุมบอร์ดใหญ่คราวเดียวกันก็มีการอัดฉีดงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทให้ สสว.เดินหน้ามาตรการฟื้นฟู ส่งเสริมเอสเอ็มอีภาคการเกษตรและอีคอมเมิร์ซ

รัฐบาล คสช.หวังเดินเครื่องธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในจังหวะที่เครื่องยนต์อื่นทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวเดินได้ไม่เต็มกำลัง

ผู้นำรัฐบาลต้องโดดลงมา “คลุกฝุ่น” แก้ไขฟันเฟืองที่ขบเหลี่ยมใน สสว.

ไล่เบี้ยเนื้องานด้วยตัวเองทั้งระดับองค์กรพิเศษ ทั้งระดับกระทรวง

มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่า การที่ผู้นำขยันทำงานโดดเด่นอยู่คนเดียว แต่องคาพยพของรัฐบาลไม่เดินหน้าไปพร้อมกันทั้งแผง มันก็ไร้ความหมาย

งานไม่เดิน ผลงานภาพรวมไม่เด่นชัด

สลัดภาพความอ่อนเชิงบริหาร ตามฟอร์มเดิมๆของรัฐบาลทหารไม่หลุด

ในทางกลับกัน มันก็มีจุดให้นำมาซึ่งเครื่องหมายคำถาม ตามภารกิจของผู้ถืออำนาจพิเศษในการนำธงไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูปประเทศไทย

จะหวังผลสัมฤทธิ์ได้มากน้อยแค่ไหน

เพราะในเมื่อสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า มันคือการล่อกันเองในเครือข่ายอำนาจพิเศษที่แตกออกเป็นแม่น้ำ 5 สายของ คสช.

จากหัวเชื้อประเด็น “เซ็ตซีโร่” องค์กรอิสระ

ตามอารมณ์แบบที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คนดัง เปิดหน้าซัดกับ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ต่างคนต่างแรง ไม่กลัวถูกมองว่าแฝงอาการยึดอำนาจและผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง

นั่นก็ทำให้ระดับความคาดหวังโมเดลการเมืองในฝันมันเลือนรางไป

กลายเป็นภาวะกดทับในภาวะความจำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเสริมฐานต้นทุนหน้าตักในการเดินหน้าคุมเกมอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านในเส้นทางที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน

สถานการณ์เดิมพันที่กระแสความนิยมต้องนิ่ง

ยิ่งในห้วงบรรยากาศ “เกร็ง” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีประเทศไทย

ต้องระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ

แม้แต่จุดเล็กๆยังไม่มองข้าม ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เตือนข้าราชการและคณะบุคคลต่างๆให้สำรวมในระหว่างการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

หลังพบมีการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม

และยังมีเรื่องการเตือนข้าราชการ พวกที่ขอเข้าถวายสักการะพระบรมศพเป็นหมู่คณะ ที่มีการแทรกคิวประชาชนที่เข้าแถวรอปกติ แต่มีการเพิ่มจำนวนคนมากกว่าที่แจ้งไว้

กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะไม่ควรในห้วงเวลาแสดงความอาลัย

ทั้งการเดินหน้าตามโรดแม็ป ทั้งการบริหารราชการ แผ่นดิน ทั้งการดูแลความเรียบร้อยในพระราชพิธี

เงื่อนสถานการณ์บังคับ ซีเรียสจริงจังไปทุกจุด

แน่นอน พล.อ.ประยุทธ์คือคนที่แบกรับภารกิจเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

แต่ลำพังจะให้พระเอกขี่ม้าขาวคนเดียวก็เห็นแล้วว่าไปไม่ไหว

จำเป็นต้องพึ่งพาทีมงาน รัฐมนตรี ข้าราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องคาพยพของรัฐบาลต้องขยับทั้งแผง สำคัญที่สุดก็คือประชาชนต้องร่วมแรงร่วมใจ

ผนึกพลังความสามัคคีของคนไทยก้าวผ่านสถานการณ์ยากลำบาก

เพราะมันคือเดิมพันอนาคตของประเทศชาติ

ทุกฝ่ายต้องแบกรับสถานการณ์ร่วมกัน.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment