ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813836

ย่างเข้ากลางเดือนธันวาคม บรรยากาศเทศกาลปีใหม่ก็เร้าเข้ามา
โดยเฉพาะรายการแจก “ของขวัญชิ้นใหญ่” ของรัฐบาล ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ระหว่างวันที่ 14–31 ธันวาคม รวม 18 วัน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการช่วงเวลาดังกล่าว มาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท
หรือที่เรียกกัน โปรโมชั่น “ช็อปช่วยชาติ”
ต่อยอดกับมาตรการ “อัดฉีด” แจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,300–1,500 บาท โอนเงินใส่บัญชีให้ไปใช้จ่ายกันแบบไม่มีเงื่อนไข
ได้รับโบนัสกันถ้วนหน้าทั้งคนจน คนชั้นกลาง
เป็นการใช้โอกาสมอบของขวัญให้ประชาชน แฝงไปกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวลง หวังผลให้เศรษฐกิจขยายได้ตามเป้าหมายที่ 3.3 เปอร์เซ็นต์
เร่งเข็นตัวเลขเศรษฐกิจกันแบบสุดกำลัง
นั่นเพราะตามประเพณีมาถึงช่วงสิ้นปี ก็ถือเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลจะต้องสรุปผลงานในรอบปี โชว์ให้ประชาชนได้เห็นว่ามีอะไรจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
ท่ามกลางเสียงบ่นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน
สถานการณ์สะท้อน “จุดบอด” เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ ตามฟอร์มรัฐบาลทหาร
ยิ่งเป็นอะไรที่ตอกย้ำด้วยวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ที่มีการเปรียบเทียบชั้นเชิงในการแก้ปัญหา ตามจังหวะที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงเหลี่ยมปาดหน้า
ในการเล่นเป็นตัวกลางออกช่วยซื้อขายข้าวให้ชาวนา แก้ปัญหาฉุกเฉินได้ตรงจุดตรงเวลา
ขณะที่รัฐบาล คสช.มะงุมมะงาหรา วิ่งไล่ตามปัญหาไม่ทัน
ภาพมันชัดเจนแบบที่ชาวบ้านมองออกด้วยสายตาเปล่า
นั่นเท่ากับกดดันให้รัฐบาลทหารต้องปรับโหมดการบริหารเพื่อกู้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองนักการเมือง
ประกอบกับความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีตามไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องดึงคนมานั่งตำแหน่งที่ว่างอย่างน้อย 4 เก้าอี้ คือตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ รมว. ยุติธรรม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รมช.เกษตรและสหกรณ์
จังหวะเปิดล็อก บรรยากาศเข้าสู่ห้วงของการวัดใจ
เดาทาง พล.อ.ประยุทธ์ จะเอายังไง ในมุมถ้าปรับเล็ก แค่ไม่กี่ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ก็มองว่า สถานการณ์มันก็จะวนอยู่กับที่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่มุ่งไปที่เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ หรือถ้ายกเครื่องปรับใหญ่แบบล้างไพ่ ก็ต้องเสี่ยงแลกกับภาวะกระเพื่อมภายในขุมอำนาจ คสช.
ออกมุมไหนก็ป่วน ทำให้ตัดสินใจยากพอสมควร
นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องดึงเวลาด้วยการตั้งคนรักษาการในตำแหน่งที่ว่างไปก่อน โดยให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการ รมว.ยุติธรรม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ รักษาการตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ
ทอดจังหวะในการชั่งใจไปอีกพักใหญ่
ตามรูปการณ์เลยทำให้ประเมินได้ว่า โอกาสปรับ ครม.แบบยกเครื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะถ้าปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งคงทำได้เลยไม่ต้องตัดสินใจนาน
ยิ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีว่า หากใคร คนไหนที่ต้องการ อยากกลับไปพักก็สามารถทำได้ ไม่ขัดขวาง
สัญญาณเหมือนการเปิดทางพร้อมล้างไพ่
แนวโน้มเหมือนจะฝืนกระแสไม่ไหว พล.อ.ประยุทธ์ต้องเปิดทางมือบริหารอาชีพมาสลับฉากรัฐมนตรีทหารที่นั่งเกินครึ่ง ครม. ปรับโทนภาพรัฐบาลท็อปบูต
ลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่ตั้งแง่ “แบน” ยาว
กดดันภาวการณ์ทางเศรษฐกิจให้ยิ่งติดล็อกทั้งเงื่อนไขภายนอกภายใน ชนวนอันตรายจากความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้องชาวบ้าน ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า กับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำซ้ำวิกฤติราคาข้าว ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ
โหมดงานหนักๆ สถานการณ์โคตรหินรออยู่ข้างหน้า
ถ้ายังเป็นรัฐบาลทหารฟอร์มเดิม เชิงบริหารสู้มืออาชีพไม่ได้ ผลงานไม่เข้าตาประชาชน อาศัยลำพังแค่ “นายกฯ ลุงตู่” ที่เรตติ้งติดลมบนคนเดียว
มันก็เหนื่อยที่ “นายกฯลุงตู่” จะอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการปรับ ครม.อีกรอบ ในมุมที่มองได้ในลักษณะเป็นการ “ออกตัว” เป็นนัย
สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์บริหารราชการแผ่นดินด้วยนักการเมือง การบริหารงานภายในกรอบของรัฐบาล คสช.เรามีอำนาจในการกำกับดูแล การปฏิบัติงานที่ลงลึกไปถึงทุกกระทรวง โดยเฉพาะอย่างตนเองมีอำนาจที่จะสั่งการทุกกระทรวงด้วยตัวเอง
ทั้งในส่วนความคิดริเริ่ม การมองวิสัยทัศน์ การมองยุทธศาสตร์ชาติ และกำหนดแนวทางปฏิบัติกว้างๆลงไป กระทรวงมีหน้าที่ในการนำไปสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนคิดแผนงานโครงการต่างๆขึ้นมา
ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีมันมีค่าเท่ากัน
ไม่เหมือนกับรัฐบาลอื่นที่ผ่านมาที่เป็นคนละพรรค การเมือง คนละกระทรวง จึงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคแต่ละพรรค ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจึงต่างกัน
อย่าให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก คอยดูแล้วกัน เมื่อปรับ ครม.แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้าง ทุกวันนี้หลายอย่างเกิดผลสัมฤทธิ์มามากพอสมควร
แปลไทยเป็นไทย สรุปใจความสั้นๆ
ใครเป็นรัฐมนตรีไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ “นายกฯ ลุงตู่” บัญชาการเกมเองทั้งหมด
หรืออีกนัยก็คือการปฏิเสธ ไม่จำเป็นต้องดึงมือบริหารอาชีพมาสลับฉาก ที่ผ่านมารัฐมนตรีทหารที่นั่งเต็ม ครม.ก็ทำงานตามยุทธศาสตร์รัฐบาลอำนาจพิเศษ
เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานพอสมควร แต่ประชาชนมองไม่เห็นเอง
ฟันธงตามนี้ การปรับ ครม.ก็คงแค่ขยับกันเล็กๆแทนตำแหน่งว่างเท่านั้น
“นายกฯลุงตู่” ไม่พร้อมเสี่ยงยกเครื่องรัฐบาลให้เกิดแรงกระเพื่อม
แน่นอนในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องพูดให้เห็นภาพทหารกับมือบริหารอาชีพไม่ต่างกัน เน้นจุดสำคัญที่ตัวผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษล้วงได้ทุกกระทรวง
พยายามใช้ “ต้นทุนหน้าตักส่วนตัว” ของนายกฯ ลุงตู่ “ขายพ่วง” ครม.ท็อปบูต
แต่ว่ากันในสายตาของประชาชนทั่วไป โดยต้นทุนเวลาที่ผ่านมา 2 ปีครึ่งของรัฐบาล คสช.มาถึงจุดนี้มันมีคำตอบอยู่ในตัวแล้วกับการใช้บริการทหารมานั่งบริหารเป็นรัฐมนตรี
ตามเงื่อนไขที่เน้นเฉพาะงานด้านความมั่นคง ตรงกันข้ามกับจุดบอดในเชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ
ทั้งๆที่ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 มีอำนาจพิเศษเต็มไม้เต็มมือ
มีทางลัดในการบริหารมากกว่ารัฐบาลนักการเมืองปกติ สะดวกกว่าหลายเท่า
แต่เทียบเนื้องานของรัฐบาลทหาร คสช.กับความคาดหวังอันล้นปรี่ของประชาชนที่รอคอยสัญญาการคืนความสุขแล้ว ถ้าบอกว่าสมน้ำสมเนื้อ
มันก็จะเป็นการโกหกสังคมจนเกินธรรมชาติไป
เชื่อว่า คนฉลาดอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ก็คงเข้าใจได้ถึงสถานการณ์นี้
แต่เรื่องของเรื่องโดยวัฒนธรรมทหาร อาการ
เกรงอกเกรงใจในหมู่พี่น้องผองเพื่อน
มันสลัดยังไงก็ไม่หลุด
ตามสภาพการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตร “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และทีมงาน คสช. ร่วมเหนื่อยร่วมเสี่ยงยึดอำนาจกันมาก็ต้องตอบแทนกันไป
ทิ้งกันไม่ได้ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน
ถึงจะปั่นผลงานไม่ออก ติดเงื่อนไขในเชิงบริหาร หนีฟอร์มของรัฐบาลทหารไม่ออก
ก็ต้องอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อ
และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จำใจต้องฝืนกระแส เลือกยึดเพื่อนพ้องน้องพี่ในหมู่ทหาร เน้นสถานการณ์ความมั่นคงทางอำนาจ มาก่อนความจำเป็นทางการเมือง
สุดท้ายเลย การปรับ ครม.ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
ประชาชนที่ยังหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด
ในสถานการณ์ที่ยังไม่มี “ฮีโร่” คนใหม่มาทดแทน
ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน รอจนกว่าจะครบโปรแกรมโรดแม็ป คสช.
เลือกตั้ง คืนอำนาจประชาชน.
“ทีมการเมือง”