ยุคสว่างแห่งวงการสงฆ์ หมดยุคมืดแก๊งป้อง‘ธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/256540

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ขณะที่ข่าวความเคลื่อนไหวการบุกสำนักจานบินเพื่อคุมตัว“ธัมมชโย” อดีตเจ้าสำนักจานบินตามหมายจับของศาลในข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น และคดีรุกป่าตั้งเป็นสาขาสำนักจานบินที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และที่ จ.เลย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)เงียบหายเข้ากลีบเมฆหลังยึกยักเลื่อนมาหลายครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีความเคลื่อนไหวจากสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ที่มีนายสมพร เทพสิทธา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เป็นประธานเพื่อนำพระลิขิตที่ชี้ว่า “ธัมมชโย” ปาราชิกของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก อดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนขึ้นกราบทูลต่อสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันในฐานะประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)

ทั้งนี้เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่นำพระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนที่ให้ “ธัมมชโย” ปาราชิกเนื่องจากยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวและเผยแพร่ลัทธิที่บิดเบือนจากหลักพระพุทธศาสนาเข้าพิจารณาในที่ประชุมมส.

ก่อนหน้านี้ นายสมพร เป็นแกนนำสำคัญกลุ่มสนช.ผลักดันให้มีการแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 ที่ให้ยกเลิกอำนาจการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชโดยมส.มาเป็นการสถาปนาโดยพระราชอำนาจจนผ่านที่ประชุมสนช.แบบ 3 วาระรวดและนำมาสู่การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ก่อนหน้าที่จะมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่มส.ยุคที่มี สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานอยู่ในยุคเสื่อมเนื่องจากพระเถระผู้ใหญ่ในมส.ส่วนใหญ่ถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจานบิน ขณะเดียวกันก็เกิดข่าวอื้อฉาวมากมาย ทั้งตัว สมเด็จช่วง เองที่พัวพันคดีครอบครองรถเบนซ์โบราณผิดกฎหมาย และที่สำคัญมส.ยุค สมเด็จช่วงซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของ “ธัมมชโย” ให้การปกป้องฟอกโทษความผิดแก่ “ธัมมชโย” มาตลอด ทั้งๆ ที่มีพระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราชให้ปาราชิก

ขณะเดียวกันก็มีขบวนการที่พยายามจะวางแผนผลักดันสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่ในที่สุดแผนการดังกล่าวล้มเหลว

นายสมพร กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้สมเด็จพระญาณสังวรฯได้มีพระลิขิตหลายครั้งกรณีธัมมชโยปาราชิก แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมมส.ในอดีต ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราช จึงอยากให้ที่ประชุมมส.นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม หากมส.เห็นว่าปาราชิกก็ต้องพ้นความเป็นพระทันที จะไม่มีอิทธิพลอะไรอีกต่อไปแล้วจะได้หมดเรื่องเสียที เมื่อพ้นความเป็นพระก็อยู่วัดพระธรรมกายไม่ได้แล้ว ส่วนคดีทางโลกก็ว่ากันไป”

นอกจากมส. สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ร่วมในขบวนการปกป้อง “ธัมมชโย” ซึ่ง นายสมพร ส่งสัญญาณเตือน พศ.ว่า สถานการณ์สำหรับมส.ยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะฉะนั้น พศ.ต้องเลิกทำตัวปกป้องช่วยเหลือใครอีก“เป็นยุคสว่างแล้ว เป็นยุคแห่งธรรมะ เชื่อว่าหลังจากนี้เมื่อได้พระสังฆราชองค์ใหม่ทุกอย่างจะดีขึ้น บ้านเมืองจะดีขึ้นพุทธศาสนาจะดีขึ้น มันจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปหลายด้าน”

อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่จะเป็นการปฏิรูปวงการผ้าเหลืองครั้งสำคัญก็คือการที่คณะอนุกรรมาธิการศาสนา สนช. ซึ่งมี นายสมพร เป็นประธานได้ส่งมติของคณะอนุกรรมาธิการฯถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้แก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ โดยมีสาระสำคัญให้มีการกระจายอำนาจของคณะสงฆ์โดยกลับไปใช้แบบเดิมเมื่อปี 2484 โดยให้คณะสงฆ์แบ่งอำนาจเป็น 3 ฝ่ายคือ มหาคณิสสรหรือสังฆมนตรี สังฆสภา และ คณะวินัยธร

ที่น่าสนใจคือคณะวินัยธร ซึ่ง นายสมพร อธิบายว่าเหมือนศาลสงฆ์ที่มีอำนาจในการลงโทษสงฆ์ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัยได้ทันทีโดยไม่ต้องมีขั้นตอนยุ่งยากผ่านพระเถระชั้นผู้ใหญ่ระดับต่างๆ จนเข้าสู่ที่ประชุมมส.เหมือนในปัจจุบัน

นายสมพร เปิดเผยว่าความจริงเคยมีการขอแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อกระจายอำนาจคณะสงฆ์จนเกือบสำเร็จมาแล้วซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราชก็ทรงเห็นด้วย แต่มีอดีตนายกฯคนหนึ่งสั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีการะงับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะอดีตนายกฯคนดังกล่าวต้องการผลักดันให้พระสังฆ์รูปหนึ่งขึ้นมามีตำแหน่งสำคัญ

แนวคิดที่จะให้แก้ พ.ร.บ.สงฆ์เพื่อกระจายอำนาจคณะสงฆ์ได้รับการสนับสนุนจาก นายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ โดยให้ความเห็นว่าในอดีตเคยมีสังฆนายกเป็นผู้นำและมีสังฆมนตรีดูแลปกครองสงฆ์ โดยคณะสังฆมนตรีต้องได้รับเลือกจากสังฆสภา และมีคณะพระธรรมธรซึ่งทำหน้าที่ดุจศาลสงฆ์ที่มีอำนาจเป็นอิสระไม่ขึ้นกับสังฆมนตรีหรือสังฆสภา ซึ่งหากทำเช่นนี้เชื่อว่าจะทำให้วงการพระพุทธศาสนาดีขึ้น

อีกปัญหาหนึ่งซึ่งทำให้วงการสงฆ์มัวหมองและเสื่อมก็คือเรื่องการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจในหมู่อลัชชีในคราบผ้าเหลือง ซึ่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีแนวคิดให้ผลักดันร่างกฎหมายจัดการทรัพย์สินของวัดและพระโดยแยกออกจากกันอย่างชัดเจนและมีระบบบัญชีที่สามารถตรวจสอบได้และคณะผู้ตรวจสอบที่โปร่งใสไม่ใช่ให้อำนาจวัดเพียงรูปเดียว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการอาศัยวัดเป็นแหล่งทำมาหากินและฟอกเงิน

เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าบัดนี้หมดยุคแล้วสำหรับเหล่าขบวนการอลัชชีในคราบผ้าเหลืองที่คอยปกป้อง “ธัมมชโย” และก้าวสู่ยุคแห่งแสงสว่างของวงการสงฆ์ภายใต้สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ซึ่งเป็นอริยสงฆ์ที่มีพระจริยวัตรอันงดงามสมถะ

ทีมข่าวการเมือง

Leave a comment