ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820274

เมอรี่คริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่า
วันเวลาย่างเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข โหมดของการเฉลิมฉลอง
บรรยากาศแห่งการมอบของขวัญ การจ่ายโบนัสประจำปี
โดยก่อนหน้านี้ก็มีการนำร่องส่งความสุขไปแล้ว กับของขวัญจากรัฐบาลทหาร คสช.ที่แจกให้ประชาชน ทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500– 3,000 บาท ต่อเนื่องกับโปรโมชั่น “ช็อปช่วยชาติ” ใช้จ่ายวงเงิน 15,000 บาทนำมาลดหย่อนภาษีช่วงปีใหม่
ทั้งจ่ายสดโอนเข้าบัญชีให้เลยและหักลดภาษีตามเงื่อนไข
ยังไม่นับโปรโมชั่นร่วมรายการ แบบที่กรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรกูเลเตอร์ มีมติปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลง 4 สตางค์ต่อหน่วย สำหรับงวดใหม่ มกราคม–เมษายน 2560 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชน
หรือมาตรการของขวัญปีใหม่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือธนาคารออมสิน และธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย คืนเงินให้กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ชำระตรงเวลา
เรียกว่าแจกกันแบบไม่อั้น เป็นของขวัญจากรัฐบาลจัดให้ประชาชน
แฝงยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดการหมุนเงินภายในประเทศ
ผ่อนคลายทุกข์ มอบความสุขส่งท้ายปี
ภายใต้บรรยากาศของการไว้อาลัยจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย เป็นภาวะลึกๆในจิตใจของประชาชนทุกคน
การฉลองต้องคำนึงถึงความสำรวม เหมาะสมกับสถานการณ์
นั่นทำให้หลายส่วนได้ปรับเปลี่ยนจากงานรื่นเริง เป็นการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราช-กุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเพื่อเป็นมงคลกับชีวิตในโอกาสขึ้นปีใหม่
ปีที่ไม่มี “ส.ค.ส.จากพ่อ” อีกแล้ว
และโดยแนวโน้มสถานการณ์ที่จะประมาทไม่ได้ กับการคุมเข้มงานด้านความมั่นคง
จากปรากฏการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ขบวนการแฝงก่อเหตุรุนแรง วางระเบิด วินาศกรรม มักจะอาศัยจังหวะทีเผลอจากผู้คนกำลังฉลองปีใหม่ ก่อเหตุป่วนเมือง
พุ่งเป้าหมายไปในที่มีคนชุมนุมมากๆ
โดยเฉพาะเค้าลางจากเหตุก่อการร้ายจากนอกประเทศสดๆร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกไล่ขยี้ประชาชนในตลาดนัดที่ประเทศเยอรมนีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หรือเหตุลอบสังหารทูตรัสเซียประจำตุรกีที่มีเหตุจูงใจโยงกับขบวนการก่อการร้ายในประเทศซีเรีย
เชื้อก่อการร้ายลามแฝงตัวอยู่ในทุกจุดทั่วโลก
ประเทศไทยจึงละสายตาไม่ได้ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยหัวเชื้อขัดแย้งทั้งชนวนจากภายนอกประเทศ และปัจจัยความขัดแย้งสะสมภายในประเทศ
โดยปัจจัยแวดล้อมอาจเกิดเหตุร้ายได้ทุกขณะ
ถือเป็นภารกิจเดิมพันสำคัญที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง จะต้องโชว์ศักยภาพในการควบคุมความสงบ
สร้างความอุ่นอกอุ่นใจให้ประชาชน
ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองซาลงตามธรรมชาติของบรรยากาศที่กำลังเข้าสู่โหมดเทศกาลปีใหม่
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ช็อตสุดท้ายก่อนสิ้นปี ตามโปรแกรมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ-มนตรี หัวหน้า คสช.ได้ดำเนินการปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 4”
ขยับใหญ่ ปรับย้ายหลายตำแหน่ง
แต่ส่วนมากเป็นการสลับเก้าอี้กันเองภายในทีม ครม.เดิม มีการดึงคนนอกเข้ามาแค่ 5 คน
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ เป็น รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล เป็นรมช.ต่างประเทศ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายพิชิต
อัคราทิตย์ เป็น รมช.คมนาคม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมช.พาณิชย์ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็น รมว.ยุติธรรม นางอรรชกา สีบุญเรือง เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็น รมว.ศึกษาธิการ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นรมช.ศึกษาธิการ นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.อุตสาหกรรม
ทั้งหมด 12 ตำแหน่ง โดยไม่มีการปรับออก แต่เป็นการเพิ่มรัฐมนตรีเข้ามา และสลับโยกย้าย
โดยเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ น.ส.ชุติมา นายพิชิต นายสนธิรัตน์ และนายอุตตม ที่อดีตดำรงตำแหน่ง รมว.ไอซีที
ไม่มีทหารเข้า และไม่มีทหารออก
“พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร “พี่รอง” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รวมไปถึงรัฐมนตรีทหารยังนั่งกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเกินครึ่ง ครม.
ตามสภาพแบบที่ “ทีมการเมืองไทยรัฐ” ได้คาดการณ์ไว้ อย่างไรเสียก็หนีข้อจำกัดสลัดวัฒนธรรมทหารไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีทางหักเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมเสี่ยงยึดอำนาจร่วมกันมา
มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน
โดยรูปการณ์ ครม. “ประยุทธ์ 4” เน้นไปที่การแก้ปมการบริหารเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก
โฟกัสจุดหลักๆอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีปัญหาในเชิงบริหาร ถูกสังคมเฝ้าตามาเป็นระยะในเรื่องของการไม่มีผลงาน ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาสินค้าทางการเกษตรราคาตกต่ำ
แต่ด้วยสถานะที่เจ้ากระทรวงอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯเป็นเพื่อนรักสายตรง “บิ๊กตู่” การกู้สถานการณ์ยกแรกเลยมีการสลับให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯมากำกับงานกระทรวงเกษตรฯแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่เป็นกัปตันทีมเศรษฐกิจ
ตอกย้ำการติดขัดในเชิงประสานงาน
แล้วก็เป็น พล.อ.ฉัตรชัยที่เอ่ยปากร้องขอให้ตั้งรมช.มาช่วยงาน สุดท้ายก็เป็นชื่อของ น.ส.ชุติมา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ใกล้ชิดกับนายสมคิดมานั่งเป็นรัฐมนตรีช่วย
ดีลงานโดยตรงกับกัปตันทีมเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กระทรวงคมนาคมซึ่งมีข่าวกระเส็นกระสายมาตลอดเกี่ยวกับปมติดๆขัดๆ
ระหว่างนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม สายตรง “นายกฯลุงตู่” กับนายสมคิด เป็นเหตุที่เมกะโปรเจกต์ระบบรางไม่คืบหน้าอย่างที่ควรเป็น
รอบนี้จึงเป็นสิทธิให้นายสมคิดได้ดึงมือบริหารบริษัทเอกชนที่ใกล้ชิดอย่างนายพิชิต มานั่งเป็น รมช.คมนาคม เพื่อเร่งปั่นเนื้องานเมกะโปรเจกต์
คมนาคม เกษตรฯ 2 กระทรวงหลักทางเศรษฐกิจตามข่าววงในเบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งวงถกกับนายสมคิดเป็นหลักก่อนเผยโฉมหน้า ครม.ใหม่ออกมา
ตามสภาพแก้ปัญหาฟันเฟืองขบ ต้องเพิ่มกลไกแก้ไขอาการติดขัดเฉพาะหน้า
ไม่ผ่าตัดใหญ่ แต่แก้อาการเป็นจุดๆ ไปพลาง
นั่นก็เลยถูกมองว่าการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 4” ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเสียทีเดียว
โดยสภาพการณ์ข้างหน้าที่รอพิสูจน์ประสิทธิภาพ ครม.ใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของทหาร
ในมุมถ้าลงล็อกลงตัว การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถแก้ปัญหาติดขัดได้ก็จะทำให้การเดินหน้าทำงานรัฐบาล คสช.แบกความคาดหวังของประชาชนไปต่อ
ลากกระเตง ครม.ที่เต็มไปด้วยท็อปบูต ฝ่าเงื่อนไขต่อต้านทหาร
แต่ในมุมตรงกันข้าม ถ้าสนิมเก่ากำเริบ บวกกับคนที่เพิ่มเข้าไปใหม่ เกิดการขัดแข้งขัดขาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน มันก็จะยิ่งเครื่องรวนไปกันใหญ่
เสี่ยงเครื่องดับกลางทางได้เลย
และถึงตอนนั้นภาระหนักก็หนีไม่พ้นตกไปอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์
ตามเงื่อนไขที่เจ้าตัวออกหน้ารับประกันเลยว่า การตั้งรัฐมนตรีทุกฝ่ายไม่ควรมุ่งให้ความสนใจในเรื่องตัวบุคคล เนื่องจากเป็นการบริหารราชการในสถานการณ์พิเศษภายใต้รัฐบาลและ คสช.จึงไม่มีความแตกต่าง ไม่ว่าบุคคลใดจะได้รับการพิจารณา
พูดเป็นนัย ตั้งใครก็ต้องทำตามนายกฯที่มีอำนาจสั่งการบริหารตรงได้
มันจึงเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลใดๆจะออกตัวแก้ต่างอีกต่อไป
ในสภาพที่ปรับ ครม. ผ่าตัดเล็กแล้วแก้ปัญหาขบเกลียวภายใน ครม.ไม่ได้ เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ออก
เป็นสถานการณ์ตอกย้ำนายกฯไม่กล้าปรับเปลี่ยนพี่น้องผองเพื่อน หนีวัฒนธรรมทหารไม่พ้น
ยอมรับสภาพ “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้ถืออำนาจพิเศษ ทำได้แค่นี้
ทีมของเราก็ยังย้ำเหมือนที่เคยฟันธงไปแล้ว
มันคงไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับประชาชนคนไทยที่มอบฉันทามติให้ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.มาถือธงนำก้าวข้ามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศ
ต้องกล้ำกลืนฝืนทนรอเวลาครบตามโรดแม็ป
คืนอำนาจประชาชน เข้าคูหาเลือกตั้ง.
“ทีมการเมือง”