สัญญาณชัดจากบิ๊กตู่ ดับฝันปรองดองสูตรเพื่อแม้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/256694

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นับเป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำจุดยืนที่ชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ถึงแนวทางสร้างความปรองดองว่าจะไม่มีการเกี๊ยะเซียะและพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรรม

พล.อ.ประยุทธ์ ยังตั้งคำถามให้คิดและซื้อใจว่า “ฝ่ายการเมืองบอกถ้าไม่พูดเรื่องนิรโทษกรรมปรองดองไม่ได้ ท่านคิดว่าจะช่วยใคร จะอยู่ข้างใคร ถ้าจะอยู่ข้างที่เขาพูดแบบนั้นผมก็จนใจ จนด้วยเกล้า ประเทศไทยก็อยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะไม่มีประเทศอยู่” พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมากระบวนการประชาธิปไตยแบบไทยๆสร้างปัญหาให้ชาติบ้านเมืองจนเป็นต้นเหตุให้ทหารจำเป็นต้องออกมายึดอำนาจ เพราะฉะนั้นหากจะปฏิรูปประเทศก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุด้วยการทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง

ขบวนการประชาธิปไตยแบบไทยๆ มีปัญหาและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม โดยพรรคเพื่อแม้วซึ่งเป็นพรรคธุรกิจการเมืองทุ่มเงินซื้อสส. ซื้อเสียง ซื้อประชาธิปไตย ซื้อประเทศเพื่อให้ได้อำนาจรัฐเป็นรัฐบาลจากนั้นโกงชาติปล้นแผ่นดินถอนทุนบวกกำไรมหาศาล และใช้อำนาจรัฐแผ่ขยายอิทธิพลวางแผนยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะยาวปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอนาคต

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำมาตลอดว่า การปรองดองต้องยึดหลักกฎหมาย หมายความว่าจะเอาเรื่องคดีความของคนบางคนบางกลุ่มมาต่อรองโดยใช้การปรองดองบังหน้าไม่ได้เพราะเป็นคนละเรื่องกัน จึงไม่แปลกที่จะเห็นคดีเลวร้ายต่างๆ ยุครัฐบาลเพื่อแม้วที่ถูกกลบฝังอำพรางมาตลอดถูกผลักดันเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาทิ โครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด และพวกเป็นจำเลยคนสำคัญ

ล่าสุดที่ต้องลุ้นก็คือการเตรียมดำเนินคดีผู้ต้องหาคดีโกงแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ให้กับบริษัทกฤษดามหานครยุครัฐบาลทักษิณเพิ่มเติมหลังจากก่อนหน้าที่มีการดำเนินคดีกับผู้บริหารแบงก์กรุงไทยและผู้เกี่ยวข้องจนศาลตัดสินเข้าคุกไปแล้วหลายคน ซึ่งคดีนี้มี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เป็นจำเลยคนที่ 1 โดยที่ต้องจับตาคืออาจมีการดำเนินคดีกับ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ นายทักษิณเนื่องจากมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการยักย้ายถ่ายเทเงินที่สงสัยว่าพัวพันการทุจริตไปยัง คนใกล้ชิดตระกูลชินบางคน

แต่แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะส่งสัญญาณย้ำชัดว่าไม่เกี๊ยะเซียะเรื่องนิรโทษกรรมซึ่งก็หมายถึงการต่อรองของขบวนการเพื่อแม้ว แต่ก็ไม่ได้ปิดทางเรื่องการลดหย่อนผ่อนโทษหากคนทำผิดยอมรับผิดแล้วเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจสร้างความปรองดองเคยแสดงจุดยืนว่า การสร้างความปรองดองจะต้องทำให้สำเร็จเพราะบ้านเมืองเสียเวลาและโอกาสมามากแล้วตลอดกว่า 10 ปีที่เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่วิกฤติความรุนแรงจนทหารต้องเข้ามาแก้ปัญหา ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมืองโดยยอมถอยคนละก้าว

สัญญาณ“ถอยคนละก้าว”ของ พล.อ.เฉลิมชัย สอดคล้องกับผลสรุปแนวคิดของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สนช.ที่มี นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธานที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางสร้างความปรองดองที่ขณะนี้เสนอร่างกฎหมายไปยังรัฐบาลแล้ว หากรัฐบาลเห็นชอบก็จะเสนอกลับมายังสนช.เพื่อลงมติผ่านเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจำนวน 11 คนจากตัวแทน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
คณะกรรมการอัยการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สภาทนายความ และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการทั้ง 11 คนจะมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 อันเป็นวันที่คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศและกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมตลอดจนการเยียวยาและเสนอแนะแนวทางความเห็นในการอำนวยความยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอัยการและองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่สำคัญคณะกรรมการทั้ง 11 คนมีอำนาจจำแนกคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองแล้วส่งความเห็นลดหย่อนโทษหรือให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อศาลและอัยการได้ อย่างไรก็ตามการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาจะไม่ครอบคลุมผู้ต้องหาคดีทุจริต คดีความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นเบื้องสูง หรือคดีอาญาร้ายแรงเกี่ยวกับความมั่นคง

แต่จากท่าทีการส่งสัญญาณจากบรรดาแกนนำและสาวกขบวนการเพื่อแม้วตั้งแง่ต่อรองว่า หากจะปรองดองก็ต้องมีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยเพื่อที่จะให้นายทักษิณ กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลเช่นเดียวกับพวกแกนนำแดงผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 ดังที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.พรรคเพื่อแม้ว เคยย้ำว่า หากจะปรองดองจริงต้องนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดทุกคนและทุกคดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรร้ายแรงแค่ไหน

แต่จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงสัญญาณค่อนข้างชัดเจนเป็นการดับฝันตอกฝาโลงปรองดองสูตรขบวนการเพื่อแม้ว เพราะหากยอมตามเท่ากับทำลายหลักนิติรัฐและสวนทางการเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างสิ้นเชิง

ทีมข่าวการเมือง

Leave a comment