ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/creative/255269
วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 02.00 น.
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. มุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพยายามสร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการพยายามสร้างประวัติศาสตร์ยุติความแตกแยกในชาติที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปีและสร้างความปรองดองให้สำเร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่ดูเหมือนว่าการสร้างความปรองดองกลายเป็นภารกิจอันหนักอึ้งจากจุดยืนที่แตกต่างของกลุ่มการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะจากการตั้งแง่ต่อรองของพรรคเพื่อไทย
กองทัพนับว่าได้รับภารกิจสำคัญในการวางแนวทางที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดความสำเร็จ และโจทย์ท้าทายก็คือจะใช้แนวทางสูตรไหนที่จะสร้างความปรองดองอันเป็นที่ยอมรับของคู่ขัดแย้งสำคัญในสังคม
พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่องานด้านความมั่นคงและกำหนดอนาคตของประเทศย้ำว่า การสร้างความปรองดองจะต้องทำให้สำเร็จเพราะบ้านเมืองเสียเวลาและโอกาสมามากแล้วตลอดกว่า 10 ปี ที่เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่วิกฤติความรุนแรงจนทหารต้องเข้ามาแก้ปัญหา ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องเห็นแก่ชาติบ้านเมืองโดยยอมถอยคนละก้าว
สัญญาณ “ถอยคนละก้าว” จาก พล.อ.เฉลิมชัย บ่งชี้เป็นนัยถึงสูตรการสร้างความปรองดองที่จะมีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ซึ่งได้รับหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่วางแผนสร้างความปรองดองที่กล่าวว่า แม้จะต้องมีการออกกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับการสร้างความปรองดองก็ต้องทำ
หากจับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตรที่ผ่านมายืนยันว่า การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องของจิตสำนึกต้องไม่มีเงื่อนไข และต้องไม่ขัดหลักนิติรัฐรวมทั้งต้องไม่มีการพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมในขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้ปิดทางการลดหย่อนโทษความผิดแก่คู่ขัดแย้งทุกสีทุกกลุ่มด้วยแนวทางอื่น ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าว “ถอยคนละก้าว” ของ พล.อ.เฉลิมชัย
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณบางประการจากแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ที่สอดรับกับแนวทางปรองดองสูตร “ถอยคนละก้าว”นั่นคือผลสรุปแนวคิดของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของ สนช.ที่มี นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นประธานได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางสร้างความปรองดองที่พิจารณาเสร็จแล้วและมีข่าวว่าขณะนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว หากรัฐบาลเห็นชอบก็จะเสนอกลับมายังสนช.เพื่อลงมติผ่านเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป
สาระสำคัญของ พ.ร.บ.การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับมูลเหตุจูงใจทางการเมืองจำนวน 11 คน จากตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการอัยการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สภาทนายความ และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการทั้ง 11 คน จะมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 22 พ.ค.2557 อันเป็นวันที่คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศและกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมตลอดจนการเยียวยาและเสนอแนะแนวทางความเห็นในการอำนวยความยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอัยการและองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ที่สำคัญคณะกรรมการทั้ง 11 คน มีอำนาจจำแนกคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองแล้วส่งความเห็นลดหย่อนโทษหรือให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อศาลและอัยการได้ อย่างไรก็ตาม การอำนวยความยุติธรรมทางอาญาจะไม่ครอบคลุมผู้ต้องหาคดีทุจริต คดีความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นเบื้องสูง หรือคดีอาญาร้ายแรงเกี่ยวกับความมั่นคง
จากแนวทางสร้างความปรองดองคสช.และรัฐบาล ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยส่อท่าทีแบไต๋ตั้งแง่กดดันให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยหากจะสร้างความปรองดองโดย นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส่งสัญญาณว่า หากจะปรองดองจริงต้องนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดทุกคนและทุกคดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นคดีร้ายแรงแค่ไหน
ขบวนการระบอบทักษิณเคยพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยมีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตให้ตัวเองเพื่อกลับบ้านแบบเท่ๆโดยไม่ต้องติดคุกตามคำพิพากษาของศาล จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนหลายล้านคนออกมาแสดงพลังต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จนเกิดการนองเลือดและประเทศกลายเป็นรัฐล้มเหลวสิ้นเชิงทำให้คสช.ต้องตัดสินใจเข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศ
การตั้งแง่ต่อรองให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยยังซ่อนเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้กับเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และอาจรวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ซึ่งเป็นจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวสุดอื้อฉาว
นอกจากนี้แกนนำขบวนการระบอบทักษิณ อาทิ นายภูมิธรรมเวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์, นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยังส่อเจตนาป่วนการสร้างความปรองดองโดยพยายามชี้ว่าคสช.ถือเป็นคู่ขัดแย้งจึงไม่ควรทำหน้าที่คนกลางในการสร้างความปรองดอง ขณะที่ นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เหน็บแนมคสช.ด้วยการเรียกร้องทหารร่วมลงนามในเอ็มโอยูเพื่อให้สัตยาบันว่าจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารอีก
เพราะฉะนั้นแม้คสช.จะพยายามวางแนวทางสร้างความปรองดองแบบถอยคนละก้าว แต่คำถามก็คือขบวนการระบอบทักษิณซึ่งตั้งแง่เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยจะยอมรับหรือไม่ อันจะเป็นการพิสูจน์ว่าใครที่จริงใจหรือไม่จริงใจที่จะสร้างความปรองดอง
ทีมข่าวการเมือง
