เปิดแผนภารกิจกองทัพพระราชา : เทิดเกล้า-ป้องราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814566


“กองทัพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตลอด สามารถตอบสนองงานของรัฐบาลได้”

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 รู้จักกันดีในนาม “บิ๊กแดง” เน้นน้ำเสียงระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เพื่อต้องการตอกย้ำภาพภายในกองทัพว่า ไม่มีการแบ่งสายระหว่าง “วงศ์เทวัญกับบูรภาพยัคฆ์” ตามที่สื่อมวลชนตั้งให้

กองทัพทำงานเป็นหลักให้ประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้

การดูแลความมั่นคงของประเทศ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทั้งปกป้องและการพัฒนา กองทัพมีแผนอยู่ในมือทั้งหมด แต่ละปีจะต้องมองภาพรวมของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล วัตถุประสงค์หลักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ให้ไว้กับกองทัพบกว่า ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนในทุกรูปแบบ

ในช่วงแรกที่ คสช.เข้ามาได้เดินหน้าจัดระเบียบสังคม อาทิ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์และรถตู้ การปราบปรามยาเสพติด การแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้ามาควบคุม กำกับดูแลและให้นโยบาย

เช่น การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการที่แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี เดิมเป็นพื้นที่สาธารณะประมาณ 10 ไร่ มีเรือสปีดโบ๊ตจอดรุกล้ำพื้นที่มาเป็นเวลานาน เราได้เข้าไปขอความร่วมมือ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เป็นตัวอย่างหนึ่งชี้ให้เห็นว่าทหารเข้าไป ไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ คสช.ให้ไว้ในการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเดินหน้าจัดระเบียบสังคม บางครั้งต้องเข้าใจว่าหน่วยงานพลเรือนหรือราชการยังติดขัด มีผู้มีอิทธิพลหรือมีผลประโยชน์บางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เราเข้าไปเป็นผู้ประสานงานทำให้มันถูกต้อง และผู้ประกอบการที่รู้ว่าทำผิดกฎหมายก็ให้ความร่วมมือ เมื่อให้ความร่วมมือ รัฐต้องเยียวยาหาทางออกให้ พล.อ.ประวิตรยกให้กรณีแหลมบาลีฮายเป็นโมเดลแก้ปัญหาพื้นที่จ.ภูเก็ตและหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

การปราบปรามผู้มีอิทธิพลก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเดินหน้าเข้าไปตรวจค้นอาวุธ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ดำเนินการอะไรที่รุนแรง

สมัยก่อนบางพื้นที่ไม่พอใจก็ใช้ซุ้มมือปืนไปยิงไปฆ่ากัน ภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐก็เกิดความกลัว ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ตอนนี้เบาบางไปเยอะ ผู้มีอิทธิพลบางคนก็ปรับตัว ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกหลายโครงการที่ได้เข้าไปจัดระเบียบสังคม บทบาททหารที่เข้าไป นายกรัฐมนตรีมักย้ำอยู่เสมอว่า จะต้องทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแข็งแรงและส่งมอบให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ

แต่ประชาชนเข้าใจว่าทหารเข้าไปมีบทบาทและทำทุกเรื่อง ทหารทุกคนไม่มีเจตนาใดๆที่จะมาทำอะไรกับประชาชน เรามีหน้าที่ดูแลประชาชน และทหารคือประชาชนคนหนึ่ง เพียงแต่ขอให้เข้าใจถึงบทบาทการทำงาน อาจจะดูหนักไปบ้าง เบาไปบ้าง ขอให้เห็นใจทหารที่เข้ามาดูแลตามจุดต่างๆ ความจริงไม่ใช่หน้าที่ของทหารโดยตรง

โดยเฉพาะขณะนี้ภาวะของประเทศมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ยังไม่รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดีย่อมสะเทือนถึงกันหมด

การทำมาหากินของประชาชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังปล่อยให้บางคนเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยไม่มีใครเข้ามาดูแล ประชาชนก็เดือดร้อน คนที่ได้ประโยชน์เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้น ทหารถึงต้องเข้าไปจัดการแก้ไข

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็เช่นเดียวกันที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นการสะสมของอิทธิพลท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับประเทศมาเป็นเวลานาน สะสมจนเกิดความเคยชิน มีการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ แต่วันนี้ลดน้อยถอยลง เพราะกฎหมายที่ออกมาใหม่ มีอัตราโทษรุนแรงขึ้น

ส่วนการโยกย้ายข้าราชการ ที่ผ่านมาในระบบการเมืองใครไม่ให้ความร่วมมือจะถูกย้าย จนข้าราชการเกิดความกลัว เมื่อกลัวก็ยอมทำตาม ข้าราชการที่แต่งตั้งไปตั้งแต่ระดับเด็กๆ ลองคิดดูมาถึงวันนี้มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน

ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมอว่า เราไม่สามารถจะย้ายข้าราชการที่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับการเมืองได้ทั้งหมด แต่ต้องทำให้เขาเห็นในสิ่งที่ถูกที่ควร ไปกล่อมเกลาจิตใจเขา ยกเว้นข้าราชการที่ไม่ไหวจริงๆถึงจะปรับย้ายออกจากหน่วยงานนั้นไป

ถึงเชื่อว่านายกรัฐมนตรี มีจิตใจดี มีคุณธรรมสูง ปกครองด้วยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง

การทำหน้าที่ดูแลประชาชนและต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล ภารกิจ 2 ด้านนี้บางทีลงมือปฏิบัติอาจจะขัดแย้งกัน จะทำอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า หลักการทำงานเมื่อได้รับงานมา บางอย่างมีความคาบเกี่ยวระหว่างการดูแลประชาชนและการใช้อำนาจ จะต้องมองว่าเมื่อจะให้งานสำเร็จผลไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะได้ผลสัก 70 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องอะลุ่มอล่วยกัน

ในฐานะที่ถืออำนาจรัฐจะต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ ขอให้พบกันคนละครึ่งทาง ถ้าจะประหัตประหารกัน มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทหารก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เมื่อเกิดวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพภาคที่ 1 จะถูกจับตาตลอดว่ามีบทบาทอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า ขอบเขตอำนาจของกองทัพภาคที่ 1 ดูแลพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด 26 จังหวัด และมีหน่วยงานทหารหลักอยู่ในกองทัพภาคที่ 1

บทบาทของกองทัพกับการเมือง เราเป็นทหารของทุกรัฐบาล เป็นทหารในพระมหากษัตริย์

การดำเนินการอะไรไม่สามารถบิดเบือนความจริงได้ เพราะทหารมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 1 มีผู้บังคับบัญชา ประกอบไปด้วย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เราเดินไปในทิศทางและจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือกองทัพจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสุขในทุกรูปแบบ ตามภารกิจที่ต้องดูแล “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน”

ฉะนั้นที่บอกว่ากองทัพภาคที่ 1 ถูกจับตามอง อาจเกิดจากพื้นที่ที่รับผิดชอบ ภารกิจและพันธกิจอยู่ในภาคกลาง บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ตามจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย

มีกองพลรบหลัก 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มีภารกิจรับผิดชอบในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ลพบุรี สิงห์บุรี และอยุธยา กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ นอกเหนือจากกองพลทหารราบหลัก เป็นกองพลยานเกราะ มีกองกำลังบูรพา ดูแลตามชายแดนตะวันออกประเทศกัมพูชา

กองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งมีกองกำลังสุรสีห์ ดูแลด้านทิศตะวันตก ในส่วนของมณฑลทหารบก ก็บังคับบัญชาดูแลในจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย ทำงานพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ทำให้มีบทบาท เมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองก็ต้องเข้าไปดูแลทุกครั้งไป กองทัพก็มีประสบการณ์ ได้เห็นท่าทีต่างๆของนักการเมืองและรัฐบาล

ขณะที่การพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยทหารทุกหน่วย ที่สำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ชาวไทยเคารพและเทิดทูน

ทหารเทิดพระเกียรติและถวายความปลอดภัยในทุกโอกาสทุกเมื่ออยู่แล้ว

ในฐานะที่รับราชการในหน่วยรักษาพระองค์เป็นเวลานาน ตั้งแต่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาถึงผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ที่จะต้องถวายงานต่อพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทำแบบที่เรียกว่า พร้อมถวายชีวิต

แต่ในปัจจุบันสื่อมวลชนทราบดีว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ที่พยายามต่อต้าน บิดเบือนความจริงผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

การที่เป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย แล้วยังทำลายประเทศชาติด้วยการก้าวล่วง ถือว่าไม่ถูกต้อง

ฉะนั้นหน้าที่ปกป้องสถาบันไม่ใช่เพียงทหารเท่านั้น

แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยต้องช่วยกัน.

ทีมการเมือง

 

Leave a comment