ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824725

วันเวลาไม่มีเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลัง
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินหน้า โลกหมุนมาครบ 365 วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2559 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา
ปีที่เราสรุปนิยามว่า “ปีแห่งการไว้อาลัย”
ตามสถานการณ์เสมือนวันเวลาของประเทศไทยหยุดนิ่ง ณ เวลา 19.00 น.วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559
จากแถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนม พรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี
สิ้นพ่อหลวงของปวงพสกนิกร
ณ วินาทีนั้นหัวใจไทยทุกดวงเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ น้ำตาแห่งความอาลัยไหลนองแผ่นดิน
ทำใจไม่ได้กับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นานาชาติทั่วโลกให้การยอมรับ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในบริบทของสังคมแบบไทยๆที่มีความพิเศษเฉพาะไม่เหมือนประเทศอื่น
พระราชาเป็นพ่อของทุกคนในแผ่นดิน ไม่ใช่แค่ประมุขประเทศ
ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏต่อทุกสายตา ตลอดเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถือปากกา กางแผนที่ สะพายกล้อง บุกป่า ฝ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ นำมาซึ่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาชาวบ้าน ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องดิน
นับแล้วกว่า 4,500 โครงการ
ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร
หรือในตอนบ้านเมืองมีปัญหาจากวิกฤติการเมือง สถานการณ์ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงกับความมั่นคง
ก็ทรงเป็นเสมือนน้ำดับไฟ ยุติเหตุไทยฆ่าไทย
ไม่ว่าสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเหตุการณ์ตุลาวิปโยคปี 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ล้วนคลี่คลายลงด้วยพระบารมี
ทรงเป็น “ราชัน” แห่งการปกครองอย่างแท้จริง
เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเปรียบสถานการณ์เหมือนลูกที่สูญเสียพ่อผู้เป็นเสาหลักของบ้าน นอกจากอาการของความโศกเศร้าเสียใจอาลัยรัก
มันยังแฝงไปด้วยอารมณ์ว้าเหว่ ไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า
สถานการณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปลุกปลอบให้คนไทยตั้งสติ และเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน
เสียใจ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่ ประเทศไทยยังต้องเดินหน้าต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของความอาลัย ก็ได้เห็นภาพของพสกนิกรชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ ในชุดสีดำเดินทางมากราบเคารพพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย
และยังเกิดภาพสวยสดงดงาม คนไทยแสดงน้ำใจช่วยเหลือกัน
“จิตอาสา” มอเตอร์ไซค์รับส่งผู้โดยสารไม่คิดค่าบริการ บริษัทห้างร้านเอกชนและประชาชนทั่วไปนำอาหาร น้ำดื่ม ยาดม ยาหม่อง แจกฟรีให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ บริษัทเอกชนเปิดย้อมผ้าให้ชาวบ้านในห้วงที่เสื้อดำขาดตลาดราคาแพง
ต่างคนต่างมุ่งสืบสานพระราชปณิธาน ทำความดีถวายพ่อ
ความโศกเศร้าเสียใจแปรเป็นพลังสามัคคี ไม่มีการแตกขั้วแยกค่าย น้ำตาสลายสีเสื้อจางลงไป
และในสถานการณ์ที่คนไทยกำลังอยู่ระหว่างทำใจกับการสูญเสียครั้งใหญ่การสืบราชสันตติวงศ์ต้องรอเวลาตามพระประสงค์องค์รัชทายาทที่ทรงขอเวลาแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชนทั้งประเทศไปก่อน
ด้วยพระทัยอาลัยรักพระราชบิดา
จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม “ราชาฤกษ์” หลังพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร หรือครบรอบ 50 วันของการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ก็มีการทูลเชิญ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ขึ้นทรงราชย์ เป็น “ในหลวงรัชกาลที่ 10” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและโบราณราชประเพณี
ท่ามกลางความปีติยินดีของพสกนิกรชาวไทยที่ได้กษัตริย์สืบสานพระราชปณิธานพระราชบิดา ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัชกาล การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบ 70 ปี ที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปใหญ่
นั่นทำให้ขั้นตอนต่างๆต้องดำเนินการคู่ขนานกันไป ระหว่างโรดแม็ป คสช.กับพระราชพิธีสำคัญ
มีการปรับสถานการณ์ตามความเหมาะสม
ซึ่งก็ทำให้มีการตั้งคำถามถึงกำหนดการตามปฏิทินโรดแม็ปเดิมจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่
โดยเฉพาะกำหนดการเลือกตั้งใหญ่
ในขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายรัฐบาล ยืนยันในเบื้องต้นโรดแม็ปไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2560
เว้นแต่จะมี “ตัวแปร” ทำให้สถานการณ์ไม่ดำเนินไปตามนั้น
สรุป ณ วันนี้ยังยืนตามโปรแกรมโรดแม็ปเดิมไว้ ตามขั้นตอนร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ต่อเนื่องกับการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ กระบวนการตามโรดแม็ปยังเดินหน้าไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหญ่
ในสถานการณ์ที่เงื่อนไขคำถามพ่วงเอื้อให้ คสช.สืบทอดอำนาจไปอีกอย่างน้อย 5 ปี เพื่อนำประเทศเปลี่ยนผ่านช่วงสำคัญ บวกกับเงื่อนไขตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะเป็นกรอบให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องดำเนินการตามพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่ถูกออกแบบไว้
ตามรูปการณ์ ทหาร คสช.ล็อกเกมอำนาจประเทศไทยไปอีกยาว
ตรงกันข้าม นักเลือกตั้งอาชีพต้องทบทวนบทบาทกันครั้งใหญ่ ในเมื่อผลประชามติและคำถามพ่วงสะท้อนอารมณ์ประชาชนเลือกฝากความหวังไว้กับทหารมากกว่านักการเมือง
ขณะที่ “นักลากตั้ง” ที่แฝงตัวอยู่ในคราบของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่างออกอาการกระดี๊กระด๊า
เชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯคุมเกมยาว
โดยจังหวะสถานการณ์เร้าในห้วงปลายปี คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวก็กดดันอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าไปทุกขณะ หลังมีการสืบพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วงท้ายๆ
ในปรากฏการณ์ที่คดีสำคัญของนักการเมืองก็มีการตัดสินเด็ดขาด แบบที่นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ นายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถูกศาลตัดสินจำคุกจากคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ยปลอม ต่อเนื่องกับคิวของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที ก็ถูกตัดสินจำคุกในคดีแก้สัญญาสัมปทานเอื้อธุรกิจกลุ่มชินฯ
เชือดจริง ติดคุกจริง คดีทุจริตของนักการเมืองเกิดความชัดเจน ตามเหตุและผลของการกระท
ำ
และส่วนใหญ่จะเป็นคิวของลูกข่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องชะตากรรมโหดๆ สะท้อนความยากลำบากของทีม “นายใหญ่” ที่โดนสลายกำลังไปโดยปริยาย
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่ทรงตัวง่ายๆ ตามรูปการณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ต้องเจอกับแรงเสียดทานภายนอกภายใน บีบให้เปลี่ยนหัวขบวนใหม่ หลังจากแสดงจุดยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลทหาร คสช. ในการประกาศโหวตโนรัฐธรรมนูญ
ประชาธิปัตย์ก็เหมือนรถคว่ำ ยังตั้งหลักไม่ทัน
แนวรบด้านนักการเมืองเอื้อต่อการคุมเกมยาวของรัฐบาลทหาร คสช.
แต่ถึงกระนั้น มันก็มีโจทย์ยากที่พร้อมทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ทุกเมื่อ
กับภาวการณ์ทางด้านความมั่นคงที่ยังมีความพยายามของพวกก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลามขึ้นมาบนพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนจนถึงประจวบคีรีขันธ์
ในขณะที่ความยากลำบากของรัฐบาลในการเฝ้าจับตาขบวนการก่อการร้าย รวมไปถึงขบวนการหมิ่นสถาบันและต่อต้านทหารที่แทรกซึมอยู่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยต้องเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
บวกกับโลกยุค “New Nomal” สังคมสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่ควบคุมลำบาก
แต่ที่ยากกว่านั้นก็คือโจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน อาการแบบที่รัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติข้าวราคาตก เป็นโจทย์ที่เพิ่มเข้ามาซ้ำซ้อนกับความพยายามแก้ปัญหาใบเหลืองสินค้าด้านการประมง หรือการเคลียร์สถานการณ์ใบแดงด้านการบินพลเรือน
ภาวะเศรษฐกิจภายในที่โดนกดทับจากภาวะเศรษฐกิจโลก แถมเงื่อนไข “แซงก์ชั่น” รัฐบาลทหาร
สถานการณ์ติดล็อกไปทุกจุด
สุดท้ายเลย พล.อ.ประยุทธ์จำใจต้องปรับ ครม.ชุด “ประยุทธ์ 4” ในช่วงส่งท้ายปี ทั้งการขยับสลับกันเองภายในหมู่รัฐมนตรีเก่าและการดึงคนหน้าใหม่เข้ามา รวมแล้ว 12 ตำแหน่ง
แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกมองว่าไม่ได้ตอบโจทย์สักเท่าไหร่
ในเมื่อ รมต.ท็อปบูตชุดเดิมยังนั่งอยู่เกินครึ่ง ครม. พี่ใหญ่ พี่รอง ผองเพื่อนที่ร่วมเสี่ยงยึดอำนาจมา ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แบบที่ว่ามาด้วยกันไปด้วยกัน
หนีวัฒนธรรมทหารไม่หลุด สลัดฟอร์มรัฐบาลท็อป-บูตไม่พ้น
สุดท้ายก็เป็นประชาชนที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
รอการคืนอำนาจ เลือกตั้ง.
“ทีมการเมือง”