ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ทีมข่าวการเมือง 3 ธ.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800567

19.16 นาฬิกา ย่ำค่ำวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235
“มหาราชาฤกษ์” เข้าสู่แผ่นดินของรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี โดยสมบูรณ์
เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปพร้อมกับเสียงย่ำฆ้อง กลองระฆัง ทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
ฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยทรงโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
โดยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาท เสด็จฯขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์
และมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นครองราชย์
“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช
สันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”
ครบขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี
ราชอาณาจักรไทยมี “ในหลวงพระองค์ใหม่”
ท่ามกลางความปลื้มปีติของประชาชนคนไทยที่รวมพลังใจร่วมในเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี
ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ตามเสด็จพระราชบิดาเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร
ภาพที่คุ้นตาคือพระองค์ทรงชุดนายทหารแห่งกองทัพไทย
เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม เป็นที่ปลาบปลื้มของพสกนิกรที่ได้ชื่นชมพระบารมี
ที่สำคัญด้วยพระปรีชาสามารถในความเป็นทหารเป็นที่ประจักษ์ จากที่ทรงได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ
ขนานพระนาม “เจ้าฟ้านักบิน” เพราะทรงเชี่ยวชาญการขับเครื่องบินรบและเครื่องบินทั่วไป
โดยที่ทรงให้ความสนพระทัย ศึกษาวิวัฒนาการใหม่ๆของทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ และเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญอย่างมาก
และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ
ทั้งยังเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ของทหาร ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร ทรงดำรงตำแหน่งทางทหารทุกเหล่า
ทรงดำรงสถานะของ “นักการทหาร” สมบูรณ์แบบ
ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีของกองทัพ
แต่ในความเข้มแข็งตามแบบฉบับของทหาร อีกมุมหนึ่งสังเกตจากสายพระเนตรที่มองพสกนิกรผู้มาเฝ้ารับเสด็จฯ ก็แฝงไปด้วยพระเมตตาต่อประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านยากจน คนไร้โอกาส
ทรงดำเนินตามรอยพระบาทพระราชบิดาผู้ทรงธรรม ด้านความเมตตา
พระองค์ทรงใส่พระทัยในความเดือดร้อนของชาวบ้าน ในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยใหญ่ ภัยแล้ง หรือภัยจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ก็พระราชทานความช่วยเหลือ
ไม่เว้นแม้แต่ต่างประเทศ ที่มีการพระราชทานผ้าห่มช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2554
พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยผู้ประสบภัยอยู่เป็นนิจ
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอยู่ในสายพระเนตร พระกรรณตลอดเวลา
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มาจากพื้นฐานพระราชหฤทัยตั้งมั่นในธรรม
มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ดังที่สังเกตได้จากข่าวพระราชสำนัก พระองค์เสด็จฯแทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกิจทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวัน สำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวันมาฆบูชา วิสาขบูชาอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา ถวายผ้าพระกฐินหลวง ทุกปี ทุกเทศกาล ไม่เคยขาด
ด้วยพระจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจที่ประจักษ์ต่อสายตาไพร่ฟ้า สมกับการได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาทผู้สืบราชสันตติวงศ์
อีกทั้งยังทรงอยู่ในธรรมตามรอยพระราชบิดา ผู้ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ครองหัวใจเหล่าประชาราษฎร์มา 70 ปี
แน่นอนในสถานการณ์ที่พสกนิกรไทยกำลังเศร้าโศกเสียใจ เสียขวัญ เสียกำลังใจ จากการสูญเสีย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเปรียบประดุจพ่อของแผ่นดิน เหมือนขาดแสงไฟนำทาง อยู่ในภาวะมืดมนอนธการ
การเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” จึงเปรียบเสมือนแสงทองส่องฟ้า นำความสว่างไสวกลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทย
ไพร่ฟ้าประชาชนคนไทยรู้สึกอบอุ่นภายใต้พระบารมีที่มีพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่มาสืบสานพระราชปณิธานของพระราชบิดา
ที่แน่ๆโดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัชกาลเป็นไปอย่างสมบูรณ์
อย่างที่เห็นตลาดหุ้นผันผวนแค่ 1-2 วัน ก็กลับสู่สถานการณ์ปกติ ธุรกิจการค้าก็ดำเนินต่อเนื่องไปได้ เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก
การเมืองก็สงบนิ่ง ไร้แรงป่วน ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ รู้กาลเทศะ
สถานการณ์ด้านความมั่นคงก็อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้
ไร้เหตุกระเพื่อม
ผ่านจังหวะก้าวสำคัญ ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบเรียบ
นั่นก็ด้วยเพราะพระบุญญาธิการของในหลวงรัชกาลใหม่ และพระบารมีของสถาบันกษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครองประเทศไทย
เหนืออื่นใด ด้วยความเป็น “มหากษัตริย์นักการทหาร”
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องของการอยู่ในระเบียบวินัย เสียสละ และความรักประเทศชาติ
นี่คือโอกาสอันดียิ่งของเมืองไทย
โดยรูปการณ์น่าจะกระตุ้นให้สังคมกลับมาอยู่ในกฎระเบียบ รู้หน้าที่ ยึดถือความถูกต้อง
เคร่งครัดกับความซื่อสัตย์
กระตุกผู้คนต้องคำนึงถึงบ้านเมือง ต้องเลิกทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจากความไร้ซึ่งวินัย ไม่เคารพกฎหมาย ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา ขาดซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม
ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่
ถึงเวลาเลิกทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์
โดยเฉพาะพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชันที่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ข้าราชการ เอกชน เต็มไปด้วยคนที่มุ่งกอบโกยทรัพยากรของชาติ
เอารัดเอาเปรียบคนด้อยโอกาสกว่า มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง จนนำมาซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก่อปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ลามเป็นวิกฤติความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งสี
ถึงเวลาต้องหยุดทำร้ายประเทศกันเสียที
“ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดึงสังคมไทยกลับสู่ความมีระเบียบวินัย รู้หน้าที่ อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา มีความซื่อสัตย์ และมีความรักประเทศชาติ
ทรงเป็นศูนย์รวมใจในอารมณ์ที่ปวงชนชาวไทยปลื้มปีติพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
พร้อมเดินหน้าประเทศไทยกลับสู่แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง.
ทีมข่าวการเมือง