ปรองดองไม่ลงตัว ทหารตีตั๋วต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/835514

โรดแม็ปชัด“เพิ่มเวลา”คสช.ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ฟ้าฝนแปรปรวน

ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยต้องประสบอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี

สถานการณ์ลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้พี่น้องประชาชน บ้านเรือน เรือกสวนไร่นาเสียหาย โรงพยาบาลจมน้ำต้องปิดให้บริการ น้ำซัดสะพานขาด ถนนหนทางการจราจรเป็นอัมพาต

มีคนเสียชีวิตกว่า 30 ราย มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท

แต่ไม่ว่าวิกฤติน้ำจะรุนแรงแค่ไหน ก็แพ้น้ำใจคนไทย

ในสถานการณ์ที่พี่น้องชาวใต้กำลังลำบาก ก็มีธารน้ำใจจากพี่น้องภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง พร้อมใจกันบริจาคทั้งเงินและสิ่งของส่งไปช่วยผู้ประสบภัย

สื่อมวลชน บริษัทเอกชน ผนึกกำลังกับหน่วยงานรัฐบาลในการระดมความช่วยเหลือ

ไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง คนไทยไม่เคยทิ้งกันในยามยาก

เหนืออื่นใด จากการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรี หัวหน้า คสช. โดยอันเชิญพระราชกระแส รับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยให้องคมนตรีติดตาม พร้อมรัฐบาลช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

ขอแก้ปัญหาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

โดยพระราชทานลายพระหัตถ์ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ มาถึงประชาชนทุกคนว่า “ด้วยความรักและห่วงใยขอเป็นกำลังใจในการร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อขวัญที่ดีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความสุขและมั่นคงของชาติ”

ความเดือดร้อนของพสกนิกรอยู่ในพระเนตรพระกรรณ

และถึงวันนี้หลายพื้นที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย รอฟื้นฟูกันต่อไป ในจังหวะน้ำท่วมภาคใต้ถือเป็นปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าของรัฐบาลทหาร คสช.

เพิ่มโจทย์ยากในเชิงบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การขับเคลื่อนทางการเมืองตามโรดแม็ป คสช.ก็มาถึงจุดปรับเปลี่ยนสำคัญ ตามการแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ระบุได้รับการประสานจากสำนักราช-เลขาธิการได้ทำเรื่องมาที่รัฐบาลว่า มีประเด็นที่ต้องหารือถึงเรื่องของหมวดพระมหากษัตริย์ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่องคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว

โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งผ่านองคมนตรีว่า มีบทบัญญัติ 3–4 รายการที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์

ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด

ในมุมที่ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันเลยว่า หลังจากแก้ไขแล้วจึงไม่ต้องทำประชามติใหม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน ขั้นตอนโรดแม็ปยังมีเหมือนเดิมทุกประการ เวลาทุกอย่างมีหมดตามกำหนด 240 วัน 150 วัน 90 วัน ทุกอย่างเริ่มสตาร์ตเมื่อมีรัฐธรรมนูญถาวรลงมา

ปลายปีนี้ หลังพระราชพิธีพระบรมศพและบรมราชาภิเษกก็จะให้เดินการเมืองได้

นี่คือความชัดเจนที่มาพร้อมกับจังหวะปรับเปลี่ยน

และนั่นก็ทำให้ประเมินได้ถึงโอกาสการเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่มีแนวโน้มจะต้องเลื่อนเวลาออกไป

ตามเงื่อนไข “ตัวแปร” ที่สอดแทรกเข้ามา

ถึงแม้ตัวแปรภายในกระบวนการรัฐธรรมนูญที่จะมีการปรับแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ และมีความพยายามทำให้ทันภายในกรอบเวลาเดิมที่กำหนดไว้

อย่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ทำการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 กันแบบ 3วาระรวด ในวันที่ 13 มกราคม ทันทีที่ได้รับการประสานจากรัฐบาล คสช.

โดยความตั้งใจของรัฐบาล คสช. และ สนช. เพื่อความต่อเนื่องในกระบวนการ

เทกแอ็กชั่น เร่งให้ทันตามกำหนดโรดแม็ปเดิม

แต่อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญมันยังอยู่ตัวที่ตัวแปรนอกกระบวนการรัฐธรรมนูญ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดชัดแล้วว่า ภายหลังพระราชพิธีพระบรมศพและบรมราชาภิเษกก็จะให้เดินการเมืองได้

ตรงนี้ยังไม่มีอะไรกำหนดตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามสถานการณ์

ที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ การถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด

เอาเป็นว่า มาถึงจุดนี้ โดยเงื่อนสถานการณ์รัฐธรรมนูญถือว่า “ต่อเวลา” ให้รัฐบาล คสช.ได้คุมเกมบริหารอำนาจพิเศษต่อไปจากโรดแม็ปเดิม

การเลือกตั้งยังเป็นอะไรที่หนทางอยู่อีกไกล

เรื่องของเรื่อง ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาลทหารจะต้องวางแผนรองรับสถานการณ์ปรับเปลี่ยนโรดแม็ปกันในเบื้องต้นก่อนก็คือหนทางเฉพาะหน้า

เพื่อลดแรงเสียดทานในการทอดเวลาออกไป

ก่อนอื่นเลย ต้องโชว์ให้เห็นถึงเนื้องานที่ขันอาสารับปากชาวบ้านไว้ หลังยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาเกือบ 3 ปี มีอะไรเป็นเนื้อเป็นหนังบ้าง

ซึ่งโดยจังหวะก็น่าสอดรับสถานการณ์พอดี กับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้เวลาในช่วงปีใหม่ ทำการร่างโมเดลกระบวนการปฏิรูปและปรองดองด้วยลายมือ ก่อนส่งให้ทีมงานจัดทำเป็นพิมพ์เขียว

ต่อเนื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปีใหม่ ก็ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศในระยะที่ 2” โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่า ควรจะเพิ่มเรื่องการสร้างความปรองดองให้เชื่อมโยงกับการปฏิรูป และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คสช.

โดยให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของทั้งคณะกรรมการปฏิรูปปรองดอง และคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อนำประเด็นต่างๆมาจัดลำดับความเร่งด่วน ว่ามีเรื่องอะไรสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

หากเรื่องไหนแก้ไขกฎหมายนาน จำเป็นจะต้องดึงบางเรื่องออกมาประกาศเป็นมาตรา 44

“นายกฯลุงตู่” เทกแอ็กชั่น เร่งปั่นเนื้องาน “ปรองดอง-ปฏิรูป”

โชว์ความตั้งใจในการทำตามสัญญา เพื่อให้เป็นเงื่อนไขที่ผู้นำทหาร คสช.ได้แลกกับฉันทามติประชาชนในการอนุมติให้ใช้อำนาจพิเศษ

ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเทียบกับการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

และก็ไม่ใช่แค่การขยับเร่งเนื้องานเฉพาะรัฐบาล คสช.เท่านั้น ตามจังหวะรับกันเป็นกระบวนการกับความเคลื่อนไหวอีกด้านก็มีการปล่อย “พิมพ์เขียวปรองดอง” ฉบับของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน

ที่มาพร้อมกับข้อเสนอแบบ “พบกันครึ่งทาง”

สรุปคร่าวๆว่า ไม่นิรโทษกรรม แต่เปิดทางให้คนหนีคดีกลับมาต่อสู้คดี สามารถประกันตัวได้

คดีการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หากมอบตัวยอมรับผิดให้พักคดีไว้แบบมีเงื่อนไขห้ามยุ่งการเมือง

คดียึดสนามบิน สถานที่ราชการ ก่อการร้ายไม่เสียหาย ถือเป็นคดีไม่ร้ายแรง

ตามสูตรปรองดองที่ส่งอานิสงส์ให้ได้ทั่วถึงกันทุกหัวขั้วอำนาจขัดแย้ง

ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ตั้งแง่กลับบ้านอย่างเท่ๆ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และบรรดาแกนนำม็อบเสื้อแดง นปช.ที่เจอคดีก่อการร้าย และอีกหลายคดีที่เป็นผลพวงจากการชุมนุม

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯที่ติดชนักโทษถึงประหาร ชีวิต จากคดีก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดสนามบินดอนเมือง และยึดทำเนียบรัฐบาล

หรือ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ที่โดนฟ้องคดีกบฏ นำม็อบปิดถนน ยึดเมือง ชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร

ต่างคนต่างรู้ชะตากรรมตอนจบ หนีไม่พ้นเรือนจำ

นั่นจึงทำให้การขยับเดินงานเรื่องปรองดองของรัฐบาล คสช.และ สปท.เริ่มมีเสียงขานรับในเชิงบวก

จากปกติที่พูดเรื่องปรอง-ดองเป็นต้องด่ากันโขมง โฉงเฉง

เรื่องของเรื่องว่ากันตามความจริง ถ้าไม่มีหลักของการพบกันครึ่งทาง การปรองดองก็ไม่มีทางเกิดขึ้น

มันต้องยอมได้บ้างเสียบ้าง เพราะไม่มีทางที่ใครจะได้หมดหรือเสียหมด

ที่สำคัญ โดยสถานการณ์ที่สัมผัสได้ถึง “ยาแรง” ในกระบวนการผ่าตัดประเทศช่วงเปลี่ยนผ่าน

คนดังทางการเมือง แกนนำหัวขั้วขัดแย้งบางคนเข้าไปใช้ชีวิตในคุก

ขณะที่แนวโน้มก็ลุ้นชะตากรรมโหด ไม่ว่าเครือข่ายตระกูลชินวัตร ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังลุ้นหนักกับคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ส่วนนายสุเทพก็อาการส่อเค้าหนักไม่แพ้กัน ล่าสุดโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินหน้าเช็กบิลฐานส่อทุจริตต่อหน้าที่ราชการเกี่ยวกับการปล่อยให้สต๊อกน้ำมันปาล์มขาดแคลน ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงการแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินไม่ชอบด้วยกฎหมายในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย

ต่างฝายต่างโดนชนักปักหลัง เต็มไปด้วยบ่วงมัดคอพันธนาการ

ถ้ายังไม่ยอมเลิกรา ก็ต้องลุยกันต่อไป รอไปนั่งปรับความเข้าใจกันในเรือนจำ

เปิดทางให้ทหารยังยื้อรักษาอำนาจพิเศษอยู่อย่างนี้

ตามข้ออ้างอย่างชอบธรรม

ไม่มีทางปล่อยให้การเมืองทำประเทศตกอยู่ในภาวะรัฐล้มเหลว.

“ทีมการเมือง”

 

Leave a comment