ล็อกเข้าโหมดปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 13 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/834653

มีเหตุให้เลื่อนคิวโดยอัตโนมัติ

ในโปรแกรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 3 วาระรวด ตามที่ ครม. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประสานส่งเรื่องมาให้แก้ไขโดยเร่งด่วน

โดยมีความจำเป็นขอแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ ในประเด็นหมวดพระมหากษัตริย์ มีทีมกฎหมายระดับหัวกะทิ อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายวิษณุ เครืองาม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ร่วมทีมแก้ไข

คำนวณคร่าวๆต้องใช้เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวและร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ 3-4 เดือน ตามคิวที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ชี้แจงมา

โรดแม็ปเลือกตั้ง ทอดเวลาออกไปจากปลายปี 2560 ตามปฏิทินเดิม

แต่นั่นก็เป็นไปตามสถานการณ์ความจำเป็นของประเทศ ในช่วงที่จังหวะและบรรยากาศของบ้านเมืองยังไม่เหมาะสม หากจะให้หาเสียงเลือกตั้ง ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างพระราชพิธีสำคัญ

ตามที่ “บิ๊กตู่” ระบุว่า การหาเสียงเลือกตั้งจะเริ่มขยับได้ หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีพระบรมศพ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลังปลายปี 2560 ไปแล้ว และจะได้รัฐบาลใหม่ปี 2561

เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองเข้าใจ และยอมรับเหตุผลความจำเป็นที่เกิดขึ้น พร้อมกลับมาลงสนามเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม

กระแสเวลานี้จึงไหลไปโฟกัสสู่โหมด “ปรองดอง”

จากรูปการณ์ปัจจุบันที่แม่น้ำเกือบทุกสายไหลไปในทิศทางเดียวกัน ตามธงของผู้นำคสช.ที่ประกาศตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง

หาทางนำประเทศกลับสู่บรรยากาศสามัคคี สมานฉันท์

ในฉากการโหมสัญญาณปรองดอง ตามที่ “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมเตรียมการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ นัดแรก

ประกาศปลดล็อกพันธนาการที่เป็นอุปสรรค สร้างความปรองดองให้สำเร็จภายใน 1 ปี

เบอร์หนึ่ง คสช. สั่งเอาจริง อาสาเป็นเจ้าภาพหาทางคืนความสามัคคีให้คนในชาติแบบเอาจริงเอาจัง โดยยึดกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือนำร่องสร้างสันติสุขคืนสู่สังคม ไม่ใช้นิรโทษกรรมเป็นทางลัดสร้างความปรองดอง
ไล่เลี่ยกับช็อตที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพิ่งชงโมเดลหย่าศึกความขัดแย้งฉบับล่าสุด เปิดออปชันล่อใจก๊วนสีเสื้อต่างๆมาร่วมวงปรองดอง

ทั้งแกนนำและชาวบ้านที่มีคดีติดตัว กรณียึดสนามบิน บุกรุกสถานที่ราชการ แม้กระทั่งเผาบ้านเผาเมือง อยู่ในข่ายได้รับการจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ไปจนถึงลดหย่อนผ่อนโทษให้

ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของพฤติกรรมที่กระทำผิด

ไม่เว้นแม้แต่พวกหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ก็เปิดทางให้กลับมาสู้คดี แลกกับการได้ประกันตัว

แม้กระทั่ง สนช.เองก็ขยับเร่งเครื่องตรากฎหมายที่ส่งเสริมการสร้างความปรองดอง และการเคลียร์คดีความทางการเมือง ร่วมส่งเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลและ คสช. พิจารณาอีกทาง

คสช. และขุมข่ายอำนาจพิเศษพากันปล่อยของ โหมทำคะแนนช่วงปลายรัฐบาล ดึงทุกสีเสื้อเข้าร่วมวงปรองดอง เพื่อหย่าศึกให้ได้ก่อนจัดการเลือกตั้ง

ขณะที่หัวโจกกลุ่มการเมือง ล้วนตกที่นั่งเดียวกัน ต่างมีคดีความเป็นชนักปักหลังติดตัว เสี่ยงแหย่ขาเข้าตะรางได้ตลอดเวลา

ไล่เรียงมาตั้งแต่แกนนำ นปช.ที่เพิ่งถูกศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกคดีบุกบ้าน “ป๋าเปรม” ต้องไปลุ้นสู้คดีชั้นศาลฎีกา หรือ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เพิ่งได้รับประกันตัวออกจากเรือนจำ ก็มีสภาพบักโกรก ไม่รู้จะถูกจับยัดคุกรอบใหม่เมื่อไร

ฟาก “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ก็ต้องปาดเหงื่อ เพราะถูก ป.ป.ช. รื้อคดีตั้งแท่นสอบเอาผิด กรณีปล่อยให้มีการปั่นราคาน้ำมันปาล์ม สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี

หรือฝั่ง “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องวิ่งโร่สู้คดีจำนำข้าวในชั้นศาล

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังถูกคู่ปรับเก่า “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ตามราวียื่นหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เร่งรัดให้ยื่นฎีกา กรณีหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

คีย์แมนการเมืองทุกคนต่างมีบาดแผลติดตัวถ้วนหน้า ขยับตัวซ่าออกนอกหน้าไม่ได้

เข้าล็อกยกเป็นข้อต่อรอง บีบให้เข้าโหมดปรองดองโดยอัตโนมัติ.

ทีมข่าวการเมือง

 

Leave a comment