“ไซเบอร์สตอล์กเกอร์” ดับฝันหวานหาคู่ผ่านแอพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/578283

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 07:38 น.

"ไซเบอร์สตอล์กเกอร์" ดับฝันหวานหาคู่ผ่านแอพ

เมื่อแอพฯหาคู่กลายเป็นภัยออนไลน์ของผู้คน เนื่องจากมีช่องโหว่ที่ทำให้ผู้ใช้ต้องเผชิญกับ “นักสะกดรอยบนอินเทอร์เน็ต” หรือ “ไซเบอร์สตอล์กเกอร์”

****************************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

“แอพพลิเคชั่นหาคู่” ได้กลายเป็นสิ่งที่เข้ามาพลิกโฉมโลกแห่งความรักของคนยุคใหม่ไปเสียแล้ว เพราะเรื่องราวของความรักในยุคนี้เกิดได้เพียงแค่การปัด แมตช์ แชต และเดท แต่ดูเหมือนว่าเรื่องราวความรักบนโลกแห่งเทคโนโลยีนี้อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เมื่อแอพพลิเคชั่นหาคู่ไม่นำพาเพียงแค่คนรักมาให้เท่านั้น แต่สิ่งที่แถมมาด้วย คือ “คนแปลกหน้าที่สะกดรอยตามเราไปทุกแห่งหน”

ปัจจุบันแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์สำหรับหาคู่มีจำนวนกว่า 1,500 แอพพลิเคชั่น และเป็นธุรกิจทำเงินทั่วโลกได้มากถึง 1,383 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43.8 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ใช้ราว 283 ล้านคนทั่วโลก ตามข้อมูลของ สเตติสดา เว็บไซต์ด้านสถิติ ซึ่งแม้จะมีจำนวนผู้ใช้มหาศาลเช่นนี้ แต่บรรดาบริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่นหาคู่ก็ยังคงไม่สร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้รัดกุมพอ จนทำให้เกิดช่องโหว่และมีปัญหาด้านอาชญากรรมตามมาในที่สุด

เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี ซีเน็ต รายงานว่า ปัจจุบัน “สหรัฐ” ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นหาคู่มากถึง 25.7 ล้านราย ตามข้อมูลของบริษัทวิจัย อี-มาร์เก็ตเตอร์ กำลังเผชิญกับปัญหา ไซเบอร์สตอล์กเกอร์ (Cyberstalker) หรือนักสะกดรอยตามจากโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแค่ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ได้รับคำร้องเรียนกรณีการโดนสะกดรอยตามจากคนในโลกอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 1.69 หมื่นครั้ง

ช่องโหว่แอพหาคู่

ซีเน็ต ระบุว่า จากการที่แอพพลิเคชั่นหาคู่มักมีขั้นตอนการสมัครใช้บริการที่ค่อนข้างหละหลวม เช่น ไม่ต้องยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการ และสมาร์ทโฟน 1 เครื่องสามารถสร้างบัญชีผู้ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวน ส่งผลให้สตอล์กเกอร์จำนวนมากเห็นช่องโหว่ และฉวยใช้โอกาสจากจุดที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนเป็นทางการ มาใช้สะกดรอยตามทุกความเคลื่อนไหวในชีวิตจริงของผู้ใช้แอพพลิเคชั่น

นอกจากนี้ การสร้างบัญชีผู้ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวน ประกอบกับการไม่มีมาตรการตรวจจับข้อมูลส่วนบุคคลว่าถูกต้องหรือไม่ ยังทำให้คนที่ประสงค์ร้ายสามารถสร้างบัญชีปลอมเป็นบุคคลอื่นขึ้นมา และใส่ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือแม้กระทั่งที่อยู่และสถานที่ทำงานของบุคคลที่ถูกแอบอ้างลงไป จนทำให้บุคคลเหล่านี้ถูกสะกดรอยตาม

กรณีที่โด่งดังอย่างมากในสหรัฐ คือ กรณีของ แมทธิว เฮอร์ริค นักแสดงชายที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ก โดยเฮอร์ริคถูกคนแปลกหน้ามากถึง 1,100 คนบุกมาหาถึงที่บ้านและร้านอาหารที่เคยทำงานอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อนร่วมห้องของเฮอร์ริคต้องถูกทำร้ายจากคนแปลกหน้า ซึ่งไม่พอใจที่ต้องกลับไปโดยที่ไม่ได้สานสัมพันธ์กับเฮอร์ริค

หลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ เฮอร์ริคได้แจ้งความกับตำรวจและสืบสวนจนได้ความว่า แฟนเก่าของเฮอร์ริคสร้างบัญชีปลอมแอบอ้างเป็นเฮอร์ริคขึ้นมาหลายบัญชี ในแอพพลิเคชั่นหาคู่ที่ชื่อว่า กรินเดอร์ (Grindr) ด้วยชื่อบัญชีที่สื่อไปในทางชื่นชอบการมีเพศสัมพันธ์ พร้อมระบุ ตำแหน่งที่อยู่ของเฮอร์ริคลงไปอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นการเปิดทางให้พวกสตอล์กเกอร์ตามตัวเฮอร์ริคได้ แม้ว่าเฮอร์ริคจะไม่เคยเล่นแอพพลิเคชั่นนี้เลยก็ตาม

ไร้ความช่วยเหลือ

เรื่องที่น่าตกใจ คือ สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดในปัญหานี้ไม่ใช่การกระทำที่พวกไซเบอร์สตอล์กเกอร์กระทำกับเหยื่อ แต่เป็นการที่หน่วยงานด้านกฎหมาย และบริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่นหาคู่ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือกับเหยื่อ

เหยื่อหลายรายมักระบุตรงกันว่า เมื่อแจ้งปัญหาเรื่องสตอล์กเกอร์ให้กับบริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่น สิ่งที่พบคือบริษัทมักจะตอบรับเรื่องช้ามาก หรือในบางกรณีคือไม่แม้แต่จะตอบรับคำร้องเรียนเลย เช่นเดียวกับเฮอร์ริคที่ได้ร้องเรียนไปยังบริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่นกรินเดอร์มากกว่า 50 ครั้ง ให้ลบบัญชีปลอมทิ้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการเพิกเฉย โดยระบุเพียงแต่ว่า บริษัทไม่มีความสามารถทางเทคนิคที่จะหยุดให้สตอล์กเกอร์เหล่านี้สร้างบัญชีปลอมขึ้นมาได้

“กรินเดอร์ไม่แม้แต่จะทำอะไรเลย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทไร้ความรับผิดชอบอย่างมาก และแอพพลิเคชั่นควรที่จะมีนโยบายด้านความปลอดภัยให้เข้มงวดกว่านี้” ทอร์ อีคแลนด์ ทนายของเฮอร์ริค กล่าว

ด้าน แครี โกลด์เบิร์ก ทนายผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์สตอล์กเกอร์ ระบุว่า ในปัจจุบันหน่วยงานด้านกฎหมายยังคงขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดการกับคดีที่เกี่ยวกับไซเบอร์สตอล์กเกอร์ และชำนาญในด้านการสืบสวนทางดิจิทัล ซึ่งนั่นทำให้เหยื่อหลายรายหาผู้ที่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมายได้ยากมาก และมักจะไม่ได้รับความยุติธรรม เว้นแต่ว่าคดีจะได้รับความสนใจจากคนในประเทศ

ญี่ปุ่นแก้ปัญหาก้าวหน้า

อย่างไรก็ดี เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า แม้ว่าในสหรัฐและหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงไม่มีกฎหมายเพื่อจัดการกับพวกไซเบอร์สตอล์กเกอร์โดยเฉพาะ แต่ “ญี่ปุ่น”ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญปัญหาสตอล์กเกอร์มาอย่างยาวนาน ได้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสตอล์กเกอร์ให้ครอบคลุมถึงพวกสตอล์กเกอร์จากโลกออนไลน์ด้วย เช่น การส่งข้อความก่อกวน หรือการโพสต์ข้อความรุนแรงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เดือน ม.ค. 2017 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ไปจนถึง 1 ปี

จากข้อมูลของสมาคมให้คำปรึกษาด้านเว็บไซต์แห่งชาติของญี่ปุ่น ระบุว่า จำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์สตอล์กเกอร์ในญี่ปุ่นนั้นพุ่งขึ้นเป็น 577 คดี ในปี 2016 จากเดิมที่มีเพียงแค่ 10 คดี ในปี 2012

ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัทแอพพลิเคชั่นหาคู่บางแห่งยังเมินเฉยกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีบริษัทในสหรัฐส่วนหนึ่งที่ให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ เช่น ซิฟท์ ไซแอนซ์ บริษัทตรวจสอบการฉ้อโกงและการคุกคามบนโลกออนไลน์ในสหรัฐ ที่ได้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาช่วยตรวจจับว่าบัญชีในแอพพลิเคชั่นหาคู่นั้นถูกสร้างมาเพื่อเจตนาร้ายหรือไม่ โดยจับผิดจากความเร็วที่ใช้ในการสร้างบัญชี รวมถึงสามารถบอกได้ว่ามีการสร้างบัญชีขึ้นมาหลายบัญชีจากสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว

“บริษัทเจ้าของแอพพลิเคชั่นหาคู่หลายแห่งรู้ดีว่ามีปัญหานี้เกิดขึ้น แต่พวกเขามักไม่รู้ว่ามันรุนแรงขนาดไหน จนกระทั่งทุกอย่างได้สายเกินไปแล้ว” เควิน ลี นักออกแบบด้านความปลอดภัยของบริษัท ซิฟท์ ไซแอนซ์ กล่าว

Leave a comment