ของฟรีไม่มีในโลก รู้จักตัวตน Change.org ก่อนรวมชื่อไล่ กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/584523

  • วันที่ 25 มี.ค. 2562 เวลา 18:11 น.

ของฟรีไม่มีในโลก รู้จักตัวตน Change.org ก่อนรวมชื่อไล่ กกต.

ความกังขาและความไม่พอใจต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ถอดถอนคณะกรรมการชุดนี้ และมีผู้รณรงค์ล่ารายชื่อผ่านแพล็ตฟอร์ม Change.org เพื่อนำรายชื่อ 20,000 รายชื่อไปเสนอถอดถอน กกต. แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จะไม่มีมาตราใดๆ รองรับการกระทำนี้ก็ตาม แต่เป็นความเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ของประชาชน เพื่อแสดงความไม่พอใจกระบวนการเลือกตั้ง ที่ไม่อาจทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความ “บริสุทธิ์และยุติธรรม”

ในช่วงเวลาอันโกลาหล กิจการหนึ่งที่กำลังไปได้สวย นั่นคือ แพลตฟอร์มเพื่อระดมรายชื่อและโซเชียลเน็ตเวิร์คของกลุ่มเอ็นจีโอ รวมถึงฮับของบรรดาแอกทิวิสต์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Change.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดมพลยอดนิยมของคนทั่วโลก และที่ประเทศไทยตอนนี้มีการล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์นี้เช่นกัน

Change.org ก่อตั้งมานานถึง 12 ปีแล้ว แต่เริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ซึ่งในไทยเองก็นิยมใช้เว็บไซต์นี้เป็นตัวช่วยในการระดมพลัง สะท้อนความต้องการของภาคประชาชนหลายๆ กรณี ในต่างประเทศเช่น สหรัฐใช้แพลตฟอร์มนี้อย่างหลากหลาย เช่น เรียกร้องให้ทางการดำเนินคดีทางอาญา หรือเรียกร้องให้ภาคธุรกิจปฏิบัติคำร้องขอของลูกค้า รวมถึงกรณีต่อต้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกได้ว่าสามารถรองรับได้ทุกความต้องการ และสามารถตอบสนองให้เป็นรูปธรรมได้ในระดับหนึ่ง

จากกิจกรรมที่เว็บไซต์นี้ให้บริการ ดูเหมือนว่า Change.org จะเป็นองค์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เลย เพราะ Change.org เป็นบริษัทเอกชน ที่มีโครงสร้างและการดำเนินงานเหมือนบริษัททั่วๆ ไป มีรายได้จากการโฆษณา จากการร่วมทุน และจากการเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรที่ต้องการทำกิจกรรมร่วมกัน มีพนักงานถึง 300 คน และมีประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หรือซีอีโอ คือ เบน แรตเทรย์ ซึ่งเคยติดโผบุคคลที่ทรงอิทธิพลระดับโลกของนิตยสาร Time

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า อีเมลของผู้ลงนามในแคมเปญต่างๆ อาจไปปรากฏในเสิร์ชเอนจิ้นหรือตกอยู่ในมือภาคเอกชนอื่นๆ เพราะ Change.org จะปกปิดอีเมลของเจ้าของลายเซ็นก็ต่อเมื่อสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือ สถานะขององค์กรนี้ที่ดูคล้ายจะเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร เพราะตามหลังด้วยโดเมน .org แต่ในทางปฏิบัติเป็นบริษัทที่แสวงหากำไร ซึ่งมักจะใช้โดเมน .com ประเด็นนี้ทำให้บริษัทถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าหลอกลวงและซ่อนรูป ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบสถานะที่แท้จริง ซึ่งทางบริษัทชี้่แจงว่า บริษัทมีเป้าหมายทางสังคม เมื่อมีรายได้ก็นำรายได้มาส่งเสริมเป้าหมายนั้น

เสียงวิจารณ์เหล่านี้ไม่ทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ลดน้อยลงแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้ใช้งานอยู่เนืองๆ แม้แต่ในประเด็นระดับโลก แต่เสียงวิจารณ์ทำให้หลายๆ คนทราบว่า แท้จริงแล้วตัวตั้งตัวตีในการแก้ไขประเด็นสังคมอาจไม่ใช่ผู้ที่ปราศจากผลประโยชน์จากประเด็นสังคมแบบ 100% แต่เป็นองค์กรที่ได้ผลกำไรจากประเด็นสังคมอยู่ไม่น้อย ยังไม่นับปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่หลายฝ่ายพยายามชี้ให้เห็น

ในประเด็นนี้ผู้ที่สนใจจะใช้บริการของเว็บไซต์นี้จะต้องเข้าใจก่อนว่า Change.org ไม่ใช่ NGO แต่เป็น Social Enterprise หรือภาคธุรกิจที่ทำงานด้านประเด็นสังคม ไม่อาจจะกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ เพราะทำงานเกี่ยวกับมิติทางสังคม อีกทั้งยังเป็นบริษัทจดทะเบียนประเภท B Corporation หรือบริษัทที่มีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนทางสังคม

อย่างที่โฆษกของบริษัทนี้กล่าวไว้ก็คือ “บริษัทมีเป้าหมายทางสังคม เมื่อมีรายได้ก็นำรายได้มาส่งเสริมเป้าหมายนั้น”

นอกจาก Change.org แล้วยังมีเว็บไซต์ในลักษณะคล้ายๆ กันอีกจำนวนหนึ่ง มีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือ การระดมพลังขับเคลื่อนสังคม แต่มีฟังก์ชั่นแตกต่างกันออกไป

 

1.Avaazเป็นเครือข่ายนักเคลื่อนไหวเพื่อกิจกรรมทางสังคม เป็นแหล่งนัดพบของผู้มีอุดมการณ์ด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน คอร์รัปชั่น ความยากจน หรือปัญหาโลกร้อน เว็บไซต์จะเป็นผู้ประสานงาน และทำหน้าที่เหมือนออร์แกไนเซอร์ในการระดมพลังสะท้อนปัญหาต่างๆ โดยเงินทุนของกลุ่มได้มาจากการบริจาค และไม่รับเงินบริจาคจากองค์กรหรือบุคคลหนึ่งๆ มากกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐ ตอกย้ำว่า Avaaz พยายามสลัดตัวให้พ้นจากอิทธิพลของภาคเอกชนและรักษาสถานะขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไร

 

2.Care2อีกหนึ่งเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับแอกทิวิสต์ที่มีอายุอานามยาวนานกว่าใครเพื่อน เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 1998 ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานนักเคลื่อนไหวจากทั่วโลก ด้วยความที่เน้นการระดมพลังในหมู่นักกิจกรรมมืออาชีพจริงๆ เว็บไซต์นี้จึงเรียกร้องข้อมูลของสมาชิกมากเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นนักสู้ตัวจริงเสียงจริง

 

3.SumOfUsเป็นองค์กรเอกชนออนไลน์เน้นหนักในการจับตาภาคธุรกิจว่าได้ล่วงละเมิดประเด็นสาธารณะ เช่น ปัญหาโลกร้อน สิทธิแรงงาน และสิทธิสัตว์หรือไม่ เรียกได้ว่าเป็นเอ็นจีโอแห่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ว่าได้ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำกำไร และรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาในอุดมการณ์ แต่ถึงแม้จะเป็นเอ็นจีโอ แต่ก็ใช้โมเดลทางธุรกิจแบบสตาร์ทอัพในการเคลื่อนไหวและดำเนินงาน

 

ภาพ – Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Leave a comment