#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/644270
วันที่ 02 ก.พ. 2564 เวลา 12:00 น.
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าหลังรัฐประหาร เศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของเมียนมาจะถอยหลังเข้าคลองไปอีกหลายปี
แม้ว่าหลังจากนายพล มินอ่องหล่ายทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจะยังไม่มีเหตุการณ์ไม่สงบหรือการประท้วงใหญ่ตามมา แต่ความเสี่ยงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางธุรกิจย่อมนำมาสู่การชะลอการลงทุน และส่งผลต่อการพัฒนาของเมียนมาในที่สุด
ในระยะสั้นการรัฐประหารย่อมทำให้เกิดความชะงักงันกับบริษัทต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจในเมียนมา เบื้องต้นมีรายงานว่าธนาคารหลายแห่งปิดทำการซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของเงินลงทุนระหว่างธุรกิจท้องถิ่นและบริษัทแม่นอกเมียนมาหยุดชะงัก และแน่นอนว่าบริษัทต่างๆ ย่อมกังวลเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน
ล่าสุดบริษัท ซูซุกิ มอเตอร์ คอร์ป ของญี่ปุ่นสั่งหยุดการผลิตรถยนต์ของโรงงาน 2 แห่งในมืองย่างกุ้งซึ่งมีพนักงานรวมกันกว่า 400 คน เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน โดยยังมีไม่กำหนดว่าจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตอีกครั้งเมื่อใด
ด้านธนาคารโลก (World Bank) เตือนว่า การเข้ายึดอำนาจของทหารอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศของเมียนมาถอยหลังเข้าคลอง
ธนาคารโลกซึ่งปล่อยเงินกู้ยืมให้เมียนมา 616 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 และอีก 900 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 ระบุว่า นับตั้งแต่เมียนมาเปิดประเทศในปี 2011 สวัสดิการสังคมของเมียนมามีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดคือ ความยากจนลดลงเหลือ 25% ในปี 2017 จาก 48% ในปี 2005
เมื่อเกิดการรัฐประหารบวกกับการแพร่ระบาดของ Covid-19 ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจของเมียนมาจะหดตัวราว 2.5%
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าการลงทุนมองว่า สถานการณ์นี้อาจทำให้บริษัทสัญชาติอเมริกันรายใหญ่ๆ ย้ายออกจากเมียนมา โดย วิลเลียม ไรนช์ จากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศเผยว่า บริษัทจากหสหรัฐอาจถอนตัวออกจากเมียนมา เนื่องจากรัฐบาล โจ ไบเดน อาจประกาศมาตรการคว่ำบาตรเมียนมารอบใหม่ และสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ทหารยึดอำนาจ
ขณะที่ข้อสรุปของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจออกซ์ฟอร์ดระบุว่า ความเสี่ยงที่เกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางธุรกิจทำให้การฟื้นตัวของการลงทุนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศช้าลง โดยกว่าจะฟื้นตัวก็ต้องรอจนถึงปี 2022 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะคว่ำบาตรเมียนมา
ออกซ์ฟอร์ดยังระบุอีกว่า ความเสี่ยงสำคัญคือ ทหารเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แม้แต่ข้อได้เปรียบด้านค่าแรงที่ต่ำกว่าประเทศอื่นก็ช่วยเมียนมาไม่ได้ และจีดีพีของประเทศอาจต่ำไปอีกอย่างน้อย 10 ปี
Photo by Ye Aung Thu / AFP