#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/549964

บทความพิเศษ : เรียนออนไลน์ กับการ‘แกล้งตาย’ของกระทรวง ศธ.
วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 06.00 น.
1.การระบาดระลอกสองของโควิด-19 ส่งผลให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวม 9 ชั้นปี ต้องขาดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพถึง 2 ปีติดต่อกันเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 เนื่องด้วยการระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาตรการป้องกันโรคระบาดในโรงเรียนด้วยการให้นักเรียนหยุดอยู่กับบ้าน แล้วให้ครูทำการสอนออนไลน์แทนการสอนในชั้นเรียน นำมาซึ่งปัญหามากมายทั้งเรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับนักเรียน ความพร้อมของครูในเรื่องการสอน รวมไปถึงสัญญาณอินเตอร์เนตในหลายพื้นที่ที่ไม่เสถียร และแรงไม่พอ จึงทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนด้อยลงมา แม้ทาง ศธ. จะพยายามหาทางแก้ปัญหา แต่เรื่องของความเหลื่อมล้ำ และความยากจนก็ไม่ใช่ “งานง่าย” สำหรับ “ระดับนโยบาย” ที่ยังไม่มีความเข้าใจและประสบการณ์ในด้านการบริหารการศึกษามากพอ รวมไปถึงเงื่อนไขของเวลาที่กระชั้นชิด จนทำให้ ศธ. ขาดความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์วิกฤติโควิดอย่างที่ควรจะเป็น
แต่แล้วเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศไทยเริ่มผ่อนคลาย มีการตั้งคำถามออกมาเป็นระยะถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสอีกครั้ง และคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มีคุณภาพ จากนักการศึกษาหลายท่าน(ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น) รวมไปถึงการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนออนไลน์จากกลุ่มนักเรียน และครูที่ได้สัมผัสมาด้วยตนเองก่อนหน้านี้ ต่อทาง ศธ. ดังนั้น การระบาดที่เกิดขึ้นตอนนี้ ในปี 2564 ความพร้อมของทาง ศธ. สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ ควรต้องอยู่ในระดับที่น่าพอใจกว่าเดิม หรืออย่างน้อยๆ ปัญหาเดิมๆ ควรได้รับการแก้ไข ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีครับ สังคมผิดหวังกับแนวทางของ ศธ. อีกครั้ง จนอาจตั้งคำถามได้ว่า ศธ. กำลังอยู่ในสภาวะ “แกล้งตาย” ใช่หรือไม่และระดับนโยบายทำไมถึงปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
2.ผมไม่เชื่อว่า ศธ. จะวางใจในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ เพราะแนวโน้มทั่วโลกโอกาสเกิดขึ้นนั้นสูงมาก แต่ที่ความพร้อมในการจัดเตรียมการเรียนการสอนในภาวะวิกฤติไวรัสของ ศธ. ยังคงอยู่ที่เดิม นั่นเพราะการทำงานแบบ “ขอไปที” มีอะไรค่อยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมพยายามสื่อสารกับระดับนโยบายของกระทรวงแห่งนี้มาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียนให้ได้มากที่สุด
ลองคิดตามฉากทัศน์ที่ผมนำเสนอดูนะครับ ถ้านักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.3 ทั้งประเทศ ได้รับการเรียนการสอนแบบไม่ได้มาตรฐานในช่วงเวลา 2 ปี นั่นหมายถึงคนไทยที่อายุ 6 ถึง 15 ปี (สำหรับช่วงเวลา 10 ปี) จำนวนประมาณ 1 ล้านคนจะไม่ได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และหลังจากนี้ 5 ปี ถ้าทาง ศธ. ไม่สามารถปรับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนที่หายไป 2 ปี ในช่วงวิกฤติไวรัสได้ พวกเขาจะได้รับผลกระทบต่อการเรียนรู้ขั้นสูง โดยเฉพาะในระบบของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน และนี่เองที่จะกดให้ทักษะทางวิชาชีพ และคุณภาพทางความรู้ของคนไทยในช่วงปี 2570-2580 ตกต่ำลง เมื่อกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สมบูรณ์ หรือมีความบกพร่อง ศักยภาพทางการแข่งขันในด้านต่างๆ ในเวทีเศรษฐกิจของโลกก็จะลดลง ผลิตภาพ (Productivity) ที่เคยมีก็จะหดหาย กระทบไปถึงรายได้ของประเทศ สวัสดิการความเป็นอยู่ของพลเมือง และการพัฒนาจากทางภาครัฐ ซึ่งสำหรับประเทศไทยในช่วงเวลานั้น ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อบวกประเด็นนี้เข้าไปอีก จึงทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเมื่อทราบว่า ศธ. กำลังทำงานกันแบบนี้
3.แน่นอนว่า ผมยังคงมีข้อเสนอแนะต่อทาง ศธ. และคำตอบของผมอยู่ที่ “วิธีการสอนของครู” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ดังนี้
1. ให้ครูบันทึกคลิปการสอนของตนเองเป็นรายชั่วโมงตามหัวข้อที่ต้องสอน สำหรับการบรรยายต้องให้ความสำคัญต่อเรื่องที่ต้องการให้นักเรียนรู้เป็นหลัก ด้วยการพูดช้า และชัดเจน พร้อมกับมีภาพประกอบ (Infographic) ที่แสดงถึงประเด็นความคิดให้ชัดเจน รวมไปถึงการเปิดทางเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นความคิดอื่นๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรอย่างละเอียดโดยที่ครูต้องทบทวนคลิปให้สมบูรณ์ก่อนว่า องค์ประกอบที่จัดทำสามารถช่วยให้นักเรียนคิดตามและเข้าใจได้ง่ายขึ้นหรือไม่ถ้าไม่ก็ควรที่จะปรับปรุงเพื่อทำให้คลิปสมบูรณ์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่สุด
2. ให้นักเรียนดูคลิปการบรรยายตามสะดวกที่บ้านในวันที่กำหนด (นักเรียนจะได้ไม่ต้องแย่ง เครื่องคอมพิวเตอร์กับพี่หรือน้องในกรณีที่มีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ซึ่งต้องใช้ร่วมกัน) ในวันถัดไปให้ครูอัดคลิปอีกตอนหนึ่ง เรื่องโจทย์ปัญหาและการแก้โจทย์ปัญหาจากคลิปที่แล้ว นักเรียนก็จะสามารถทำโจทย์ปัญหากับครูในเรื่องที่ฟังคลิปไปแล้วได้ ถ้าโรงเรียนใดสามารถจัดให้นักเรียนไปโรงเรียนได้ครึ่งหนึ่ง (50% ของนักเรียน) ก็ให้นักเรียนสลับกันไปทำโจทย์ปัญหากับครูในชั้นเรียนจริง (กรณีนี้ครูจะต้องสอนการทำโจทย์ปัญหา 2 ครั้ง)ทำให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหา โดยสามารถรักษาระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ เพราะจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
4.นี่คือข้อเสนอของผม สำหรับการแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนภายใต้การระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19 ที่เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ และความพร้อมของ ศธ. ในตอนนี้มากที่สุด อันที่จริงยังมีแนวทางอื่นๆ ที่จะยกระดับการเรียนการสอนออนไลน์ให้เต็มไปด้วยประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้ได้รวมไปถึงข้อเสนอในการปรับหลักสูตรการสอนของครูให้ทันต่ออนาคต และความต้องการของนักเรียนในยุคสมัยนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ดำเนินการเอาไว้ในฐานะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในปีที่ผ่านมา และสื่อสารผ่านบทความและการอภิปรายมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ถึงที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับนักเรียนได้ ระดับนโยบายต้องใส่ใจที่จะฟัง ทั้งคำติชม และแนะนำ ท้ายที่สุดคือ “การลงมือทำ” ที่หวังว่าจะพยายามให้มากขึ้นในปีนี้ และปีต่อๆ ไป อย่าปล่อยให้นักเรียนไทยต้องเป็นเหยื่อของการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” อีกต่อไปเลย