บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ที่ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ เรเนสซองส์ (Renaissance) สมัยคริสตวรรษที่ 14-17 หรือสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งไม่มีเครื่องพิมพ์เอกสารหรือเครื่องถ่ายเอกสารเหมือนในปัจจุบัน มีชายคนหนึ่งนามว่า ลอเรนโซ (Lorenzo) เขาเป็น พนักงานคัดลอกเอกสารหรือ “อาลักษณ์” ผู้ต่ำต้อยที่ทำงานอยู่ในห้องสมุดเก่าๆ ของกรุงวาติกัน

                   ลอเรนโซไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอำนาจ และไม่มีชื่อเสียงเหมือนจิตรกรเอกอย่างไมเคิลแองเจโล แต่เขามี “ดวงตาที่มองเห็นความดี” ทุกวันที่เขาเดินผ่านตลาดหรือจัตุรัสเมือง แทนที่จะบันทึกเพียงตัวเลขภาษีหรือโองการจากทางการ เขากลับใช้เวลาว่างจดบันทึกเรื่องราวเล็กๆ ที่คนมองข้ามลงในสมุดส่วนตัวที่ชื่อว่า “Il Diario della Gioia” (บันทึกแห่งความยินดี)

                   ในบันทึกของเขาไม่ได้เขียนถึงความสำเร็จของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงความยินดีต่อผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย)เช่น:

“วันนี้ข้าเห็นช่างปั้นดินเผาแบ่งปันน้ำดื่มให้คนพเนจร ข้ายินดีเหลือเกินที่หัวใจของเขางดงามยิ่งกว่าแจกันที่เขาปั้น”
“ขอร่วมอนุโมทนาในบุญของท่านหญิงผู้บริจาคผ้าไหมเพื่อทำเครื่องนุ่งห่มให้เด็กกำพร้า ความเมตตาของนางช่างเปล่งประกายกว่าอัญมณีบนคอ”

                   ลอเรนโซไม่ได้ทำความดีเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่เขารู้สึก “อิ่มเอม” และ “ยินดี” ประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้กระทำเอง เขารู้สึกว่าโลกนี้ช่างโชคดีที่มีคนดีๆ อยู่รอบตัว

                   วันเวลาผ่านไป ลอเรนโซเสียชีวิตลง สมุดบันทึกส่วนตัวของเขาถูกทิ้งไว้ในซอกชั้นหนังสือ จนกระทั่งเมีผู้ใหญ่ระดับสูงคนหนึ่งมาพบเข้า เมื่อได้อ่านถ้อยคำที่ลอเรนโซบรรจงเขียนด้วยลายมืออันวิจิตรและเต็มไปด้วยพลังแห่งการชื่นชมความดีของผู้อื่น เขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตา

                   ผู้ใหญ่ท่านนั้นสั่งให้คัดลอกบันทึกนี้และแจกจ่ายไปทั่วอิตาลี เรื่องราวความดีเล็กๆ ที่ลอเรนโซบันทึกไว้อย่างจริงใจ กลายเป็นตำนานของแผ่นดิน และเป็นกระจกสะท้อนให้ชาวเมืองเห็นว่า “การมองเห็นความดีของผู้อื่นและการร่วมยินดีนั้น เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การให้ทานด้วยทรัพย์”

                   ผู้คนเริ่มหยุดริษยากัน เปลี่ยนจากการ  “จับผิด”  มาเป็นการ “จับดี” และร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของเพื่อนบ้านตามแบบอย่างในบันทึกของอาลักษณ์ ชื่อของลอเรนโซจึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษสงคราม แต่ในฐานะ “ผู้รักษาแสงสว่างแห่งความดี” ผ่านการอนุโมทนาบุญนั่นเองครับ

                   เรียบเรียงจากเอกสารอิตาลี เรื่อง “บันทึกของอาลักษณ์” “Il Diario dell’Ammanuense” (The Scribe’s Diary) ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในบ้านไม้หลังเล็กชายป่า มีพี่น้องคู่หนึ่งชื่อ เก่ง กับ ก้อย ทั้งคู่เป็นลูกช่างไม้ที่ฐานะยากจน ในคืนก่อนวันปีใหม่ เก่งกับก้อยก็ได้แต่นั่งมองแสงไฟจากบ้านหลังใหญ่ฝั่งตรงข้าม

          ทันใดนั้น มีคุณยายใจดีคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น คุณยายบอกว่า “เด็กๆ จ๊ะ ช่วยยายหน่อยได้ไหม? หลานของยายกำลังป่วยหนัก เธอต้องการ นกสีฟ้าแฟ่งความสุข มาเป็นเพื่อน ถ้าเธอได้นกตัวนั้นมา เธอจะหายป่วยและมีความสุขทันที”

          คุณยายมอบ “แหวนวิเศษ” ให้เก่ง พร้อมบอกว่า “ถ้าหมุนแหวนนี้ จะได้ของวิเศษมาช่วยตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข”

          เมื่อเก่งลองหมุนแหวนดู ทันใดนั้นเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น! เจ้าหมาขาวกับเจ้าแมวเหมียวที่บ้านก็ลุกขึ้นมาพูดได้ สิ่งของอย่างน้ำตาล ขนมปัง หรือแม้แต่ “แสงไฟ” ก็กลายเป็นเทวดาตัวน้อยๆ ที่พร้อมจะเดินทางไปช่วยเด็กๆ ตามหานกสีฟ้า

          พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนประหลาดมากมาย:

เมืองแห่งความหลัง: พวกเขาได้พบกับคุณปู่คุณย่าที่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านทั้งสองยิ้มให้และบอกว่า “ปู่กับย่าไม่ได้ไปไหนหรอก แค่หลานๆ คิดถึง ปู่กับย่าก็ดีใจแล้ว” เก่งเจอนกตัวหนึ่งดูเหมือนจะเป็นสีฟ้า แต่พอพ้นเขตเมืองนั้น นกก็กลับกลายเป็นสีดำเหมือนเดิม
ปราสาทแห่งความมืด: พวกเขาต้องใช้ความกล้าหาญเปิดประตูความกลัวเพื่อหานกสีฟ้า แต่สิ่งที่พบมีเพียงนกที่สวยงามแต่บอบบาง พอโดนแสงสว่างพวกมันก็หายไป เพราะมันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
เมืองแห่งอนาคต: ที่นี่มีเด็กๆ ที่ยังไม่ได้มาเกิด กำลังประดิษฐ์ของวิเศษเพื่อนำมาใช้บนโลกมนุษย์ ทุกคนบอกเก่งกับก้อยว่า “ความสุขคือการได้ทำประโยชน์ให้โลกใบนี้”

          เก่งและก้อยเดินทางไปจนสุดขอบฟ้า แต่ก็หานกสีฟ้าแห่งความสุขไม่เจอ ทั้งคู่กลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้าและเสียใจที่ช่วยคุณยายไม่ได้ “เราไปมาทุกที่แล้ว แต่ทำไมไม่เจอนกสีฟ้าตัวนั้นเลยนะ” ก้อยร้องไห้

          แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน เก่งมองไปที่กรงนกเขาธรรมดาๆ ที่เขากับก้อยคอยให้อาหารและน้ำทุกวัน… “ก้อย ดูนั่นสิ! นกของเรากลายเป็นสีฟ้าแล้ว!” เก่งตะโกนด้วยความดีใจ

          นกตัวนั้นดูสดใสและสวยงามกว่าวันไหนๆ เพราะพวกเขามองนกด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรัก

          ตอนนั้นเอง คุณยายเพื่อนบ้านเดินมาเคาะประตูพร้อมบอกว่าหลานสาวของเธอป่วยหนัก เก่งไม่รีรอเลย เขาอุ้มนกสีฟ้า ไปมอบให้คุณยายเพื่อรักษาอาการป่วยของหลานสาวทันที

          “ฉันอยากให้เธอหายป่วย ความสุขของฉันคือการเห็นเธอยิ้ม” เก่งกล่าว

          ต่อมาหลานสาวคุณยายก็หายป่วย  และได้ปล่อยนกสีฟ้าตัวนั้นให้เป็นอิสระบินเข้าป่าไป    เก่งกับก้อยไม่ได้รู้สึกสียดายนกสีฟ้าของตน  แต่กลับรู้สึกดีใจไปกับการหายป่วยของเพื่อน   โดย ทั้งเก่งกับก้อยรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนที่เก็บนกไว้เองในกรงเสียอีก พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “ความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่อยู่ที่การมีจิตใจเมตตาอยากเห็นคนอื่นพ้นทุกข์และเห็นคนอื่นมีความสุขนั่นเอง”

          การกระทำในเรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ในเรื่องการที่เก่งกับก้อยร่วมยินดีกับการหายป่วยของหลานคุณยาย (ปัตตานุโมทนามัย)

ทำความเห็นให้ตรง ( ทิฏฐุชุกัมม์) เพราะทำให้เข้าใจความจริงของโลกและชีวิต เด็กทั้งสองได้เรียนรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การไขว่คว้าหาจากภายนอกหรือดินแดนไกลโพ้น แต่เริ่มจากการเปลี่ยน “มุมมอง” ของตนเองเพื่อเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้ว การปรับทัศนคติให้ถูกต้องว่าความสุขอยู่ที่ใจและสิ่งใกล้ตัว 

          นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การแบ่งปันและการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น คือวิธีสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

          เรียบเรียงจากนิทานเบลเยี่ยมชื่อ The Blue Bird ของนักเขียนรางวัลโนเบลชื่อ เมเธอรลิงค์ (Maurice Maeterlinck) ซึ่งลอร์ด เบเดน โพเอลล์ นำไปเล่าต่อในหนังสือคู่มือลูกเสือ ชื่อ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ  Rovering to Success”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ มีเด็กสาวชาวลาวคนหนึ่งอายุ 14 ปี ชื่อว่า “คำแพง” เธอเป็นเด็กหญิงที่มีรอยยิ้มสดใส แข็งแรง ว่ายน้ำเก่ง และมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

               อยู่มาวันหนึ่ง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส กลับมืดครึ้ม ฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนระดับน้ำในแม่น้ำโขง เริ่มสูงขึ้นและไหลเชี่ยวเสียงดัง ซ่า… ซ่า… ดูน่ากลัวมาก

               ที่เกาะเล็กกลางน้ำโขงแห่งหนึ่ง มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ยืนติดฝนติดเกาะอยู่ “.. น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงขนาดนี้ เราจะกลับบ้านได้อย่างไรกัน” คุณยายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงเศร้า ๆ ทุกคนต่างส่ายหน้า เพราะกลัวว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะพัดพาพวกเขาจมน้ำหายไป

               เมื่อคำแพงเดินมาเห็นเข้า เธอไม่ได้เดินหนีไป แต่กลับคิดในใจว่า “เราต้องช่วยพวกเขาให้ได้!”

               คำแพงรีบวิ่งไปหาเชือกเส้นหนาที่ยาวมาก ๆจากที่บ้าน เธอผูกปลายข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงริมฝั่ง จากนั้นเธอก็รวบรวมความกล้า ว่ายน้ำที่เย็นเฉียบและไหลแรง โดยใช้มือจับเชือกไว้แน่น นำไปผูกกับต้นไม้บนเกาะ แล้วร้องเรียกชาวบ้าน

              “ไม่ต้องกลัวนะทุกคน! จับเชือกตามมาทีละคนนะ” เสียงของคำแพงดังกังวานสู้เสียงน้ำ 

              คำแพงช่วยพยุงคุณยาย ช่วยอุ้มเด็กตัวเล็ก ๆ และคอยประคองชาวบ้านให้เดินเกาะเชือกข้ามน้ำไปทีละกลุ่ม แม้ว่าขาของเธอจะเริ่มล้า และตัวจะเปียกปอนจนหนาวสั่น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนที่ข้ามไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย คำแพงก็มีกำลังใจฮึดสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็ง

              ในที่สุด ชาวบ้านทุกคนก็ข้ามแม่น้ำขึ้นตลิ่งแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาวไปได้สำเร็จ! เมื่อถึงฝั่ง ทุกคนต่างเข้ามาสวมกอดและขอบคุณคำแพง “ขอบใจมากนะคำแพง ถ้าไม่มีเจ้า พวกเราคงแย่แน่ ๆ” วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือให้คำแพงเพื่อชื่นชมความดี

              ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวความกล้าหาญและน้ำใจของเด็กหญิงคำแพงก็ถูกเล่าขานไปทั่วทั้งตำบล เด็ก ๆ ต่างยึดถือคำแพงเป็นต้นแบบ และเรียนรู้ว่า “ความดีที่ยิ่งใหญ่ คือการกล้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นในยามลำบากนั่นเอง”

              การที่ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือ และเล่าขานถึงวีรกรรมของเด็กหญิงคำแพง ในการช่วยคนติดเกาะกลางน้ำเชี่ยวครั้งนั้น เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยา 10 ประการ ในหัวข้อการยินดีเมื่อเห็นคนอื่นทำดี  (ปัตตานุโมทนามัย)

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การเป็นคนเก่งอาจจะเป็นเรื่องดี แต่การเป็นคนที่มี “น้ำใจ” และ “ความเสียสละ” จะทำให้เราเป็นที่รักของทุกคนเหมือนคำแพง”

              เรียบเรียงจากนิทานลาว นางสาวกับแม่น้ำ  ນາງສາວກັບແມ່ນ້ຳ (Nang Sao Kab Mè Nam) The Girl and the River.

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเปอร์เซีย มีสองพี่น้องชาวอาหรับชื่อ คาซิม และ อาลีบาบา ทั้งคู่มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน คาซิมผู้พี่แต่งงานกับเศรษฐินีใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ส่วนอาลีบาบาผู้น้องมีชีวิตสมถะ ยึดอาชีพตัดฟืนขายด้วยความขยันและซื่อสัตย์

                วันหนึ่งขณะที่อาลีบาบากำลังตัดฟืนอยู่ในป่า เขาเห็นกลุ่มโจร 40 คนควบม้ามาหยุดหน้าหน้าผาใหญ่ หัวหน้าโจรตะโกนรหัสลับว่า “เปิดออกเถิด…เซซามี!” ทันใดนั้นประตูหินก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทรัพย์สมบัติมหาศาล

                เมื่อพวกโจรจากไป อาลีบาบาจึงลองพูดตามอย่าง เมื่อประตูเปิดออก เขาตกตะลึงกับทองคำกองพะเนิน แต่ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักพอ เขาเลือกหยิบทองกลับไปเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีวิตและเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น

                เมื่อคาซิมรู้เรื่องเข้า ความโลภก็ครอบงำจิตใจ อยากได้ทองคำบ้าง  เขารีบเดินทางไปยังถ้ำพร้อมกับม้าหลายสิบตัวเพื่อขนสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตนคนเดียว เมื่อเข้าไปในถ้ำ โดยรหัสลับ เซซามี แต่คาซิมมัวตื่นเต้นกับความร่ำรวยจนลืมรหัสเปิดประตูขากลับ เขาจึงถูกขังอยู่ในถ้ำ จนพวกโจรจับได้และต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้าเพราะความโลภที่ไม่สิ้นสุด

                คาซิม ไม่ได้พลอยยินดีกับความร่ำรวยของอาลีบาบา (ไม่มีปัตตานุโมทนามัย ตามบุญกิริยา 10 ประการ) แต่กลับมีความริษยา และอยากได้สมบัติในถ้ำมาเป็นของตนเองคนเดียว ผลของการคิดร้ายของคาซิม ทำให้เขาถูกขังอยู่ในถ้ำออกมามาไม่ได้

                พวกโจร โกรธแค้นที่มีคนอื่นล่วงรู้ความลับ จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมันพืชโอลีฟมาขอพักที่บ้านอาลีบาบา โดยจัดให้พวกโจร 39 คนแอบซ่อนตัวอยู่ในถัง 40 ถังโดยมีน้ำมันพืชจริงเพียงถังเดียว ส่วนหัวหน้าโจรปลอมตัวเป็นหัวหน้าพ่อค้าขายน้ำมันพืช รอจังหวะสังหารอาลีบาบาในตอนกลางคืน 

                แต่ ทาสหญิงของอาลีบาบา ผู้ซื่อสัตย์และฉลาดหลักแหลมสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอพบว่าในถังไม่ใช่น้ำมันพืชแต่เป็นพวกโจร!

                ด้วยความกตัญญูต่ออาลีบาบา ที่ดูแลเธออย่างดีเสมอมา เธอจึงจัดการกำจัดพวกโจร 39 คนที่ซ่อนตัวอยู่ โดยนำน้ำมันพืชที่มีอยู่ถังเดียวไปต้มจนเดือด แล้วเทน้ำมันร้อนๆลงในถัง ที่มีโจรซ่อนตัวอยู่ และใช้มีดสั้นสังหารหัวหน้าโจรที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำได้สำเร็จ

                อาลีบาบาซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และความภักดีของทาสหญิง จึงมอบอิสระให้เธอพ้นความเป็นทาสและรับเธอมาแต่งงานกับลูกชาย  อาลีบาบาและลูกหลานใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสืบไป โดยที่เขาไม่เคยลืมตัวและยังคงรักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความโลภมักนำพาภัยมาสู่ตัว แต่ความซื่อสัตย์และความกตัญญูจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราพ้นจากอันตรายและพบกับความสุข

                เรียบเรียงจากนิทาน อาหรับราตรี เรื่องอาลีบาบาและโจร 40 คน Ali Baba and the 40 Thieves  ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์นำมาทำเป็นภาพยนตร์การตูนเมื่อ พ.ศ. 2539

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สี่สหายนักดนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเยอรมัน มีสัตว์สี่ตัวที่เป็นเพื่อนรักกัน คือ พี่ลาตัวใหญ่ หมาจมูกไว แมวเหมียว และเจ้าไก่โต้ง สัตว์ทั้งสี่นี้ไม่ใช่สัตว์ที่หนุ่มสาวและแข็งแรงเท่านั้น แต่มีสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่าพละกำลัง นั่นคือ “หัวใจที่รู้จักพลอยยินดีกับเพื่อน  เมื่อเพื่อนได้ดี  “

               วันหนึ่ง สี่สหาย ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจ พากันเดินทางไปที่เมืองบรีเมนซึ่งเป็นเมืองท่าเรือที่เจริญรุ่งเรือง เพื่อจะไปทำงานเป็นนักดนตรี ระหว่างทางที่เหนื่อยล้า พวกเขาไม่ได้บ่นหรืออิจฉากันเลย

เมื่อ พี่ลา เห็น หมา เห่าได้เสียงดัง พี่ลาก็ชมว่า “โอ้โห! เสียงของเจ้ายอดเยี่ยมที่สุดเลย ถ้าไปถึงเมืองบรีเมน ทุกคนต้องชอบเสียงของเจ้าแน่ๆ”
เมื่อ เจ้าไก่ บินขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงเพื่อมองทาง เพื่อนๆ ข้างล่างก็ตะโกนบอกว่า “ขอบใจนะเจ้าไก่ เจ้าเก่งมากที่มองเห็นได้ไกลขนาดนี้”

              รู้ไหมว่า การที่สัตว์ทั้งสี่ชมเชยและยินดีในความเก่งของเพื่อนแบบนี้ ภาษาบาลีทางพระ เรียกว่า “ปัตตานุโมทนามัย” คือการร่วมยินดีในความดีของผู้อื่น หรือรวมยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีนั่นเอง

              คืนหนึ่ง พวกเขาหิวและเหนื่อยจนมาเจอกับบ้านหลังหนึ่งที่มีโจรหัวขโมยอาศัยอยู่ สัตว์ทั้งสี่ไม่ได้แย่งกันว่าใครจะเก่งกว่าใคร แต่ใช้วิธี “ช่วยกันส่งเสริม”

              พี่ลายอมเป็นฐานให้หมาขี่หลัง หมายอมให้แมวปีนขึ้นไป และเจ้าไก่ก็บินขึ้นไปเกาะบนหลังแมว

              พวกเขาร้องประสานเสียงเพลง (ที่อาจจะฟังดูแปลกๆ สักหน่อย!)

                                    ลาร้องเสียง ฮีฮอ….ฮีฮอ….ฮีฮอ

                                    หมาเห่า โฮ่ง… โฮ่ง

                                    ไก่ร้อง ….เอ้กอี๋เอกเอ้ก

                                    แมวร้อง…….เมี้ยว  เมี้ยว

               พวกโจรตกใจ เสียงดนตรีประหลาด จึงพากันวิ่งหนีไปหมดเลย สัตว์ทั้งสี่ต่างกระโดดโลดเต้นและกอดกันด้วยความดีใจ พวกเขาไม่ได้ดีใจแค่ที่ตัวเองรอดชีวิต แต่ “ดีใจที่เห็นเพื่อนๆ ทุกตัวมีความสุขและปลอดภัย”

               ในที่สุด สี่สหายก็ได้อยู่อาศัยในบ้านที่อบอุ่นด้วยกันอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้ไปถึงเมืองบรีเมนตามที่วางแผนไว้ แต่พวกเขาก็มีความสุขที่สุด เพราะในบ้านหลังนั้นไม่มีความอิจฉาริษยา มีแต่คำว่า “ดีใจด้วยนะ” และ “เจ้าทำเก่งมาก”

               จำไว้นะว่า  เวลาที่เห็นเพื่อนเรียนเก่ง เห็นเพื่อนวาดรูปสวย หรือเห็นเพื่อนได้รับคำชมเชย ให้เรายิ้มกว้างๆ แล้วบอกเพื่อนว่า “ดีใจด้วยนะ” จากใจจริง ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในใจเรานั่นแหละคือ ผลบุญความดีจากการพลอยยินดี ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเลย

               เรียบเรียงจากนิทานเยอรมัน The Town Musician of Bremen  Die Bremer Stadtmusikanten” (ดี เบรเมอร์ สตัดท์-มูสิกันเท็น) ที่กริมม์รวบรวมจากเรื่องเล่าพื้นบ้านโบราณ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ทาสโรมันกับสิงโต

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กว่าสองพันปีมาแล้ว ขณะที่อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งโรจน์ โดยมีกรุงโรมเป็นเมืองหลวง มีทาสแอฟริกันหนุ่มนามว่า อันโดรเคลส (Androcles) เขาต้องทำงานหนักและถูกปฏิบัติอย่างทารุณจากนายเงินผู้ใจจืดใจดำ จนวันหนึ่งอันโดรเคลสตัดสินใจเสี่ยงชีวิต หนีออกจากเมืองมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหาอิสรภาพ

              ขณะที่เขากำลังพักเหนื่อยซ่อนตัวในถ้ำแห่งหนึ่ง อันโดรเคลสต้องตกใจสุดขีดเมื่อเผชิญหน้ากับสิงโตตัวมหึมา ที่เขาพยายามจะวิ่งหนี แต่สังเกตเห็นว่าสิงโตตัวนั้นนอนดิ้น ส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดและยื่นอุ้งเท้าหน้ามาข้างหน้าอย่างน่าเวทนา ด้วยความเมตตา อันโดรเคลสจึงเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามี “หนามแหลมขนาดใหญ่” ปักลึกอยู่ที่อุ้งเท้าของมันจนบวมเป่ง เขาจึงรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ ดึงหนามนั้นออกให้อย่างเบามือ สิงโตใช้ลิ้นเลียมืออันโดรเคลสแสดงความขอบคุณ

              ตั้งแต่นั้นมา ทั้งทาสหนุ่มและเจ้าป่าก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน และทั้งคู่ก็ได้อาศัยอยู่ในถ้ำนั้นอย่างสงบสุข ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป 

              ต่อมาอันโดรเคลสถูกทหารโรมันจับตัวได้ ในสมัยนั้นทาสที่หลบหนีเจ้านายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วยการ “โยนให้สัตว์ร้ายกิน” ต่อหน้าสาธารณชนในสนามโคลอสเซียม เมื่อวันตัดสินมาถึง ทาสอันโดรเคลสถูกส่งลงไปกลางสนามอันกว้างใหญ่ เมื่อประตูกรงก็เปิดออก สิงโตที่ถูกขังอดอาหารหลายวันจนหิวโหยและดุร้ายตัวหนึ่งคำรามเสียงกึกก้อง แล้วกระโจนออกมาอย่างบ้าคลั่ง

              แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อสิงโตเข้ามาใกล้ แทนที่จะตะปบเหยื่อ มันกลับหมอบตัวลง แล้วเลียมือของอันโดรเคลส ด้วยความรักเหมือนแมวเชื่อง

              กษัตริย์โรมันและผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น กษัตริย์จึงเรียกอันโดรเคลสไปซักถาม เมื่อทรงทราบเรื่องราวความเมตตาที่อันโดรเคลสมีต่อสัตว์และความกตัญญูของสิงโต กษัตริย์ทรงประทับใจมากจึงให้ปล่อยอันโดรเคลสเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป และสิงโตตัวนั้นก็ถูกปล่อยกลับคืนสู่ป่าตามธรรมชาติ

              จักรพรรดิ ได้เห็นความกตัญญูของสิงโตที่มีต่อแอนโดรเคิล จึงมีความยินดีในการทำดีของแอนโดรเคิล (ปัตตานุโมทนามัย) แล้วปล่อยให้แอนโรเคิลและสิงโตเป็นอิสระ โดยมีฝูงชนร่วมอนุโมทนาด้วย                          

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ” 

              เรียบเรียงจากนิทานโรมันโบราณและนิทานอีสป เรื่อง ทาสกับสิงโต (The Slave and the Lion) ซึ่ง เบอร์นาด ชอว์ (George Bernard Shaw) นำมาเขียนเป็นบทละครเสียดสีสังคม แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดี

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     ประเทศมัลดีฟส์ เป็นหมู่เกาะ 1,190 เกาะ อยู่ในมหาสมุทรอินเดียใกล้ประเทศศรีลังกา ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีครามสดใส เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นปลา กุ้ง หอย และปะการังใต้ทะเลอันสวยงาม จนคนทั่วโลกนิยมไปท่องเที่ยว

                     ไจแซม ( Mohammed Jaisham Ibrahim) เป็นลูกเสือหนุ่มอายุ 15 ปีของโรงเรียน กียาสุดิน  ประเทศมัลดีฟส์  เขาเป็นลูกเสือที่มีความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจในเครื่องแบบของเขา ไจแชมจดจำคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือได้ขึ้นใจ โดยเฉพาะข้อที่ว่า “ลูกเสือเป็นมิตรกับทุกคนและเป็นพี่น้องกับลูกเสืออื่นทั่วโลก (A Scout is a friend to all and a brother to every other Scouts) และ ลูกเสือจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ (Help other people at all times)”

                     วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นวันที่ชาวเมืองบนเกาะโฮอาราฟูชิ (Horafushi) ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะประธานาธิบดี มอมูน อับดุล กายูม วัย 70 ปี จะเดินทางมาร่วมชุมนุมของชนเผ่า และเยี่ยมเยียนประชาชน คนมากมายมาต้อนรับ รวมถึงไจแชมที่สวมชุดลูกเสือเต็มยศ ยืนอยู่แถวหน้าสุดด้วยความสงบเรียบร้อย

                   ขณะที่ท่านประธานาธิบดีกำลังเดิน จับมือทักทายกับลูกเสือและประชาชนอย่างใกล้ชิด ทันใดนั้น ก็มีชายว่างงานอายุ 20 ปี คนหนึ่งท่าทางคล้ายทหารไว้หนวด ยืนปะปนกับประชาชนด้านหลังชองแถวลูกเสือ คนร้ายผลักตัวลูกเสือ แล้วกระโดดพุ่งพรวดออกมาจากฝูงชน ในมือของเขาซ่อนมีดทำครัวเล่มยาวไว้ใต้ธงชาติมัลดีฟส์ เขาเงื้อมือที่ถือมีด ขึ้นสุดแขนหมายจะแทงเข้าที่ท้องของท่านประธานาธิบดี พร้อมกับตะโกนว่า  “อะหล่า อัคบาร์” ซึ่งเป็นภาษาอาหรับแปลว่า “พระเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด” 

                   เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จนคนรอบข้างตกตะลึง จนทำอะไรไม่ถูก แต่ด้วยสติและสัญชาตญาณของลูกเสือที่ฝึกฝนมาให้ “จงเตรียมพร้อม Be Prepare”  ไจแชมไม่วิ่งหนี แต่พุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าท่านประธานาธิบดีไว้ แล้วใช้มือเปล่าทั้งสองข้างแย่งมีดคมกริบจากคนร้ายอย่างสุดแรง!

                   “โอ๊ย!” ไจแชมร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลอาบมือของเขา แต่ไจแซมไม่กลัว นิ้วมือเล็กๆ ของเขา ยังคงกำมีดของคนร้ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาควบคุมตัวคนร้ายไว้ได้

                    ประธานาธิบดีมัลดีฟ ปลอดภัยอย่างปาฏิหาริย์  มีเลือดเปื้อนเสื้อประธานาธิบดี ซึ่งไม่ใช่เลือดของท่าน แต่เป็นเลือดของลูกเสือไจแซมผู้กล้าหาญที่บาดเจ็บขณะแย่งมีดกับคนร้าย คนร้าย 4 คนถูกจับกุม ตำรวจสอบสวนได้ความว่า เป็นพวกหัวรุนแรงทางศาสนา ที่ต่อต้านการรุกรานของสหรัฐอเมริกาในอิรัก และอาฟกานิสถาน แล้วไม่พอใจที่ประธานาธิบดีกายูมสนับสนุนสหรัฐ 

                    ท่านประธานาธิบดีหันมามองเด็กหนุ่มในชุดลูกเสือ ที่ยืนกุมมือที่บาดเจ็บด้วยความซาบซึ้งใจ ไจแชมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือรางวัล แต่เขาทำไปเพราะหัวใจที่กล้าหาญและต้องการปกป้องประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าลูกเสือของมัลดีฟ ตามหน้าที่ของลูกเสือ

                    ไจแซมบอกว่า “เมื่อโตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจ  เพราะผมต้องการปกป้องประเทศมัลดีฟส์ของผม”

                    เรื่องราวของไจแชมโด่งดังไปทั่วโลก เขากลายเป็นวีรบุรุษตัวน้อยที่พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า “ความกล้าหาญไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจที่เข้มแข็งและเสียสละ” และนี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของลูกเสือที่โลกไม่เคยลืม

                    การกระทำของลูกเสือไจแซมเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ในข้อ 6 การเสียสละ ช่วยเหลือผู้อื่น (ปัตติทานมัย) เพราะยอมเอาเลือดเนื้อของตนปกป้องชีวิตของประธานาธิบดีมัลดีฟส์  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นความดีที่โลกสรรเสริญ”

                    เรียบเรียงจาก รายงานของสำนักงานลูกเสือโลก ลูกเสือช่วยชีวิตประธานาธิบดีมัลดีฟจากการถูกฆาตกรรม Scout saves Maldives President from assassination https://www.scout.org/node/1781

                                                                                     อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ในประวัติศาสตร์การศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า ชื่อของ “ขุนรองปลัดชู” และ “กองอาทมาต” หรือ อาจ์สามารถ อาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงบ่อยเท่าศึกบางระจัน แต่หากพินิจถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่สู้จนตัวตายเพื่อถ่วงเวลาให้แผ่นดินแม่แล้ว เรื่องราวนี้คือ “ตำนานแห่งความดี” ที่ทหารและคนไทยทุกคนควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

                    ขุนรองปลัดชู เป็นครูดาบสองมือ และเป็นผู้นำในกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอ่างทอง) ท่านไม่ได้เป็นทหารอาชีพโดยตำแหน่ง แต่เป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวใจรักชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2302 ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกพม่าสมัยพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพใหญ่เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) 

จิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์วีรกรรมของ “ขุนรองปลัดชู” จัดแสดงในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วาดโดย ปรีชา เถาทอง และคณะ.

                        ขุนรองปลัดชูได้รวบรวมชาวบ้านบางจัก ที่เป็นชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดาบและวิชาอาคมจำนวน 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญ จัดตั้งเป็น “กองอาทมาต” ซึ่งเป็นกองกำลังอาสา เข้าร่วมกับพระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางลงใต้ เพื่อสกัดกั้นทัพพม่าที่ยกมาทางมะริดและตะนาวศรี ผ่านด่านสิงขร เมืองกุย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

                        ทัพพม่า ยกมาจากกรุงอังวะ ภายใต้การนำของ มังมหานรธา มีกำลังพลราว 8,000 คน ในขณะที่กองอาทมาตมีเพียงทหาร 400 คน ขุนรองปลัดชูตั้งกองกำลังสกัดพม่าที่ “หาดหว้าขาว” ในเมืองกุยบุรี (ปัจจุบันอยู่ในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

                         กองอาทมาตของรองปลัดชู ไม่ได้รบแบบตั้งรับ แต่ใช้การซุ่มโจมตีและบุกทะลวงในระยะประชิดด้วยดาบสองมือ เพื่อใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ กับจำนวนที่มากกว่า การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เล่ากันว่าทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จากคมดาบของกองอาทมาต

                        แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะพม่า ด้วยจำนวนที่ต่างกันมหาศาล แต่กอง อาทมาตไม่ยอมวางดาบหรือหันหลังหนี ทั้ง 400 ชีวิตรวมถึงขุนรองปลัดชู ทำการต่อสู้พม่าที่ต้อนกองอาทมาตลงทะเล จนถูกฆ่าฟันสิ้นชีวิตในสนามรบ หมดทั้ง 400 คน  ณ ชายหาดหว้าขาวแห่งนั้น ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพผ่านเมืองปราน เพชรบุรี ราชบุรี มายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่าง ๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ.:

                  ในปัจจุบัน ที่ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการสร้างวัดสี่ร้อย และอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของกองอาทมาต 400 ชีวิต ที่ทำให้เราเห็นว่า “ความดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการรู้จักหน้าที่และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม

                   การกระทำของกองอาทมาตและขุนรองปลัดชูเป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 6 การแบ่งปันความสุขของตนเองให้ผู้อื่น โดยสละชีพเพื่อชาติ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติ คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดของคนไทยอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นคือ “ต้นยางนา” ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงไม้เศรษฐกิจ แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่บรรพบุรุษเราเคยใช้สืบทอดกันมา
น้ำมันจากต้นไม้: พลังงานทางเลือกของเกษตรกรไทย

น้ำมันยางนาไม่ได้มีค่าแค่ในตำนาน แต่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบช้าได้จริง เช่น รถอีแต๋น รถไถนา และเครื่องสูบน้ำ โดยสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือใช้โดยตรงหลังผ่านการกรองอย่างง่าย หากเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ในอีกไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยจะมี “บ่อน้ำมันธรรมชาติ” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

โครงการ “ปลูกต้นยางนา สร้างบ่อน้ำมันจากต้นไม้”

ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
• เมล็ดพันธุ์สร้างชาติ: แจกเมล็ดพันธุ์ยางนาฟรี! สำหรับผู้ที่ตั้งใจปลูก (เพียงส่งซองขนาด A4 พร้อมจ่าหน้าถึงตนเอง ติดแสตมป์ 15 บาท มาที่ ค่ายลูกเสือหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี)
• พื้นที่สีเขียวเพื่อพลังงาน: ร่วมกันปลูกต้นยางนาในพื้นที่สาธารณะ อาทิ ค่ายลูกเสือ พื้นที่ทหาร พุทธมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่วัดทั่วประเทศ
• ปลูกยางนาทำบุญ: รณรงค์ปลูกต้นยางนาในโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด, การทำบุญถวายวัด หรือการใช้ต้นกล้ายางนาแทนพวงหรีดในงานขาวดำ เพื่อให้ชีวิตใหม่เติบโตแทนการสูญเสีย
• ศูนย์นวัตกรรมยางนา: จัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ ณ ค่ายลูกเสือค่ายหลวงบ้านไร่ ที่มีต้สยางนาอายุร้อยปีจำนวนมากอยู่แล้ว  เพื่อศึกษาการสกัดน้ำมัน การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากยางนาอย่างครบวงจร

เทคนิคการเพาะปลูกให้รอดตาย 100%

การปลูกยางนาไม่ยาก หากเข้าใจธรรมชาติของไม้ชนิดนี้:


1. ความสดคือหัวใจ: ใช้เมล็ดสด อายุไม่เกิน 30 วัน แช่น้ำ 2 คืน เพื่อกระตุ้นการงอก
2.การเพาะกล้า: ปักชำในถุงเพาะที่บรรจุดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง 
3.ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ย้ายปลูกลงดินเมื่อกล้ามีอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ความสูงประมาณ 30-50 ซม.) โดยควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4.การดูแลระยะแรก: ป้องกันสัตว์กัดกินและกำจัดวัชพืชในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้ต้นแข็งแรงพอที่จะเติบโตเองได้

บทสรุป: การปลูกต้นยางนาในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคต   หากคนไทยช่วยกันปลูกคนละ 1–2 ต้น ภายใน 10-15 ปี ยางนาจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์จากต้นไม้” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และเป็นปอดของชุมชนอย่างยั่งยืน

“เริ่มปลูกวันนี้ เพื่อวันหน้าไทยจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”
 
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มู่หลาน วีรสตรีจีน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่ประเทศจีน ราว พ.ศ. 386-534 ในสมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตชายแดน ตอนเหนือ ณ ที่นั่น มีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย คือ ครอบครัวของเด็กสาวชื่อ “มู่หลาน” ผู้มีนิสัยขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานบ้านและดูแลพ่อแม่อย่างดี

                  วันหนึ่ง ข่าวร้ายแพร่สะพัดมายังหมู่บ้าน กองทัพข้าศึกยกมาบุกรุกอาณาจักร พระจักรพรรดิจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจากทุกครอบครัว ครัวเรือนละหนึ่งคน เพื่อเข้าร่วมรับใช้ชาติ

                  เมื่อมู่หลานได้ยินข่าวนี้ หัวใจเธอเต้นแรง เพราะรู้ว่าบิดาของเธอคือ มู่โจว ซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึกที่กล้าหาญมาก่อน แต่บัดนี้ท่านแก่เฒ่า และมีร่างกายอ่อนแอ ขาข้างหนึ่งบาดเจ็บจากสงครามครั้งก่อน  จนเดินไม่ค่อยสะดวก หากต้องเข้าร่วมรบอีกครั้ง อาจไม่รอดชีวิตกลับมา ส่วนน้องชายของเธอนั้น ก็ยังมีอายุน้อยเกินไป ไม่สามารถไปออกรบแทนบิดาได้

                  คืนนั้น มู่หลานนั่งนอนไม่หลับ เธอได้ยินเสียงบิดาไอในห้อง และได้ยินเสียงมารดาร้องไห้เบาๆ อยู่ข้างๆ ใจเธอเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  

                  “เราต้องทำอะไรสักอย่าง” มู่หลานกระซิบกับตัวเอง

                  ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ครอบครัวจะตื่น ด้วยความกตัญญูต่อบิดาและประเทศชาติ มู่หลานตัดสินใจปลอมตัวเป็นชาย เข้าร่วมรบในกองทัพ โดยตัดผมยาวของเธอให้สั้น สวมเสื้อผ้าและชุดเกราะของบิดา เอาหอกและดาบติดตัว ขี่ม้าออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ เธออธิษฐานว่า “ขอให้ได้ปกป้องชาติบ้านเมือง และกลับมาพบพ่อแม่อีกครั้ง”

                  ชีวิตในกองทัพไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมู่หลาน การฝึกทหารนั้น หนักหนาสาหัส เธอต้องตื่นแต่เช้ามืด ฝึกศิลปะการต่อสู้ ขี่ม้า และยิงธนู แต่เธอไม่เคยย่อท้อ ทุกวันเธอฝึกฝนอย่างหนัก กินน้อย พักน้อย และไม่เคยบ่นเพียงคำเดียว ในตอนแรก เพื่อนทหารหลายคนเย้ยหยันเธอว่าตัวเล็ก อ่อนแอ แต่มู่หลานพิสูจน์ตัวเองด้วยความมุ่งมั่น เธอฝึกฝนจนทักษะการรบดีขึ้นทุกวัน และไม่นานก็กลายเป็นหนึ่งในทหารที่เก่งที่สุดในกองพัน 12 ปีผ่านไป สงครามดำเนินไปอย่างดุเดือด มู่หลานได้เข้าร่วมการรบหลายครั้ง ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ไม่แพ้ทหารชายคนใด เธอใช้สติปัญญาและกลยุทธ์ในการรบ ช่วยกองทัพชนะศึกหลายครั้ง โดยไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นหญิง

                  ในการรบครั้งสำคัญที่เขาภูเขาหิมะ ข้าศึกตั้งค่ายอยู่ในตำแหน่งที่เอาเปรียบ มู่หลานจึงเสนอแผนการกล้าหาญ โดยเธอนำทหารไม่กี่คน แอบปีนขึ้นไปบนยอดเขา แล้ววางระเบิดทำให้เกิดหิมะถล่มลงมาทับค่ายข้าศึก แผนการนี้ได้ผลสำเร็จ แต่เธอเองบาดเจ็บสาหัส เกือบเสียชีวิตในเหตุหิมะถล่มครั้งนั้น

                  ขณะที่หมอกองทัพรักษาบาดแผลให้เธอ เขาค้นพบความจริงว่า มู่หลานเป็นหญิง ข่าวแพร่สะพัดไปถึงแม่ทัพใหญ่ ทุกคนตกตะลึง  

                  มู่หลานคุกเข่าลงต่อหน้าแม่ทัพ “ข้าพเจ้า ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร ข้าพเจ้ามาแทนบิดาผู้แก่เฒ่า ด้วยความกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน หากท่านต้องการลงโทษ ก็ขอยอมรับผิดทุกอย่าง “

                  แม่ทัพและทหารทั้งหลายเงียบกริบ พวกเขานึกถึงความกล้าหาญและการเสียสละของมู่หลานตลอดเวลาที่ผ่านมา ในที่สุด แม่ทัพกล่าวว่า “เจ้ามีใจรักชาติและกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างแท้จริง แม้จะเป็นหญิง แต่กล้าหาญยิ่งกว่าชายหลายคน “

                  หลังจากสงครามสิ้นสุดด้วยชัยชนะ พระจักรพรรดิจะประทานเกียรติยศและตำแหน่งสูงให้แก่มู่หลาน แต่เธอปฏิเสธ “สิ่งที่ต้องการมีเพียงม้าตัวหนึ่ง เพื่อกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่คิดถึง” มู่หลานกราบทูล

                  จักรพรรดิทรงประทับใจในความกตัญญูของเธอ จึงพระราชทานม้าอย่างดีและของรางวัลมากมาย ให้เธอเดินทางกลับบ้าน เมื่อมู่หลานกลับถึงบ้าน ครอบครัวดีใจจนร้องไห้ บิดาของเธอโอบกอดเธออย่างแนบแน่น “ลูกสาวของพ่อ กลับมาแล้ว”

                  เพื่อนทหารที่เดินทางตามมา เพื่อเยี่ยมเธอ ต่างตะลึงเมื่อเห็นมู่หลานในชุดหญิงสาว อ่อนโยนและสง่างาม แตกต่างจากทหารที่พวกเขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

                  “นี่คือมู่หลานที่เราฝึกซ้อมและรบร่วมกันมาหรือ!” พวกเขาอุทานด้วยความประหลาดใจ    

                  เรื่องราวของมู่หลานแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักรจีน ผู้คนต่างสรรเสริญความกล้าหาญ ความกตัญญู และความรักชาติของเธอ เธอกลายเป็นแบบอย่างที่ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่างก็สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้อย่างภาคภูมิ

                  ส่วนมู่หลานเอง เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายต่อไป ดูแลบิดามารดา ทอผ้า และสอนน้องสาวน้องชาย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรสตรี แต่เป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อคนที่รักและแผ่นดินที่เกิด

                  เรื่องของมู่หลาน เป็นตัวอย่างการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ในการเสียสละ อุทิศตนเพื่อส่วนรวม (ปัตติทานมัย) เพราะได้ไปเป็นทหารเพื่อรบแทนพ่อที่ป่วยและแก่ชรา และปกป้องประเทศชาติ

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การปกป้องแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง การกระทำจากความจริงใจย่อมได้รับการเคารพนับถือ”

                  เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง ฮัว มู่หลาน (Hua Mulan 木蘭 ) วีรสตรีในตำนานของจีนผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูและความกล้าหาญ ที่ถูกใช้เป็นสื่อรณรงค์เรื่องความรักชาติและความเท่าเทียมทางเพศ วอล์ทดีสนีย์เคยนำไปทำเป็นภาพยนตร์การตูน แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

อาทร จันทวิมล