บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ศิษย์ขงจื๊อ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยโบราณบนแผ่นดินจีน มีนักปราชญ์ผู้ยอดเยี่ยมชื่อ ขงจื๊อ (Confucius) ท่านมีศิษย์มากมายที่มาเรียนรู้คุณธรรมจากท่าน

วันหนึ่ง ศิษย์สามคนได้เดินทางไปกับครูขงจื๊อ ระหว่างทางพวกเขาได้พูดคุยกันเรื่องความทะเยอทะยาน

ศิษย์คนแรก กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นนักรบผู้กล้าหาญ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน”

ศิษย์คนที่สอง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยากเป็นเจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่   มีรถ มีม้า และเสื้อผ้าชั้นดี เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนใช้ร่วมกันโดยไม่เสียดาย”

ศิษย์คนที่สามชื่อเยี่ยนฮุย เงียบอยู่นาน จึงกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่หรือชื่อเสียง ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากเป็นคนดี ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามธรรม  โดยไม่โอ้อวดในความดีของตน   อยากให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข  เพื่อนฝูงไว้วางใจกัน  และประชาชนได้รับความเอาใจใส่”

ครูขงจื๊อฟังแล้วยิ้ม ท่านหันไปหาศิษย์ทั้งสามและกล่าวว่า

真正的伟大 = ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง  不在于地位与名聲 = ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งและชื่อเสียง   而在于心地善良 = แต่อยู่ที่จิตใจที่เมตตากรุณา  与造福他人 = และการสร้างประโยชน์/เกื้อกูลผู้อื่น

และ 真善= ความดีที่แท้จริง  在于行= อยู่ที่การกระทำ/การปฏิบัติ  也在于诚= และความจริงใจ

ท่านสอนต่อว่า “คนที่แสวงหาชื่อเสียงมักจะหลงทาง แต่คนที่ทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์จะได้รับความเคารพนับถือโดยธรรมชาติ”

วันต่อมา พวกเขาพบชาวนาคนหนึ่งกำลังทำนาอย่างหนัก    ภายใต้แสงแดดจ้า ศิษย์สองคนแรกเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ แต่เยี่ยนฮุยหยุดและช่วยเหลือชาวนาจนงานเสร็จ

ครูขงจื๊อกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า “นี่แหละคือความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ใช่การพูดถึงความดี แต่คือการลงมือทำความดีนั่นเอง”

หลายปีผ่านไป ศิษย์สองคนแรกแสวงหาตำแหน่งและอำนาจ แต่กลับล้มเหลวและสูญเสียทุกอย่าง ส่วนเยี่ยนฮุย นั้น   แม้จะไม่มีตำแหน่งสูง แต่คนทั่วแผ่นดินเคารพนับถือเพราะความดีงามและความซื่อสัตย์ของเขา

เรียบเรียงจากคัมภีร์จีน “หลุนอวี่” (Analects of Confucius)  ตอน “ต่างคนต่างกล่าวปณิธานของตน” 各言其志 (Gè yán qí zhì)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายปัญญากับพระทิเบต

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาสูง   แห่งประเทศทิเบต มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อว่า ปัญญา ปัญญาเป็นเด็กฉลาด แต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต

วันหนึ่ง ปัญญาถามแม่ว่า  “แม่ครับ สิ่งใดคือสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?” แม่ตอบว่า  “ลูกเอ๋ย บางคนบอกว่าเป็นทองคำ บางคนบอกว่าเป็นกำลัง แต่ลูกต้องไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”

ปัญญาจึงออกเดินทางเพื่อแสวงหาความจริง…เขาได้พบชายมั่งคั่งที่มีหีบเก็บทองคำจำนวนมาก ชายคนนั้นบอกว่า  “ทองคำคือทุกสิ่ง มันทำให้ข้าได้ทุกอย่างที่ต้องการ” แต่ปัญญาสังเกตว่า แม้ชายผู้นั้นมีทองคำและเงินมากมาย แต่ก็ยังดูไม่สุขใจ

ต่อมาเขาพบชายร่างใหญ่ที่มีพละกำลังมหาศาล ชายคนนั้นพูดว่า   “กำลังคือสิ่งสำคัญที่สุด ใครแข็งแรงที่สุดก็ครองโลกได้”  แต่ปัญญาเห็นว่า แม้ชายผู้นั้นแข็งแรง แต่ก็ถูกคนอื่นหลอกใช้ และถูกสั่งการโดยนายที่ตัวเล็กกว่า

ปัญญาเดินทางต่อไปถึงวัดบนยอดเขา ได้พบพระทิเบตผู้มีปัญญา พระทิเบตกล่าวว่า   “ ทองคำและกำลังนั้นมีค่ามากก็จริง   แต่หากไร้ปัญญา ก็จะไม่รู้จักใช้ให้เหมาะสม   เช่นเอาเงินไปเล่นการพนัน หรือเอากำลังไปรังแกคนอื่น   ปัญญาคือสมบัติสูงสุด เพราะเป็นสิ่งนำให้ชีวิตพบความสุขและพ้นทุกข์ที่แท้จริง”

 “ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการสะสมความรู้หรือท่องจำ  แต่เกิดจากการฟัง แล้วคิด  ทำความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต   แล้วนำไปปฏิบัติ”  “ปัญญาที่แท้จริงคือการใช้ความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ในการแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น”    “ความอ่อนน้อมถ่อมตน คือสมบัติของผู้มีปัญญา”

บทเรียนที่หนึ่ง: ภูเขาสามลูก      พระทิเบตพาปัญญาไปยืนบนเนินเขา ชี้ไปยังภูเขาสามลูกที่อยู่ห่างออกไป     “เจ้าเห็นอะไรบ้าง?” พระทิเบตถาม

 “เห็นภูเขาสามลูกครับ ลูกแรกสูงที่สุด ลูกที่สองต่ำกว่า และลูกที่สามต่ำที่สุด” ปัญญาตอบอย่างรวดเร็ว

“นั่นคือความฉลาด เจ้าสามารถสังเกตและบอกสิ่งที่เห็นได้” พระทิเบตกล่าว “แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นอะไรอีก?”

ปัญญามองอีกครั้ง แต่ไม่เข้าใจ

พระทิเบตกล่าว “ถ้ามีปัญญา เจ้าจะเห็นว่า ภูเขาที่สูงที่สุดอาจไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุด เพราะอากาศหนาวและมีหุบเหวลึก มีสัตว์ดุร้าย อันตราย ภูเขาที่ต่ำอาจมีน้ำและหญ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือมีแร่ทองคำอยู่ในธารน้ำ     ปัญญาคือการมองเห็นความหมายและความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่ตาเห็น”

บทเรียนที่สอง: แม่น้ำที่ไหล   วันต่อมา พระทิเบตพาปัญญาไปยังแม่น้ำ ที่มีก้อนหินใหญ่ขวางทางน้ำ    “ถ้าหินก้อนนี้ขวางทาง เจ้าจะทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเอาหินออก หรือทุบมันให้แตกครับ” ปัญญาตอบ

 “นั่นคือความฉลาด คิดหาวิธีแก้ปัญหา” พระทิเบตกล่าว “แต่ดูสิ น้ำแก้ปัญหาอย่างไร?”

ปัญญามองดู น้ำไหลอ้อมก้อนหิน โดยไม่ได้ต่อสู้ ไม่ใช้กำลังบังคับ แต่ก็ไหลผ่านไปได้

 “ปัญญาคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรต่อสู้ เมื่อไหร่ควรเดินอ้อม และเมื่อไหร่ควรหยุดรอ” พระทิเบตสอน “ความฉลาดต้องการพลัง แต่ปัญญาต้องการความเข้าใจ”

บทเรียนที่สาม: ดอกไม้สองดอก   พระทิเบตพาปัญญาไปยังสวน มีดอกไม้สองดอก ดอกหนึ่งคือกุหลาบสวยงามมีกลิ่นหอม  อีกดอกหนึ่งคือดอกกระบองเพชรมี่ไม่ค่อยสวยแต่ทนความแห้งแล้ง

“เจ้าจะเลือกดอกไหน?” พระทิเบตถาม

“เลือกดอกที่สวยครับ” ปัญญาตอบ

“ทำไม?”……..“เพราะมันสวยกว่าครับ”

พระทิเบตยิ้ม “นั่นคือการตัดสินจากสิ่งที่เห็น แต่ถ้ามีปัญญา เจ้าจะถามตัวเองว่า เลือกเพื่ออะไร? ถ้าเลือกเพื่อมอบให้คนที่รัก กลิ่นหอมและความสวยงาม อาจสำคัญ   แต่ถ้าเลือกเพื่อปลูกต่อในที่ขาดแคลนน้ำ  ต้นกระบองเพชรอาจเหมาะกว่าต้นกุหลาบ”

 “ปัญญาคือการตัดสินใจโดยพิจารณาสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ และผลที่ตามมา ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก”

บทเรียนที่สี่: เทียนสองเล่ม  คืนนั้น พระทิเบตจุดเทียนสองเล่มไว้บนโต๊ะ

“เทียนสองเล่มนี้เหมือนกันทุกประการ แต่เล่มหนึ่งพระจะให้เจ้าเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง อีกเล่มให้เจ้าใช้จุดไฟ เจ้าจะเลือกทำอย่างไร?” พระทิเบตถาม

 “จะเก็บเทียนไว้ไม่ให้ใครแตะต้องครับ เพื่อจะได้มีไว้ใช้นานๆ” ปัญญาตอบ

พระทิเบตจุดเทียนเล่มหนึ่ง แสงสว่างสว่างไสวทั่วห้อง

“ดูสิ เทียนที่ถูกใช้ให้แสงสว่าง ส่องทางให้คนอื่น อบอุ่นให้ผู้ที่อยู่ใกล้ แม้มันจะค่อยๆ หมดไป แต่มันมีคุณค่า”

“ส่วนเทียนที่ไม่ใช้ แม้จะคงรูปร่างสมบูรณ์ แต่มันไร้ประโยชน์ เมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะเสื่อมสลายเช่นกัน”

“ปัญญาคือการรู้ว่า คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่การเก็บรักษา แต่อยู่ที่การให้และการใช้ประโยชน์เพื่อผู้อื่น”

บทเรียนสุดท้าย: ถ้วยน้ำที่ว่าง   พระทิเบตเทน้ำให้ปัญญา แต่เทให้เต็มถ้วยพอดี  “หลวงพ่อครับ ถ้วยเต็มแล้ว ไม่สามารถเติมอะไรได้อีก” ปัญญาบอก

“ถูกต้อง” พระทิเบตยิ้ม “เหมือนความฉลาด เมื่อเจ้าคิดว่าตนรู้ทุกอย่างแล้ว จิตใจเต็ม เจ้าจะเรียนรู้อะไรใหม่ไม่ได้อีก”

พระทิเบตเทน้ำในถ้วยออก ให้เหลือครึ่งเดียว

 “แต่ปัญญาเหมือนถ้วยที่มีที่ว่างเสมอ พร้อมรับสิ่งใหม่ พร้อมเรียนรู้ พร้อมเปลี่ยนแปลง”

ความแตกต่างระหว่างความฉลาดกับปัญญา

พระทิเบตสอนปัญญาว่า:

ความฉลาด (Intelligence)  คือ การ รู้ข้อเท็จจริง รู้วิธีแก้ปัญหา ใช้สมองคิด วิเคราะห์ จดจำ    ตอบคำถามได้รวดเร็ว   เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ปัญญา (Wisdom) คือ การ เข้าใจความหมายที่แท้จริง  เข้าใจ ใช้ประสบการณ์พิจารณา    รู้ว่าเมื่อไหร่ควรตอบ เมื่อไหร่ควรเงียบ    เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เห็นความเชื่อมโยง เห็นผลในอนาคต

พระทิเบตกล่าวทิ้งท้าย:

“ ความฉลาดจะทำให้ประสบความสำเร็จในโรงเรียน แต่ปัญญาจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต”

“ความฉลาดบอกว่า ‘ฉันรู้’ แต่ปัญญาบอกว่า ‘ฉันเข้าใจ’”

 “ความฉลาดทำให้พูดได้ดี แต่ปัญญาทำให้รู้ว่าเมื่อไหร่ควรฟัง”

“ความฉลาดทำให้ชนะการโต้วาที แต่ปัญญาทำให้หลีกเลี่ยงการทะเลาะที่ไม่จำเป็น”

ตั้งแต่วันนั้น ปัญญาจึงเข้าใจว่า การเป็นคนฉลาดนั้นยังไม่เพียงพอต้องฝึกฝนปัญญาด้วย เขาเริ่มสังเกต ฟัง ไตร่ตรอง และเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัว

เมื่อโตขึ้น ปัญญาไม่เพียงแต่เป็นคนฉลาด แต่ยังเป็นคนมีปัญญา เขาช่วยเหลือชาวบ้านแก้ปัญหา ไม่ใช่ด้วยความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมและความรู้สึกของคนรอบตัว

เขาไม่เคยลืมคำสอนของพระทิเบตว่า: “ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเรายังไม่รู้ทุกอย่าง และพร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต”

เด็กชายปัญญา กลับบ้านไปเล่าให้แม่ ฟังว่า  “แม่ครับ ผมพบแล้ว สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือปัญญา เพราะมันทำให้เรารู้จักใช้สิ่งอื่นอย่างถูกต้อง”

แม่ยิ้มและกอดลูกชาย พร้อมกล่าวว่า   “ลูกได้พบคำตอบแล้ว และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต”

ในนิทานนี้ พระทิเบตได้ทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 โดยให้ความรู้สั่งสอน ถ่ายทอดวิธีดำเนินชีวิต ใหผู้อื่น (ธัมมัสเทศนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “ทรัพย์สินและพละกำลังมีค่า แต่ต้องมีปัญญากำกับ  ปัญญาเป็นสมบัติที่ไม่มีใครแย่งได้    การเรียนรู้และประสบการณ์คือหนทางสู่ปัญญา”

เรียบเรียงจากนิทานทิเบตเรื่อง เด็กชายกับปัญญา The Boy and wisdom  “བུ་ཆུང་དང་ཤེས་རིག” (Bu chung dang shes rig)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระต่ายตกใจ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระต่ายตกใจ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระต่ายตกใจ

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้   มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง  มีนิสัย ชอบรับข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต  แล้วส่งต่ออย่างรวดเร็ว วันหนึ่ง มีข่าวทางเฟสบุคส่งต่อกันมา  เกี่ยวกับไวรัสดำตัวใหม่ ที่จะทำลายข้อมูลและทำให้คอมพิวเตอร์ระเบิด โดยอ้างว่ามีวิธีป้องกันคือการนำอุปกรณ์ชื่อ “โล่ป้องไวรัสดำ” ราคาตัวละ 1,000 บาท มาติดตั้ง    

กระต่ายน้อยตกใจ   รีบส่งข่าวไปยังเพื่อนกระต่ายอีก 100 ตัว   เพื่อนกระต่ายแต่ละตัวส่งต่อไปยังเพื่อนหมา 100 ตัว   เพื่อนหมาแต่ละตัวส่งต่อให้เพื่อนแมว 100 ตัว และเพื่อนแมวแต่ละตัวส่งต่อให้เพื่อนนก 100 ตัว  

ข่าวไวรัสดำ ในคอมพิวเตอร์  แพร่กระจายไป อย่างรวดเร็ว  เหมือนไฟไหม้ป่า      โดยมีผู้รับข้อมูล กว่า 10 ล้านรายภายในวันเดียว   สัตว์ทุกตัวตื่นตกใจและหาซื้อโล่ป้องไวรัสดำมาติดตั้ง ทำให้หมาจิ้งจอกซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ป้องกันไวรัสดำ มีรายได้มีกำไรหลายล้านบาทในเดือนเดียว ทั้งที่ไวรัสดำที่ทำให้คอมพิวเตอร์ระเบิดนั้นไม่มีจริง      

ต่อมา   นกฮูก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ได้ทำการตรวจสอบข่าวดังกล่าว  พบว่าเป็นข่าว ภาพ และเสียงที่หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ จัดทำขึ้นเพื่อขายโล่ป้องไวรัสดำ   นกฮูกจึงเรียกสัตว์ต่างๆมาอธิบายถึงความสำคัญของการพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนจะเชื่อและส่งต่อ แบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในธรรมะชื่อ  “กาลามสูตร”    

นกฮูกบอกต่อไปว่า   การตัดสินใจทำสิ่งต่างๆของคนทั่วไปนั้น มักจะทำตามความรู้สึกส่วนตัว ทำตามสิ่งที่เคยทำมีประสบการณ์มาก่อน  หรือทำตามแบบที่ครูสอนมา   แต่การตัดสินใจจะทำอะไรของคนฉลาดที่มีปัญญานั้น ควรจะคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง   ไม่ใช่แค่เพียงฟังคนอื่นบอกหรืออ่านเอกสารแล้วเชื่อ โดยไม่ตั้งคำถามหรือหาข้อมูลเพิ่มเติม

ตำรวจเสือจับหมาจิ้งจอกและกระต่ายตื่นตูม ศาลลงโทษปรับและจำคุกเนื่องจากเผยแพร่ข้อมูลเท็จทางสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง                

การกระทำของนกฮูกในนิทานนี้ เป็นการทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 9 เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้ (ธัมมัสเทสนามัย)   เพราะนกฮูกได้ให้ความรู้ เตือนสติ กระต่ายและสัตว์ที่ตื่นตกใจ ให้เข้าใจถูกต้อง  แล้วหายตกใจ     ไม่เข้าใจผิด หลงเชื่อตามคำเล่าลือที่บอกต่อกันมา โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:  “ต้องใช้สติปัญญา พิจารณาข้อมูลหรือข่าวใดๆ ก่อนที่จะเชื่อหรือตกใจตามผู้อื่น  และ การใช้เทคโนโลยีต้องมีความระมัดระวังและรู้จักตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนเชื่อหรือส่งต่อเสมอ”

เรียบเรียงดัดแปลง  จากนิทานอีสป เรื่อง กระต่ายตื่นตูม The Timit Hare ของกรีกที่เล่าต่อกันมากว่าสองพันปี  

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย    

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำประปาสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เชื่อหรือไม่ว่า… กว่า 300 ปีมาแล้ว สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี   ขณะที่สหรัฐอเมริกายังก่อตั้งเป็นประเทศ และโลกฝั่งตะวันตกหลายแห่งยังต้องตักน้ำจากบ่อมาใช้สอย    แต่ที่ “เมืองลพบุรี” กลับมีระบบส่งน้ำประปาที่ล้ำสมัยแล้ว! นี่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทย

หลักฐานสำคัญที่ขุดพบในจังหวัดลพบุรี เผยให้เห็นระบบชลประทานโบราณที่น่าทึ่ง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช    โดยมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ “ทะเลชุบศร” ที่ผันน้ำมาจาก “อ่างซับเหล็ก” ซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่าตัวเมืองลพบุรี ราว 2 เมตร   เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเป็นตัวขับเคลื่อนสายน้ำ

 น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะถูกลำเลียงผ่าน “ท่อดินเผาเคลือบ” ขนาดใหญ่ที่นำมาเชื่อมต่อกันแบบปากแตร  แล้วยาแนวด้วยปูนขาว ยางไม้และเปลือกหอยที่บดเคี่ยวจนเหนียว ไม่ให้มีรูน้ำรั่ว  ฝังท่ออยู่ใต้ดินยาวหลายกิโลเมตรเข้าสู่เขตพระราชฐานวังนารายณ์ราชนิเวศน์   ก่อนจะเข้าถึงจุดใช้งาน น้ำเหล่านั้นต้องผ่าน “อาคารกรองน้ำ  คชะยาน ” เพื่อให้น้ำไหลช้าดักตะกอน   ผ่านวัสดุกรอง เช่นกรวด ทราย ถ่าน แล้วเพิ่มแรงดันน้ำด้วยการลดขนาดท่อให้เล็กลง  จนได้น้ำพุ และน้ำที่สะอาดพอสำหรับใช้ภายในพระราชวัง

จุดพิเศษ ที่สร้างความประหลาดใจในสมัยนั้นคือ “น้ำพุ” ในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งพุ่งขึ้นสูงอย่างสวยงามโดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแม้แต่นิดเดียว   โดยช่างไทยและฝรั่งเศส  อิตาลี) ได้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ได้อย่างอัศจรรย์ คือหลักกาลักน้ำ (Siphon): การส่งน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำผ่านระบบท่อปิดและกฎของเบอร์นูลลี (Bernoulli’s Principle): การใช้ความต่างของระดับความสูงและการบีบปลายท่อให้เล็กลง เพื่อสร้างแรงดันน้ำมหาศาลให้น้ำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ความล้ำหน้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ได้จบลงแค่การสร้างถาวรวัตถุ     แต่คือการ “สร้างคน”  โดย ในปี พ.ศ. 2229 เมื่อครั้งคณะราชทูตนำโดย พระวิสูตรสุนทร หรือ โกษาปาน เดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ร่วมกับราชทูตเดอโชมองต์  ได้มีการส่งคนไทย 12 คน เดินทางไปพร้อมคณะทูต เพื่อเข้าศึกษาที่ โรงเรียนหลุยส์ เดอ กรัง (Lycée Louis-le-Grand) ในกรุงปารีสเพื่อเรียนวิชาที่จะนำกลับมาพัฒนาชาติ คือ ช่างน้ำพุและชลประทาน ช่างก่อสร้างป้อมปราการ และช่างเงินช่างทอง

นอกเหนือจากเรื่องน้ำประปา รัชสมัยนี้ยังเป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยารับเอาวิทยาการทางดาราศาสตร์ มีการสร้าง หอดูดาววัดสันเปาโล และการทำตำราเรียนภาษาไทย “จินดามณี”   สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความทันสมัย แต่คือความใฝ่รู้ ความเปิดกว้าง และการมองการไกลของบรรพบุรุษไทย

เรื่องราวของระบบประปาและนักเรียนนอกสมัยอยุธยา เป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยในปัจจุบันเห็นว่า “รากฐานของความรู้และความก้าวหน้า” มีอยู่ในสายเลือดของคนไทยมานานหลายร้อยปีมาแล้ว

เรื่องการประปาในกรุงศรีอยุธยานี้ เป็นบทเรียนความรู้ที่ชาวฝรั่งเศสถ่ายทอดมายังคนไทย  ซึ่งเป็นความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10    เรื่องการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อราว 400 ปีก่อน ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา บ้านเมืองอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองและมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ วันหนึ่งมีการหล่อปืนใหญ่สัมริดขนาดมหึมาเพื่อใช้ป้องกันพระนคร ปืนกระบอกนี้ใหญ่โตจนไม่มีใครรู้ว่ามันมีน้ำหนักเท่าใด

สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงต้องการทราบน้ำหนักของปืนใหญ่ขนาดยักษ์  เพื่อจะได้ออกแบบป้อมปราการและการขนย้ายให้เหมาะสม แต่ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องชั่งใดในแผ่นดินที่จะรองรับน้ำหนักมหาศาลเช่นนี้ได้ เหล่าขุนนางต่างพากันจนปัญญา

ขณะนั้นเอง คอนสแตนติน ฟอลคอน ลูกเรือชาวกรีกผู้มีไหวพริบเฉลียวฉลาด ได้อาสาเข้ามาแก้ปัญหานี้

ฟอลคอนเริ่มดำเนินการด้วยขั้นตอนที่น่าทึ่ง ดังนี้:

1.             เขาให้ลากปืนใหญ่ยักษ์วางลงบนเรือสำเภาที่ลอยลำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำหนักปืนกดเรือให้จมลง ฟอลคอนจึงให้ใช้สี ขีดเส้นระดับน้ำ ไว้ที่ข้างลำเรือ

2.             จากนั้นเขาให้ยกปืนใหญ่ขึ้นฝั่ง และสั่งให้ทหารนำ “กระสอบหิน” ที่ทราบน้ำหนักแต่ละกระสอบแล้ว ทยอยขนลงเรือทีละกระสอบๆ

3.             เมือเรือค่อยๆ จมลงอีกครั้ง จนกระทั่งระดับน้ำที่ข้างเรือเสมอกับ “เส้นขีด” ที่เคยทำไว้ตอนบรรทุกปืนใหญ่    ฟอลคอนจึงสั่งให้หยุดขนหิน

ฟอลคอนนำจำนวนกระสอบหินทั้งหมดมาคูณกับน้ำหนักหินแต่ละกระสอบ แล้วรวมกัน แล้วประกาศก้องว่า “น้ำหนักรวมของหินในกระสอบเหล่านี้ คือน้ำหนักที่แท้จริงของปืนใหญ่”

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พอพระทัยในสติปัญญาและการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง  จึงพระราชทานรางวัลและไว้วางใจให้ฟอลคอนเข้ารับราชการ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ขุนนางผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อยุธยา

การกระทำของฟอลคอนเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 เรื่องการให้ความรู้แก่ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)  เพราะได้ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหลักอารคีเมดีส ภาคปฏิบัติ ให้คนไทยที่ไม่รู้มาก่อน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว    ในบางเวลา อาจมีคนที่มีความรู้สึกว่าชีวิตของตนไร้ค่าหมดความหมาย  เหมือนเรือขาดหางเสือ ที่ลอยคว้างหมุนวน อยู่กลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก

กว่าร้อยปีมาแล้ว  ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บี.พี. ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้เขียนหนังสือชื่อ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ( Rovering to Success ) ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตให้ทุกคน

บี.พี. เล่าเรื่องสมัยเด็กที่ท่าน  ต่อเรือคะนูขนาดเล็กจากแผ่นไม้ แล้วพายเรือไปตามลำธาร โดยมีเป้าหมายคือทะเลสาบใหญ่ทางใต้

บทแรกของหนังสือคือ “จงพายเรือชีวิตของท่านด้วยตนเอง” “Paddle Your Own Canoe”

บี.พี. สอนว่าชีวิตของคนเรานั้น    เจ้าของชีวิตต้องเป็นผู้ควบคุมเรือ ด้วยการจับไม้พายและถือหางเสือ เพื่อกำหนดทิศทางชีวิตด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้กระแสน้ำ โชคชะตา หรือความเห็นของคนอื่นมากำหนดทิศทางชีวิตแทน

ท่านสอนว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงของชีวิต” ไม่ใช่ลาภยศเงินทอง แต่คือความสุขจากการทำความดีและเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

ลำธารแห่งชีวิตนั้นไม่ได้ราบเรียบเสมอไป…… บี.พี. เตือนว่ามี “แก่งหิน” หรืออุปสรรคใหญ่ 5 ประการที่ทุกคนต้องเจอ หากไม่ระวังให้ดี  เรือชีวิตอาจรั่วหรือล่มได้:

1. การพนัน (รวยทางลัด) คือกับดักของคนที่อยากรวยด้วยการเสี่ยงโชค แต่อาจสูญเสียทั้งทรัพย์สินและศักดิ์ศรี

2. อบายมุข (ขาดสติ) คือสิ่งมึนเมาที่ทำให้หลงลุ่ม ขาดสติ จนไม่สามารถบังคับทิศทางชีวิตได้

3.ความลุ่มหลง (ประมาทในกามารมณ์) คือความไม่ระวังในความสัมพันธ์ทางเพศ  ปล่อยตัวไปตามอารมณ์ไร้ขอบเขต

4. พวกต้มตุ๋น (คำลวง/ลัทธิบิดเบือน) คือคำลวงจากคนโกง หลอกลวง  หรือลัทธิก่อการร้ายรุกราน ซึ่งพาให้หลงทางจากความถูกต้อง

5. การขาดศาสนา (ไร้หลักยึดเหนี่ยว)  คือการใช้ชีวิตโดยไร้ศีลธรรมทำให้มีนิสัยหยาบกระด้างและเห็นแก่ตัวไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว

นอกจากแก่งหินที่เป็นอุปสรรคชีวิตแล้ว บางวันอาจมี “พายุ” แห่งวิกฤติพัดกระหน่ำเข้ามา บี.พี. สอนให้เผชิญหน้าปัญหาต่างๆ อย่างกล้าหาญและอดทน

นักพายเรือที่ดีต้องมองไปข้างหน้า   ให้ไกลกว่าคลื่นที่กระทบหัวเรือ และรักษา “ความสมดุล” ของเรือไว้ให้มั่นคง

การทำความดี เปรียบเสมือนหินอับเฉาที่ช่วยถ่วงท้องเรือไม่ให้พลิกคว่ำง่าย ๆ เมื่อเจอคลื่นลม

การพายเรือชีวิตนั้น ไม่ได้จบที่ชัยชนะเหนือใคร แต่จบลงที่การเข้าถึง “ความสุขแท้จริง” ซึ่งเกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่นให้ผ่านอุปสรรคชีวิตไปด้วยกัน

การเขียนหนังสือ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ ของ เบเดน โพเอลล์ นี้ เป็นการทำดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่ไปถึงจุดหมายเร็วที่สุด แต่คือการรักษาเรือชีวิตให้ข้ามผ่านอุปสรรค พร้อมมีไม้พายที่ชื่อว่า “ความดี” อยู่ในมือ

หากต้องการอ่านหนังสือ Rovering to Success ฉบับภาษาไทย เต็มเรื่องทั้งเล่ม ฟรีเปิดได้จากเว็บไซต์ “ https://www.moe.go.th/e-book/การท่องเที่ยวไปสู่ความ/”

หรือ    https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ของขวัญมือเปล่า ขุมทรัพย์ทางปัญญาจากนิทาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อราวพันปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย  ได้มีความเจริญรุ่งเรืองในกลุ่มอาหรับ มีนครแบกแดดเป็นศูนย์กลาง  โดยมีกษัตริย์ผู้ครองนครคือ กาหลิบ อัลมาดิ(Al-Mahdi)

วันหนึ่งมีงานเฉลิมฉลองพระโอรสองค์ใหม่  คือ เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด (Harun al-Rashid)  โดยมีบุคคลสำคัญในประเทศและต่างประเทศมาร่วมงาน แล้วทยอยกันมอบของขวัญอันล้ำค่า ทั้งทองคำอัญมณีและม้าศึกฝีเท้าดีจากทะเลทราย                   

แต่ปราชญ์เอบิ มีเฮล (Abi Mihel) เดินเข้ามาในท้องพระโรง ด้วยมือเปล่า เขากราบทูลว่า   มีของขวัญล้ำค่าที่จะมอบให้เจ้าชาย แต่มันไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ หากแต่เป็น “นิทาน”

ผู้ร่วมงานพากันหัวร่อ เมื่อได้ยินคำของปราชญ์เอบิ

เอบิกล่าวต่อไปว่า   “เมื่อเจ้าชายโตขึ้นจนฟังนิทานรู้เรื่อง  ข้าพเจ้าจะเข้ามาที่นี่ทุกวันเพื่อเล่านิทานให้เจ้าชายฟัง   นิทานของขวัญนี้มีค่ามากกว่าเรื่องเล่าปกติ เพราะจะเป็นเครื่องบ่มเพาะปัญญาที่ไม่มีวันสึกหรอ ไม่ถูกโจรขโมย และจะเติบโตไปพร้อมกับสติปัญญาของเจ้าชายตราบชั่วชีวิต      

นิทานที่จะเล่ามีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเฟ้อฝัน ที่จะสอดแทรกคุณธรรมความดี ที่จะทำให้เจ้าชายน้อยเติบโต   ด้วยความฉลาดรอบรู้  ใช้ปัญญาอย่างเป็นธรรม  รู้ทันเล่ห์เพทุบายของคนร้ายคนพาล  

เมื่อถึงวันที่เจ้าชายได้เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดด   ท่านจะเป็นหัวหน้าชาวอาหรับที่มีความสามารถสูง  ยุติธรรม มีความเมตตากรุณา  ดูแลประชาชนทั่วแดนอารเบียให้มีความสุขสมบูรณ์  

ปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์ รักษาคำพูดของท่าน โดยเข้าไปพบเจ้าชายทุกวันตั้งแต่เจ้าชายเริ่มพูดได้  แล้วเล่านิทานจากทั่วโลก  เกี่ยวกับคนฉลาด และคนโง่  คนซื่อสัตย์และคดโกง  คนมั่งมีและยากจน  ความสมหวังและผิดหวัง  ความทุกข์และความสุข  ตลอดจนกลอุบายเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์  จนเจ้าชายมีความรอบรู้ผ่านนิทานหลายร้อยเรื่อง 

ต่อมาช่วงพ.ศ. 1329-1352 เจ้าชาย ฮารูน ราชิดได้รับมอบตำเหน่งกาหลิบ เป็นกษัตริย์ครองนครแบกแดดสืบต่อจากพระบิดา     กษัตริย์ราชิดมีความสามารถสูงและยุติธรรม  ประชาชนมีความสุข ไม่มีคนอดอยากหิวโหย   ชาวอาหรับมีความเจริญก้าวหน้า   มีการส่งทูตไปเมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง   มีการพัฒนานิทานเรื่องอาหรับราตรี 1001 เรื่อง จากนิทานโบราณของอินเดีย กรีซ อียิปต์ จีน ยิว  โดยได้บันดาลใจจากของขวัญมือเปล่าของปราชญ์ เอบิ มีเฮลล์

นิทานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในสายตาของนักปราชญ์โบราณนั้น “นิทาน” ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพสูงในการหล่อหลอมจิตใจมนุษย์ โดยมีประโยชน์หลักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสนุกสนานดังนี้:

1. การสร้างห้องทดลองเสมือนจริง (The Virtual Laboratory)   สำหรับเจ้าชายที่เติบโตในรั้ววัง นิทานของปราชญ์เอบิ มีเฮล เปรียบเสมือนห้องจำลองสถานการณ์ (Simulation) ให้เจ้าชายได้เรียนรู้เรื่องราวของพ่อค้าที่ถูกโกง นายพลที่ตัดสินใจผิดพลาด หรือกษัตริย์ที่ลุ่มหลงในอำนาจ นิทานช่วยให้ผู้ฟังได้ “ลองผิดลองถูก” ผ่านตัวละคร ทำให้เกิดประสบการณ์ล่วงหน้าโดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจริง

2. การปลูกฝังคุณธรรมผ่านภาพจำ (Ethical Imagery)  เนื่องจากคำสั่งสอนตรง ๆ มักถูกต่อต้านหรือลืมเลือนได้ง่าย แต่นิทานจะเปลี่ยน “คำสอน” ให้เป็น “ภาพ” เมื่อปราชญ์เล่าเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับฝูงแกะ ภาพของความเจ้าเล่ห์และการระแวดระวังจะประทับอยู่ในใจเจ้าชาย เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้นำ ท่านจะไม่เพียงแค่จำได้ว่าต้อง “ระวังคนพาล” แต่ท่านจะ “มองเห็น” พฤติกรรมเหล่านั้นผ่านภาพจำจากนิทาน

3. สะพานเชื่อมความเห็นอกเห็นใจ (The Bridge of Empathy)   หัวใจของการปกครองคือความเข้าใจราษฎร นิทานช่วยให้เจ้าชายฮารูน  ก้าวข้ามกำแพงวังออกไปสัมผัสความทุกข์ยากของชาวนา ความหวังของหญิงม่าย หรือความฝันของเด็กกำพร้า     การ “สวมรอย” เป็นตัวละครในนิทานคือการฝึกฝน ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมในเวลาต่อมา

4. คลังอาวุธทางความคิด (Cognitive Toolset)  นิทานแต่ละเรื่องคือบทเรียนการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ปราชญ์เอบิ มีเฮล มักทิ้งปมปัญหาไว้ให้เจ้าชายคิดต่อว่า “ถ้าท่านเป็นตัวละครนั้น ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร?” กระบวนการนี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และการมองโลกหลายมิติ

เจ้าชายฮารูน อัล-ราชิด ได้เติบโตขึ้นเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นำพากรุงแบกแดดเข้าสู่ยุคทองแห่งวิทยาการและวรรณกรรม     พิสูจน์ให้เห็นว่า “ของขวัญมือเปล่า” ของปราชญ์เอบิ มีเฮล นั้นทรงพลังเพียงใด เพราะในขณะที่ทองคำอาจถูกใช้หมดไป แต่นิทานและบทเรียนที่ได้รับกลับกลายเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตและแผนที่ในการปกครองแผ่นดิน

การกระทำของปราชญ์ เอบิ มีเฮล  เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น  (ธัมมเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การมอบนิทานให้แก่ใครสักคน คือการมอบ “ปัญญา” ที่จะติดตัวเขาไปตลอดกาล”

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณอายุราว 1,000 ปี ของชาวอาหรับตะวันออกกลาง  เรื่อง The Empty -Handed Gift   

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ตะแกรงสามชั้นของโสเครตีส

วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปี มาแล้ว ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ขณะที่โสเครตีส นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังเดินพักผ่อนอยู่ ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นเต้น

“ท่านโสเครตีส! ท่านรู้ไหมว่า ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องอะไรเกี่ยวกับเพื่อนของท่านมา?” ชายคนนั้นร้องบอก

โสเครตีสหยุดเดิน แล้วหันมามองชายผู้นั้นด้วยความสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช้าก่อน  ก่อนที่จะเล่าเรื่องนั้นให้ข้าฟัง ข้าอยากให้ท่านลองตอบคำถามเล็ก ๆ ที่ข้าเรียกว่า ‘บททดสอบตะแกรงสามชั้น’ เสียก่อน”

“ตะแกรงสามชั้นงั้นหรือ?” ชายคนนั้นถามด้วยความสงสัย

ตะแกรงชั้นที่ 1: ความจริง (Truth)

โสเครตีสเอ่ยถามว่า “เรื่องที่ท่านกำลังจะเล่านั้น ท่านแน่ใจอย่างเต็มร้อยหรือไม่ว่าเป็น เรื่องจริง?”

ชายคนนั้นอึกอักแล้วตอบว่า “เอ่อ… เปล่าหรอกข้าก็แค่ได้ยินคนเขาพูดกันมาอีกทีน่ะ”

“เอาละ” โสเครตีสกล่าว “แสดงว่าท่านก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันจริงหรือไม่”

ตะแกรงชั้นที่ 2: ความดี (Goodness)

โสเครตีสถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นลองมาดูตะแกรงชั้นที่สอง    เรื่องที่ท่านจะเล่าเกี่ยวกับเพื่อนของข้านั้น เป็น เรื่องที่ดี หรือไม่?”

“โอ้ ไม่เลยท่าน” ชายคนนั้นรีบตอบ “ในทางตรงกันข้าม มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะ  …”

“สรุปคือ” โสเครตีสขัดขึ้น “ท่านต้องการจะเล่าเรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับเพื่อนของข้า โดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

ตะแกรงชั้นที่ 3: ประโยชน์ (Usefulness)

โสเครตีสถามต่อ “เหลือตะแกรงชั้นสุดท้าย      เรื่องที่ท่านจะเล่านั้น มี ประโยชน์ ต่อตัวข้าหรือตัวท่านบ้างไหม?”

ชายคนนั้นนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ก็คง… ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ครับ”

โสเครตีสจึงยิ้มแล้วกล่าวสรุปว่า:

“ในเมื่อเรื่องที่ท่านจะเล่า ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่ เรื่องดี และไม่มี ประโยชน์ แล้วท่านจะเล่าให้ข้าฟังไปเพื่ออะไรกัน?”

ชายคนนั้นถึงกับนิ่งอึ้งและเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้คำสอนนี้กลายเป็นบทเรียนอมตะ   ที่เตือนสติคนทั้งหลาย   ให้รู้จักกลั่นกรองคำพูดและการรับข่าวสารตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน

การที่โสเครตีส ให้ความรู้ชายคนนั้น เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การทำบุญด้วยการสั่งสอน แสดงธรรม ให้ความรู้ ให้ปัญญา  ถ่ายทอดบทเรียน   เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง  แก่คนอื่น (ธัมมัสเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า  “ ก่อนจะพูดถึงใคร หรือเชื่อเรื่องอะไร ลองถามตัวเองดูว่าเรื่องนั้น 1.จริงไหม? 2.ดีไหม? และ3.มีประโยชน์หรือไม่? หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้ การนิ่งเสียอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

เรียบเรียงจากเรื่อง การทดสอบกรองสามชั้น  Three Filter Test  ซึ่งเล่าต่อกันมากว่าร้อยปีในยุโรปและอเมริกา  แต่ไม่พบหลักฐานจากเอกสารกรีกโบราณว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสาดสีตีไข่  หลายคนอาจกำลังรู้สึกท้อแท้เมื่อถูกตำหนิ ถูกนินทา หรือแม้แต่ถูกด่าทออย่างไม่เป็นธรรม จนเกิดคำถามในใจว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา?”

โบราณว่าไว้ “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” คำนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ เพราะคนเรานั้นต่างจิตต่างใจ    ความเห็นที่ไม่ตรงกันย่อมนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือเราจะรับมือกับ “ไฟ” ที่คนอื่นจุดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียวลุกลามกลายเป็นไฟไหม้ป่าในใจเรา

หากคิดว่าการถูกด่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ลองมองย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล ขนาดพระพุทธเจ้า ก็ยังทรงถูกด่าทอและกลั่นแกล้งอย่างหนักหน่วง แล้วประสาอะไรกับเราที่เป็นเพียงคนธรรมดา

1. พิจารณาด้วยสติ  (พรหมชาลสูตร)  ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จทางไกลร่วมกับคณะสงฆ์  มีพราหมณ์ชื่อ สุปปิยะ เดินตามหลังมา พร้อมกับกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มาตลอดทาง    ในขณะที่ลูกศิษย์ของเขากลับกล่าวสรรเสริญ    เมื่อภิกษุสงฆ์นำเรื่องนี้มาสนทนา พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ไม่ให้โกรธเมื่อมีคนด่า และไม่ให้เหลิงเมื่อมีคนชม แต่ให้ชี้แจงตามความเป็นจริง   “หากสิ่งที่เขาด่าติเตียนเป็นเรื่องจริง ก็จงนำมาแก้ไขปรับปรุง แต่ถ้าไม่จริงก็ให้ชี้แจงด้วยเหตุผลความจริง ไม่ใช่ชี้แจงด้วยอารมณ์โกรธแค้น”

2. ของขวัญที่ไม่รับ (อักโกสกสูตร) เนื่องจาก อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ โกรธแค้นที่เพื่อนของตนหนีไปออกบวชในสำนักพระพุทธเจ้า   จึงไปยืนด่าทอด้วยคำหยาบคายรุนแรง ว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนเลวทรามต่ำช้า   แต่พระพุทธองค์ทรงนิ่งสงบและถามสั้นๆ ว่า  ” ถ้าท่านเอาของขวัญไปให้ญาติ แล้วญาติไม่รับ ของขวัญนั้นจะตกเป็นของใคร?”   เมื่อพราหมณ์ตอบว่าของขวัญย่อมเป็นของผู้ให้ตามเดิม  พระองค์จึงตรัสว่า  “เช่นเดียวกัน    ถ้าท่านด่าเราแต่เราไม่รับคำด่าของท่าน  ท่านโกรธเราแต่เราไม่โกรธตอบ   คำด่านั้นนั้นย่อมกลับคืนไปสู่ตัวท่านเอง”

3. นิ่งสงบความเคลื่อนไหว  นางมาคันทิยา ซึ่งต่อมาเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงโกสัมพี  มีความแค้นพระพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว เพราะพระพุทธเจ้าเคยทรงปฏิเสธที่จะรับนางมาเป็นชายา  เพราะนางรู้สึกว่าถูกพระพุทธเจ้าทรงเหยียดหยามดูหมิ่นอย่างรุนแรง  จึงจ้างพวกนักเลงมาด่าพระพุทธเจ้า  เพื่อบีบให้พระองค์ออกจากกรุงโกสัมพี ด้วยคำด่า 10 ประการ  (อักโกสวัตถุ 10)   เปรียบเทียบพระองค์เป็นสัตว์ต่างๆ  และแช่งให้ไปลงนรก 

เมื่อพระอานนท์ทนไม่ไหวและชวนให้พระพุทธเจ้าหนีไปเมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เผชิญหน้ากับปัญหาไม่หนีไปไหน  เหตุเกิดที่ไหนต้องดับที่นั่น  “เราต้องอดทนต่อคำล่วงเกิน เหมือนช้างที่อดทนต่อลูกศรที่ยิงมาทุกทิศในสงคราม   การหนีไปเมืองอื่นนั้น ไม่ช่วยอะไร   เพราะถ้าเมืองนั้นเขาด่าอีก เราจะทำอย่างไร จะหนีไปไหนต่อ?  เรื่องราวเกิดขึ้นที่ไหน ต้องให้สงบลงที่นั่นก่อน แล้วจึงค่อยไปที่อื่น”

พระองค์ไม่โต้ตอบนางมาคันทิยาด้วยคำด่าหรือแก้ตัว   แต่ทรงใช้ความอดทน(ขันติ) ความวางเฉย(อุเบกขา)และความเมตตา  โดยทรงกล่าวว่า “เราจักอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน ดังช้างอดทนต่อลูกศรที่ตกมาจากคันธนูในสงคราม เพราะคนจำนวนมากเป็นผู้ไม่มีศีล)” 

ในที่สุด เมื่อไม่มีการโต้ตอบจากพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก คนที่รับจ้างด่าก็เหนื่อยและเลิกราไปเอง ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ ย่อมจะสงบลงเองภายใน 7 วัน”

เรื่องนี้ตรงกับ เรื่องการทำความดีด้วยการแสดงธรรม สั่งสอน  ( ธัมมเทศนามัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ โดยพระพุทธเจ้า  ทรงใช้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส” ในการสั่งสอนธรรมะ ทั้งแก่พระอานนท์ เหล่าภิกษุ และแม้แต่ตัวผู้ที่มาด่าทอเอง เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เห็นทางสว่างและเข้าใจวิธีการดับทุกข์ในใจ

เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก   พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่มที่ 9 (พรหมชาลสูตร)   พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ 15 (อักโกสกสูตร)   และ   พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่มที่ 25 (มาคันทิยา)         

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เวนิสวาณิช…สัญญาเลือด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เวนิสวาณิช...สัญญาเลือด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เวนิสวาณิช…สัญญาเลือด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมานี้ ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคูคลองและพ่อค้าผู้มั่งคั่ง   มีพ่อค้าผู้ใจดีชาวอิตาเลียนคนหนึ่งนามว่า อันโตนิโอ เขาเป็นที่รักของทุกคนเพราะความโอบอ้อมอารี

วันหนึ่ง บัสสานิโอ เพื่อนสนิทของอันโตนิโบ มาขอความช่วยเหลือเพราะต้องการเงินไปสู่ขอหญิงสาวที่ตนรัก แต่อันโตนิโอไม่มีเงินสดติดตัวเลย ในขณะนั้นเพราะทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขา อยู่บนเรือสินค้าที่กำลังล่องอยู่ในมหาสมุทร

ด้วยความรักเพื่อน อันโตนิโอจึงอาสาไปกู้เงินจาก ไชล็อก เศรษฐีเงินกู้ชาวยิว  ผู้มีจิตใจคับแคบ ไชล็อกนั้นไม่ชอบอันโตนิโอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงแกล้งเสนอเงื่อนไขประหลาดขึ้นมาว่า

“ข้าจะให้เจ้ายืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่เหรียญเดียว… แต่มีข้อแม้ว่า หากเจ้าคืนเงินไม่ทันตามกำหนด เจ้าจะต้องยอมให้ข้าตัดเนื้อจากร่างกายของเจ้าหนักหนึ่งปอนด์ เพื่อเป็นการทำขวัญ”

อันโตนิโอเชื่อว่าเรือสินค้าของเขาจะกลับมาทันเวลา จึงยอมเซ็นสัญญาที่มีชื่อว่า “สัญญาหน้าเลือด” ไปโดยไม่ลังเล

โชคร้ายมาเยือน เมื่อเรือสินค้าของอันโตนิโอได้ล่มลงกลางทะเล เขาจึงไม่มีเงินมาคืนไชล็อกตามกำหนด ไชล็อกผู้ใจดำจึงรีบนำเรื่องขึ้นสู่ศาลทันที เขาไม่ต้องการเงินคืน แต่ต้องการ “เนื้อ” ของอันโตนิโอเพื่อเป็นการแก้แค้น

ชาวเมืองต่างพากันตกใจและเวทนาอันโตนิโอ แต่กฎหมายของเมืองเวนิสนั้นศักดิ์สิทธิ์มาก หากสัญญาเขียนไว้เช่นไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น

ในขณะที่อันโตนิโอกำลังจะถูกคมมีดของไชล็อกเชือดเฉือน  “พอร์เชีย” หญิงสาวผู้ชาญฉลาด ซึ่งเป็นคนรักของบัสสานิโอ   ได้ปลอมตัวเป็นทนายหนุ่มเข้ามาช่วยว่าความ เธอเริ่มต้นด้วยการขอความเมตตาจากไชล็อก แต่ไชล็อกปฏิเสธและยืนยันจะเอาเนื้อให้ได้

พอร์เชียจึงกล่าวต่อหน้าศาลว่า:

1.             สัญญานี้เป็นธรรม: ไชล็อกมีสิทธิ์ตัดเนื้อหนึ่งปอนด์ตามที่ระบุไว้

2.             แต่ต้องทำตามตัวอักษร: ในสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่า “เนื้อหนึ่งปอนด์” แต่ไม่ได้ระบุถึง “เลือด” แม้แต่หยดเดียว

เธอกล่าวประกาศก้องว่า:

“เชิญท่านตัดเนื้อไปเถิด! แต่หากท่านทำเลือดของอันโตนิโอตก  แม้เพียงหยดเดียว หรือตัดเนื้อเกินหรือขาดไปแม้เพียงนิด ท่านจะถือว่าละเมิดกฎหมายของเมืองเวนิส  และต้องถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดทันที!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ไชล็อกก็ถึงกับหน้าถอดสี เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถตัดเนื้อคนออกมาโดยไม่ให้มีเลือดไหลได้ เขาจึงยอมแพ้และเดินจากไปในที่สุด อันโตนิโอจึงรอดพ้นจากความตายมาได้ด้วยความเฉลียวฉลาดของพอร์เชีย

การกระทำของพอร์เชีย เป็นการกระทำความดี ในฐานะการอธิบายชี้แจงให้ความรู้ด้านกฎหมาย ในข้อ ธัมมัสเทศนามัย ของบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  สติปัญญาคืออาวุธ ในสถานการณ์ที่มืดแปดด้าน การใช้สติปัญญาไตร่ตรองจะช่วยให้พบทางออกเสมอ

เรียบเรียงจากวรรณคดีอังกฤษ เรื่อง เวนิสวาณิช  The Marchant of Venice แต่งโดย  วิลเลียม  เชกสเปียร์ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง แปลเป็นภาษาไทย

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation