บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนบนเรือต่างใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้น ไม่ได้มีแค่คลื่นลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังมี “โขดหินโสโครก” ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ หากเรือชนหินเข้าไปก็อาจอับปางโดยไม่รู้ตัว

ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก เคยเตือนไว้ ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”   “Rovering to Success”ว่า โขดหินเหล่านี้เปรียบเหมือน “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า” ที่เราต้องระวังในการคบหา

1.คนหยิ่งยโส…..คือคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น เหมือนยืนบนยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างดูแคลน พวกเขาหลงในยศตำแหน่งและฐานะ แต่ขาดหัวใจแห่งความเป็นพี่น้อง จงระลึกเสมอว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสะพานสู่มิตรภาพที่แท้จริง

2.คนอวดรู้   เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเกิน พูดได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำกลับหายตัวไป เหมือนเรือที่มีเสียงดังแต่ไร้พลังขับเคลื่อน   เรื่องนี้สอนว่า  การกระทำสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู

3.คนมักใหญ่ใฝ่สูง  เป็นคนที่พร้อมเหยียบไหล่เพื่อนเพื่อปีนขึ้นไปสูงกว่า เหมือนนักปีนเขาที่ไม่สนใจใครนอกจากตนเอง   ดังนั้น ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว

4.คนเอาแต่ได้  เป็นคนที่ชอบชุบมือเปิบจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ฉลาดหาช่องทางผลประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดเสียสละเพื่อส่วนรวม     ต้องระลึกเสมอว่า การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง

5.นักจูงใจเจ้าเล่ห์   คือคนที่ใช้คำพูดสละสลวยเพื่อหลอกล่อ เหมือนงูที่ซ่อนพิษไว้ในถ้อยคำ พวกเขาอาจทำให้เราหลงเชื่อโดยไม่ทันระวัง  ดังนั้น จงฟังหูไว้หู และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อสิ่งใด

โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวขึ้นในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงเป็นผู้พายเรือของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเรือชีวิตของเราจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างามและปลอดภัย

การอ่าน หนังสือที่มีประโยชน์ของเบเดน โพเอล เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมสวนมัย)   ที่สอนให้ระวัง รับมือกับคนไม่ดี 5 ประเภท   ให้ใช้สติพิจารณาคำชักจูงที่สวยหรูแต่อาจแฝงด้วยพิษร้าย  จงฟังหูไว้หู  อย่าหลงเชื่อคนโกง อย่าปลงใจเชื่ออะไรโดยง่าย  ต้องตรวจสอบจ้อมูลข่าวสาร หรือหลักธรรมด้วยสติ  ไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองอย่างรอบคอบ  แยกสิ่งผิดออกจากสิ่งถูกให้ดีเสียก่อน 

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จะหาผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองและข้าราชการ ที่มีความซื่อสัตย์รักแผ่นดิน รักประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันอย่างแท้จริง ยากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทร

แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ที่ประชาชนคนไทยไม่น้อย ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจ และการใช้ดุลยพินิจ โดยไม่คำนึงถึงพระราชดำรัสองค์พระประมุขที่ผ่านๆ มาและองค์ปัจจุบัน ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรและทรงอุทิศเวลา และแรงกาย ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อความอยู่ดีกินดี ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ใช้สิทธิและหน้าที่ ที่ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามา โดยไม่เฉลียวใจว่าบางคนนี้เลวกว่าโจรอีก เพราะโจรจะปล้นผู้คนได้ครั้งละไม่กี่คน แต่พวกนักการเมืองเวลาได้อำนาจมา ก็โกงกินประชาชนทั้งประเทศขายชาติ ขายแผ่นดิน

พิจารณาแต่อดีต 20-25 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท โดยมหาโจร George Soros และพรรคพวก รวมทั้งผู้บริหารประเทศ ที่เปิดประตูหน้าต่างให้เข้ามาปล้น สร้างความวิบัติให้แก่เศรษฐกิจไทย ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว สังคม และความมั่นคงของชาติเงินคลังของรัฐแทบไม่มีเหลือ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ8,000 ล้านเหรียญเท่านั้น จึงต้องไปกู้ IMF

IMF เขาก็ให้เงินยืมจำนวนหนึ่ง พอๆ กับค่าสร้างสนามบินคันไซที่ประเทศญี่ปุ่น และเขาให้ฝ่ายไทย ทำหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลยุคของพลเอกชวลิต ทำไปได้ประมาณ 2 ฉบับ มารัฐบาลคุณชวน ซึ่งเป็นคณะบริหาร ชุดนี้เสนอทำอย่างเสียเปรียบมากมาย ทั้งๆ ที่เราเอาเงินเขามาไม่เท่าไหร่ เท่าที่พอจำได้ ได้มีการประท้วงและต่อต้าน ถาม IFM โดยผู้นำสหภาพต่างๆ ว่าทำไมเอาเปรียบไทยมากอย่างนี้ IMF ตอบมาว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้แสดงเจตจำนงมาเอง ที่ฝ่ายไทยเสนอไป จนมีผู้คนคัดค้าน เพราะผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ขายทรัพย์สินของชาติ หรือการเปิดเสรีการค้าต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของตนเอง นอกจากนั้นแล้ว มีการออกกฎหมายได้แปรรูป ทรัพย์สินของแผ่นดินที่มีความสำคัญต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปตท. ซึ่งต่อมารัฐบาลทักษิณ เป็นผู้แปรรูป ปรากฏว่า หุ้นที่เอาออกมาขาย เป็นของรัฐ นักการเมืองบางคนที่มีเงินเข้าถือหุ้นไว้จนทุกวันนี้ คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงมาตลอดหลายสิบปี ก็เพราะมันไม่ใช่ของรัฐเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ

ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เขาได้ทำงานให้ประชาชนเข้ามาว่าทำงานเป็นทีม แต่ละคนเล่นแต่ละบท เช่น นายกรัฐมนตรี เล่นเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต คุณธารินทร์ เล่นเป็นคนที่เก่งทางด้านการเงินการคลัง คุณศุภชัย เล่นเป็นซุปเปอร์ทางการค้า และมีคนอื่นๆ อีก ดูเป็นที่น่าเคารพเชื่อถือของผู้ไม่ทราบความเป็นจริง

ที่เลวร้ายอีกอย่าง คือการออกกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า กฎหมาย 11 ฉบับ หรือถ้าจะใช้ชื่อหลอกลวง บางคนเค้าก็เรียกว่า กลุ่มกฎหมายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อ่านดูแล้ว แทบจะเป็นกฎหมายที่ทำร้ายคนไทยของประเทศ

มาถึงรัฐบาลอนุทิน ก็เป็นที่พึ่งให้ประชาชนไม่ได้เลย ตั้งแต่การยกเลิก MOU 43-44ซึ่งมันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ และเก็บไว้ไทยก็จะเสียเปรียบ และวิบัติ แต่ก็ต้องเก็บไว้ แน่นอนมันมีคนเลวๆ อยู่เบื้องหลังการดึงเรื่องนี้ไว้ เรื่องการกักตุนขึ้นราคาน้ำมัน ก็จะจัดการกับใครไม่ได้ หรือคนในรัฐบาลทำเองในการหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน ขนาดที่ดินที่ ร.5 พระราชทานแก่ประชาชนทั่วไป ยังคิดจะเอาไว้เป็นของตน ศาลตัดสินให้คืน รัฐยังไม่คืนแล้วจะเป็นรัฐบาล ใครยอมก็เสียสติแล้ว

ปัญหาภาคใต้ นับสิบรัฐบาลแล้วแก้ไม่ได้ แค่ให้ความสุขสงบ มีความอยู่ดีกินดีต่อไปได้ ก็อย่าเป็นรัฐบาลเลย

คนไทยยอมรับกับสิ่งที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองผู้มีอำนาจ ทำอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็ควรเป็นบุคคลชั้น 2 ในประเทศของตนเอง คนที่เข้ามา ยึดประเทศไทย เขาไม่เผาวัด ตึกรามบ้านช่องอย่างอยุธยา แต่เก็บคนไทยไว้เป็นทาสดีกว่า

อัมรินทร์ คอมันตร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว  ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี  (B.P.) ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ได้ให้คำเตือนในการสร้างชาติและการสร้างตน  ที่เปรียบเสมือน “แสงเทียนส่องทาง” ไว้ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ Rovering to Success” ถึงกลุ่มบุคคลประเภทหนึ่ง ที่มีอันตรายอย่างยิ่งต่อความสงบสุขของบ้านเมือง ที่ท่านเรียกว่า  “มนุษย์ไม้กระดก” หรือ  “The See-saws”

ธรรมชาติของ “ไม้กระดก” ที่เด็กเล่น   คือการทำให้เกิดการโยกเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง  กลับไปกลับมา   เมื่อฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งก็ต้องลง     ท่าน บีพี เปรียบเทียบสิ่งนี้กับกลุ่ม นักปลุกระดม หรือนักปลุกม๊อบหัวรุนแรง (Extremists) ที่มีนิสัยเหมือน  “หมาจิ้งจอก”   เจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกง ที่คอยปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน

คนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ แต่ถนัดในการ “สร้างสถานการณ์” เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  สร้างม๊อบ  วุ่นวาย  เดินขบวน หยุดงาน   ยึดสนามบิน  ก่อจลาจล  และพยายามงัดข้อกับระบบระเบียบของสังคม โดยเฉพาะการจ้องโจมตีและต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและหลักความมั่นคงของชาติ

เพื่อขยายความให้เห็นภาพชัดเจน ท่าน บีพี  ได้อ้างถึงหนังสือเรื่อง “Enchanter’s Nightshade” หรือ “ยาพิษของผู้วิเศษ”   ของ J.B. Morton ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการต้นไม้พิษที่นักปลุกระดมใช้ล่อลวงคน

พวกนักปลุกระดมมักจะทำตัวเป็นผู้วิเศษ คอยปรุงแต่ง “ความโกรธแค้น” และ “ความอิจฉาริษยา” ของผลไม้มีพิษ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดูหอมหวาน  ป้อนข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบ จนเกิดความเกลียดชังในระบบและผู้ปกครอง  เมื่อผู้คนดื่ม “ยาพิษ” นี้เข้าไป จะทำให้สติสัมปชัญญะมืดบอด และกลายเป็นคนบน “ไม้กระดก” ที่นักปลุกระดมคอยปลุกปั่น กำกับการขึ้นลงของไม้กระดก ตามใจชอบ

ท่าน บีพี เตือนให้เหล่าเยาวชนและประชาชนมองให้ทะลุปรุโปร่งว่า นักปลุกระดมที่ทำตัวเหมือนหมาจิ้งจอกเหล่านั้น มักจะใช้คำพูดที่ดูเหมือนหวังดีต่อสังคม หรืออ้างเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ที่เกินขอบเขต   แต่ลึกๆ แล้วเป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ตนเอง  สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจบนซากปรักหักพังของรังเก่า

บีพี สอนว่า ความมั่นคงของบ้านเมืองเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ หากเรามัวแต่กระโดดโลดเต้นขึ้นลงตาม “ไม้กระดก” แห่งความขัดแย้ง   ที่พวกหมาจิ้งจอกสร้างขึ้น  ในไม่ช้าเราก็จะกลายเป็นฝ่ายผู้แพ้   ที่ตกไม้กระดกลงมาเจ็บตัว

คำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์ไม้กระดก   เป็นสิ่งมีประโยชน์ (ธัมมัสสวนมัย) ตามบุญกิริยา 10 ที่ควรเรียนรู้เพื่อนำมาเตือนสติและสร้างปัญญาให้ตนเอง  แล้วหาข้อมูล พิจารณาข้อเท็จจริง เลือกเฉพาะสิ่งดีนำไปปฏิบัติ  ด้วยสติปัญญาของตนเอง มิให้หลงกล ให้ถูกจูงจมูกไปในทางไม่สมควรโดยง่าย  

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า   “ต้องระวังยาพิษของผู้ปลุกระดมมวลชนที่แฝงตัวมาในรูปของคำพูดหรือการกระทำอันสวยหรู     จงรักษาใจให้หนักแน่นดุจภูเขา อย่าให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือให้ทำลายร ากแก้วของแผ่นดิน”

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กว่าสองพันปีมาแล้ว   ในสมัยพุทธกาล ที่เมืองโกสัมพี  ประเทศอินเดีย  มีวัดใหญ่แห่งหนึ่งที่พระสงฆ์อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก   ในวัดนั้นมีพระสงฆ์สำคัญอยู่สององค์ คือ พระวินัยธร ผู้เชี่ยวชาญพระวินัยและ พระธรรมธร ผู้เชี่ยวชาญพระธรรม

วันหนึ่ง  พระวินัยธรกับพระธรรมธร  เกิดข้อโต้แย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องน้ำในส้วม   แทนที่ทั้งสองฝ่ายจะสนทนากันด้วยเมตตา  กลับยึดความเห็นของตนเป็นใหญ่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน   แล้วศิษย์ของพระทั้งสองก็รวมกลุ่มเข้าข้างครูของตน

จากความเห็นต่าง ในเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นการโต้เถียง  แล้วลุกลามกลายเป็นความแตกแยกทะเลาะวิวาทถึงขั้น ไม่พูด ไม่มองหน้า และกล่าวโทษกันไปมา

เมื่อข่าวไปถึงพระพุทธเจ้า  พระองค์เสด็จมาห้ามปราม  โดยตรัสเตือนว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี, สมคฺคานํ ตโป สุโข.”   แปลว่า  “ความสามัคคีเป็นเหตุแห่งความเจริญ  ความแตกแยกเป็นเหตุแห่งความเสื่อม”

แต่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย กลับมัวแต่ยึดมั่นในความเห็นของตน  ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า   ไม่ยอมคืนดีกัน   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า  ทรงเตือนแล้วก็ไม่เป็นผล  พระองค์จึงเสด็จออกจากเมืองโกสัมพี ไปประทับยังเมืองอื่น

เมื่อชาวบ้านทราบข่าว ต่างตกใจและเสียใจยิ่งนัก  พวกเขาพูดกันว่า  “เราจะไม่สนับสนุน พระที่ทะเลาะกันแตกความสามัคคี”  แล้วชาวบ้าน ก็หยุดตักบาตร ไม่ถวายอาหาร ไม่อุปถัมภ์  พระสงฆ์ในกรุงโกสัมพีจึงลำบาก    ไม่ได้รับการสนับสนุนและความเคารพนับถือเหมือนแต่ก่อน

ในที่สุดพระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงได้สติ มองเห็นความผิดของตน   โดยรู้ว่า ความยึดมั่นในทิฐิ ทำลายทั้งตนเองและพระศาสนา  พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมใจกันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  ขอขมาด้วยใจสำนึกผิดอย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าทรงรับการขอขมาและทรงสอนว่า “วิสํวาทปฺปจฺจยา วินาสนฺติ” แปลว่า  “ การวิวาทขัดแย้งกันนำไปสู่ความพินาศ”

ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ในเมืองโกสัมพี  ก็คืนดีกันและอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ  รู้จักฟัง รู้จักอภัยและรักษาความสามัคคี

การที่พระวินัยธรและพระธรรมธร ที่เคยทะเลาะกัน ตั้งใจฟังสอนของ พระพุทธเจ้า  แล้วนำคำสอนมาปรับปรุงตัวจนกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นการทำความดี ตามบุญกิริยาวัตถุ จากการฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)

นิทานเรื่อง นี้สอนให้รู้ว่า:  “ หากไม่รีบระงับยับยั้งปัญหาเรื่องเล็กๆ  อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตได้”

เรียบเรียงจากโกสัมพิยสูตร ในพระไตรปิฏก  เล่มที่ 12  พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีขุนศึกยอดฝีมือนามว่า “พระยาโกษา” ท่านเป็นนักรบผู้รักชาติ  ที่นำทัพออกสู้ศึกเพื่อปกป้องบ้านเมืองมาหลายครา แต่ในช่วงหลังมานี้ กองทหารของท่านพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้ง จนไพร่พลระส่ำระสาย ตัวท่านเองต้องตีฝ่าวงล้อมศัตรูหนีมาเพียงลำพัง

พระยาโกษาแอบมาอาศัยหลบภัยอยู่คนเดียว   ในซากปรักพังของ ศาลาวัดร้าง แห่งหนึ่งกลางป่าลึก     ในใจนั้นเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง  สูญเสียความมั่นใจ และคิดที่จะทิ้งความทะเยอทะยานที่จะกู้แผ่นดิน เพราะมองไม่เห็นหนทางที่จะกลับมาเอาชนะได้เลย ท่านวางดาบลงข้างกายแล้วถอนหายใจพลางคิดว่า “เราคงไร้วาสนาจะรักษาบ้านเมืองเสียแล้ว สู้ไปกี่ครั้งก็แพ้พ่าย หรือนี่จะเป็นจุดจบของข้า”

ขณะที่ท่านนอนพิงเสาศาลาวัด  ด้วยความเหนื่อยล้า สายตาเหม่อมองขึ้นไปบนขื่อไม้เก่าๆ แล้วมองเห็น แมงมุมตัวหนึ่งขนาดเล็กนิดเดียว กำลังพยายามปีนเสาขึ้นไปพ่นใยเพื่อทำสะพานใยแมงมุมคอยดักเหยื่อ จากคานหนึ่งไปอีกคานหนึ่ง

•           ครั้งที่หนึ่ง: แมงมุมโหนตัวลงมา แต่ลมพัดแรงทำให้ใยขาด  แมงมุมตกลงพื้น

•           ครั้งที่สองและสาม: แมงมุมตะเกียกตะกายไต่เสากลับขึ้นไปใหม่ แล้วกระโดดอีกครั้ง แต่ก็ยังไปไม่ถึงฝั่ง

•           จนถึงครั้งที่ห้าสิบ  ….ครั้งที่เก้าสิบเก้า : แมงมุมตัวนั้นก็ยังถักใยไม่สำเร็จ มันตกลงมานอนนิ่งนานจนพระยาโกษานึกว่าคงเจ็บจนตาย หรือไม่ก็คงถอดใจไปแล้ว

พระยาโกษาเปรยกับตัวเองว่า “เจ้าสัตว์ตัวจ้อย ขนาดเจ้ามี 8 ขา เจ้ายังทำไม่สำเร็จเลย ก็คงเหมือนกับข้ามีเพียง 2 ขา ที่พ่ายศึกมา 6 ครั้งเห็นทีต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา”

แต่แล้วพระยาโกษา ก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นขาเล็กๆ ของแมงมุมเริ่มขยับอีกครั้ง! แมงมุมน้อยค่อยๆ ไต่กลับขึ้นไปบนขื่อสูงเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย    มันหยุดพักสูดลมหายใจ  แล้วตัดสินใจกระโจนออกไปสุดตัว

ฉับพลันนั้น! ใยแมงมุมเส้นบางๆ ก็เกาะขื่ออีกด้านได้สำเร็จ แมงมุมค่อยๆ ไต่ข้ามเส้นใยนั้นไปอย่างมั่นคง   แล้วเริ่มสานใยแมงมุมที่แข็งแรงต่อไปทันที

เมื่อเห็นความพยายามอย่างไม่ลดละของแมงมุม พระยาโกษาเกิดความละอายใจและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นทันที ท่านหยิบดาบคู่ใจขึ้นมาถือไว้มั่นแล้วประกาศว่า:

“แมงมุมตัวนิดเดียวที่ไม่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์  ยังมีใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ ถึงร้อยครั้ง     แล้วข้าเป็นถึงขุนศึกผู้นำทัพ เป็นชายชาตรี จะมายอมท้อถอยเพียงเพราะความพ่ายแพ้แค่ไม่กี่ครั้งได้อย่างไร!”

พระยาโกษาจึงเกิความฮึกเหิมอีกครั้ง   ท่านใช้ศาลาวัดร้างแห่งนั้นเป็นจุดรวมไพร่พล ส่งสัญญาณเรียกทหารที่กระจัดกระจายให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ด้วยใจที่สู้ไม่ถอยเหมือนแมงมุมตัวนั้น ในที่สุดท่านก็นำทัพจนได้ชัยขนะ   ขับไล่อริราชศัตรูออกจากผืนแผ่นดินไทยได้สำเร็จ

การกระทำของพระยาโกษาในครั้งนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ดี  (ธัมมัสสวนมัย)  เพราะได้เรียนรู้เรื่องความพยายามจากแมงมุม   เก็บความรู้จากธรรมชาติและเหตุการณ์รอบตัวแล้วนำมาเป็นบทเรียนเตือนใจ   คล้ายฟังธรรมะที่ทำให้ตาสว่าง ปลดเปลื้องความทุกข์ที่เกาะกินใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   “ ความพยายามเป็นกุญแจเปิดประตูทุกบาน  เปรียบได้กับกำแพงสูงที่สุดก็ไม่อาจกั้นการขุดรูของมดตัวเล็กนิดเดียวได้”   “ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แม้จะล้มสักกี่ครั้ง หากยังลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ ชัยชนะก็จะเป็นของเราในสักวัน”   “ความล้มเหลว เก้าสิบเก้า ครั้งมิใช่ความพ่ายแพ้หรือจุดจบ เด็ดขาด    แต่เป็นการฝึกฝนเพื่ออาจมีชัยชนะในครั้งที่ หนึ่งร้อย”  

เรียบเรียงจากนิทานสกอตแลนด์   เรื่อง แมงมุมของกษัตริย์โรเบิร์ต บรูซ (Robert the Bruce and the Spider)  และนิทานเปอร์เชีย อายุราว 700 ปี  เรื่องกษัตริย์ตีมูร์กับมด (Timur and the Ant) ที่สอนเรื่องความเพียรพยายาม

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ในโลกที่วิทยาการก้าวล้ำไปไกลถึงขั้นที่เตรียมจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกยุคสมัยยังคงต้องเผชิญและหนีไม่พ้น นั่นคือ “ความตาย” ซึ่งเป็นบาดแผลทางใจที่ลึกล้ำและเยียวยายากที่สุดเสมอ

ท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมปัจจุบัน    มีคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความตายเมื่อกว่า  2,500 ปีก่อนที่ยังคงใช้ได้จริงถึงในปัจจุบัน    คำสอนดังกล่าว ถูกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของหญิงที่ชื่อ “กีสาโคตมี”

“กีสาโคตมี” คือหญิงชาวเมืองสาวัตถี สมัยพุทธกาล ที่ต้องสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ความรักที่มีต่อลูกทำให้นางไม่อาจยอมรับความจริงได้ นางอุ้มศพลูกที่เริ่มเน่าเปื่อยออกเดินไปทั่วเมือง เพื่อขอความช่วยเหลือให้ใครก็ได้ช่วยชุบชีวิตลูกของนางให้ฟื้นคืนมา 

นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยพระองค์มิได้ทรงปฏิเสธหรือสั่งสอนด้วยหลักธรรมที่เข้าใจยาก   แต่ทรงใช้ “กุศโลบาย” ที่ลุ่มลึก โดยตรัสให้นางไปหา “เมล็ดผักกาด” จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนมาทำยา

นางกีสาโคตมีมีความหวังอีกครั้ง นางเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในเมือง แต่ทุกบ้านกลับตอบเหมือนกันว่า: “เมล็ดผักกาดนั้นทุกบ้านมีอยู่ แต่ทุกบ้านของเราล้วนเคยมีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น “

การเดินเคาะประตูทุกบ้าน    ทำให้ความโศกเศร้าที่บังตาค่อยๆ จางหายไป นางกีสาโคตมีเริ่มตระหนักว่าความตายไม่ใช่เรื่องของนางคนเดียว แต่เป็น “กฎธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิต สุดท้ายนางจึงวางร่างลูกชายลงและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ จนกลายเป็นพระอรหันต์เถรีในที่สุด

บทเรียนล้ำค่าที่ ‘คนยุคใหม่’ ควรยึดถือจากกีสาโคตมีสูตร เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้:

1.ความตายคือ “ความเท่าเทียม” ที่แท้จริง: ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวย ล้นฟ้า มีอำนาจ หรือเป็นเพียงคนธรรมดา ทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือความแตกดับ

2.อนิจจังคือความจริงของโลก: ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีความเสื่อมและดับไป การทำใจยอมรับล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อวันนั้นมาถึง

3.การเรียนรู้ด้วยปัญญา: พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ทรงให้ “ลงมือทำ” เพื่อให้เห็นความจริงด้วยตนเอง การเผชิญหน้ากับความจริงคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

4.อย่ายึดติดจนลืมปัจจุบัน: การยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงนำมาซึ่งความทุกข์ล้นพ้น การเข้าใจความจริงจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของ “ปัจจุบันขณะ” มากขึ้น

เรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อการฟังธรรม (ธรรมสวนมัย)  การที่นางกีสาโคตรมี   เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอให้ชุบชีวิตลูก และยอมรับฟังคำแนะนำ (กุศโลบาย) ของพระองค์ จนนำไปสู่การพิจารณาความจริงของชีวิต ว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้อง “กล้าเผชิญหน้ากับความจริง”  เพราะหากเรายอมรับความจริงของชีวิตได้ ความทุกข์จะเบาบางลงเสมอ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ จดบันทึกความดีของผู้อื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ที่ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ หรือ เรเนสซองส์ (Renaissance) สมัยคริสตวรรษที่ 14-17 หรือสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งไม่มีเครื่องพิมพ์เอกสารหรือเครื่องถ่ายเอกสารเหมือนในปัจจุบัน มีชายคนหนึ่งนามว่า ลอเรนโซ (Lorenzo) เขาเป็น พนักงานคัดลอกเอกสารหรือ “อาลักษณ์” ผู้ต่ำต้อยที่ทำงานอยู่ในห้องสมุดเก่าๆ ของกรุงวาติกัน

                   ลอเรนโซไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีอำนาจ และไม่มีชื่อเสียงเหมือนจิตรกรเอกอย่างไมเคิลแองเจโล แต่เขามี “ดวงตาที่มองเห็นความดี” ทุกวันที่เขาเดินผ่านตลาดหรือจัตุรัสเมือง แทนที่จะบันทึกเพียงตัวเลขภาษีหรือโองการจากทางการ เขากลับใช้เวลาว่างจดบันทึกเรื่องราวเล็กๆ ที่คนมองข้ามลงในสมุดส่วนตัวที่ชื่อว่า “Il Diario della Gioia” (บันทึกแห่งความยินดี)

                   ในบันทึกของเขาไม่ได้เขียนถึงความสำเร็จของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงความยินดีต่อผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย)เช่น:

“วันนี้ข้าเห็นช่างปั้นดินเผาแบ่งปันน้ำดื่มให้คนพเนจร ข้ายินดีเหลือเกินที่หัวใจของเขางดงามยิ่งกว่าแจกันที่เขาปั้น”
“ขอร่วมอนุโมทนาในบุญของท่านหญิงผู้บริจาคผ้าไหมเพื่อทำเครื่องนุ่งห่มให้เด็กกำพร้า ความเมตตาของนางช่างเปล่งประกายกว่าอัญมณีบนคอ”

                   ลอเรนโซไม่ได้ทำความดีเหล่านั้นด้วยตัวเอง แต่เขารู้สึก “อิ่มเอม” และ “ยินดี” ประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้กระทำเอง เขารู้สึกว่าโลกนี้ช่างโชคดีที่มีคนดีๆ อยู่รอบตัว

                   วันเวลาผ่านไป ลอเรนโซเสียชีวิตลง สมุดบันทึกส่วนตัวของเขาถูกทิ้งไว้ในซอกชั้นหนังสือ จนกระทั่งเมีผู้ใหญ่ระดับสูงคนหนึ่งมาพบเข้า เมื่อได้อ่านถ้อยคำที่ลอเรนโซบรรจงเขียนด้วยลายมืออันวิจิตรและเต็มไปด้วยพลังแห่งการชื่นชมความดีของผู้อื่น เขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตา

                   ผู้ใหญ่ท่านนั้นสั่งให้คัดลอกบันทึกนี้และแจกจ่ายไปทั่วอิตาลี เรื่องราวความดีเล็กๆ ที่ลอเรนโซบันทึกไว้อย่างจริงใจ กลายเป็นตำนานของแผ่นดิน และเป็นกระจกสะท้อนให้ชาวเมืองเห็นว่า “การมองเห็นความดีของผู้อื่นและการร่วมยินดีนั้น เป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การให้ทานด้วยทรัพย์”

                   ผู้คนเริ่มหยุดริษยากัน เปลี่ยนจากการ  “จับผิด”  มาเป็นการ “จับดี” และร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของเพื่อนบ้านตามแบบอย่างในบันทึกของอาลักษณ์ ชื่อของลอเรนโซจึงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษสงคราม แต่ในฐานะ “ผู้รักษาแสงสว่างแห่งความดี” ผ่านการอนุโมทนาบุญนั่นเองครับ

                   เรียบเรียงจากเอกสารอิตาลี เรื่อง “บันทึกของอาลักษณ์” “Il Diario dell’Ammanuense” (The Scribe’s Diary) ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกสีฟ้าแห่งความสุข

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในบ้านไม้หลังเล็กชายป่า มีพี่น้องคู่หนึ่งชื่อ เก่ง กับ ก้อย ทั้งคู่เป็นลูกช่างไม้ที่ฐานะยากจน ในคืนก่อนวันปีใหม่ เก่งกับก้อยก็ได้แต่นั่งมองแสงไฟจากบ้านหลังใหญ่ฝั่งตรงข้าม

          ทันใดนั้น มีคุณยายใจดีคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น คุณยายบอกว่า “เด็กๆ จ๊ะ ช่วยยายหน่อยได้ไหม? หลานของยายกำลังป่วยหนัก เธอต้องการ นกสีฟ้าแฟ่งความสุข มาเป็นเพื่อน ถ้าเธอได้นกตัวนั้นมา เธอจะหายป่วยและมีความสุขทันที”

          คุณยายมอบ “แหวนวิเศษ” ให้เก่ง พร้อมบอกว่า “ถ้าหมุนแหวนนี้ จะได้ของวิเศษมาช่วยตามหานกสีฟ้าแห่งความสุข”

          เมื่อเก่งลองหมุนแหวนดู ทันใดนั้นเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น! เจ้าหมาขาวกับเจ้าแมวเหมียวที่บ้านก็ลุกขึ้นมาพูดได้ สิ่งของอย่างน้ำตาล ขนมปัง หรือแม้แต่ “แสงไฟ” ก็กลายเป็นเทวดาตัวน้อยๆ ที่พร้อมจะเดินทางไปช่วยเด็กๆ ตามหานกสีฟ้า

          พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนประหลาดมากมาย:

เมืองแห่งความหลัง: พวกเขาได้พบกับคุณปู่คุณย่าที่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านทั้งสองยิ้มให้และบอกว่า “ปู่กับย่าไม่ได้ไปไหนหรอก แค่หลานๆ คิดถึง ปู่กับย่าก็ดีใจแล้ว” เก่งเจอนกตัวหนึ่งดูเหมือนจะเป็นสีฟ้า แต่พอพ้นเขตเมืองนั้น นกก็กลับกลายเป็นสีดำเหมือนเดิม
ปราสาทแห่งความมืด: พวกเขาต้องใช้ความกล้าหาญเปิดประตูความกลัวเพื่อหานกสีฟ้า แต่สิ่งที่พบมีเพียงนกที่สวยงามแต่บอบบาง พอโดนแสงสว่างพวกมันก็หายไป เพราะมันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
เมืองแห่งอนาคต: ที่นี่มีเด็กๆ ที่ยังไม่ได้มาเกิด กำลังประดิษฐ์ของวิเศษเพื่อนำมาใช้บนโลกมนุษย์ ทุกคนบอกเก่งกับก้อยว่า “ความสุขคือการได้ทำประโยชน์ให้โลกใบนี้”

          เก่งและก้อยเดินทางไปจนสุดขอบฟ้า แต่ก็หานกสีฟ้าแห่งความสุขไม่เจอ ทั้งคู่กลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้าและเสียใจที่ช่วยคุณยายไม่ได้ “เราไปมาทุกที่แล้ว แต่ทำไมไม่เจอนกสีฟ้าตัวนั้นเลยนะ” ก้อยร้องไห้

          แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน เก่งมองไปที่กรงนกเขาธรรมดาๆ ที่เขากับก้อยคอยให้อาหารและน้ำทุกวัน… “ก้อย ดูนั่นสิ! นกของเรากลายเป็นสีฟ้าแล้ว!” เก่งตะโกนด้วยความดีใจ

          นกตัวนั้นดูสดใสและสวยงามกว่าวันไหนๆ เพราะพวกเขามองนกด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรัก

          ตอนนั้นเอง คุณยายเพื่อนบ้านเดินมาเคาะประตูพร้อมบอกว่าหลานสาวของเธอป่วยหนัก เก่งไม่รีรอเลย เขาอุ้มนกสีฟ้า ไปมอบให้คุณยายเพื่อรักษาอาการป่วยของหลานสาวทันที

          “ฉันอยากให้เธอหายป่วย ความสุขของฉันคือการเห็นเธอยิ้ม” เก่งกล่าว

          ต่อมาหลานสาวคุณยายก็หายป่วย  และได้ปล่อยนกสีฟ้าตัวนั้นให้เป็นอิสระบินเข้าป่าไป    เก่งกับก้อยไม่ได้รู้สึกสียดายนกสีฟ้าของตน  แต่กลับรู้สึกดีใจไปกับการหายป่วยของเพื่อน   โดย ทั้งเก่งกับก้อยรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนที่เก็บนกไว้เองในกรงเสียอีก พวกเขาได้เรียนรู้ว่า “ความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่อยู่ที่การมีจิตใจเมตตาอยากเห็นคนอื่นพ้นทุกข์และเห็นคนอื่นมีความสุขนั่นเอง”

          การกระทำในเรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ในเรื่องการที่เก่งกับก้อยร่วมยินดีกับการหายป่วยของหลานคุณยาย (ปัตตานุโมทนามัย)

ทำความเห็นให้ตรง ( ทิฏฐุชุกัมม์) เพราะทำให้เข้าใจความจริงของโลกและชีวิต เด็กทั้งสองได้เรียนรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่การไขว่คว้าหาจากภายนอกหรือดินแดนไกลโพ้น แต่เริ่มจากการเปลี่ยน “มุมมอง” ของตนเองเพื่อเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่แล้ว การปรับทัศนคติให้ถูกต้องว่าความสุขอยู่ที่ใจและสิ่งใกล้ตัว 

          นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การแบ่งปันและการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่น คือวิธีสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

          เรียบเรียงจากนิทานเบลเยี่ยมชื่อ The Blue Bird ของนักเขียนรางวัลโนเบลชื่อ เมเธอรลิงค์ (Maurice Maeterlinck) ซึ่งลอร์ด เบเดน โพเอลล์ นำไปเล่าต่อในหนังสือคู่มือลูกเสือ ชื่อ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ  Rovering to Success”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำใจหญิงลาว

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ มีเด็กสาวชาวลาวคนหนึ่งอายุ 14 ปี ชื่อว่า “คำแพง” เธอเป็นเด็กหญิงที่มีรอยยิ้มสดใส แข็งแรง ว่ายน้ำเก่ง และมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ

               อยู่มาวันหนึ่ง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส กลับมืดครึ้ม ฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนระดับน้ำในแม่น้ำโขง เริ่มสูงขึ้นและไหลเชี่ยวเสียงดัง ซ่า… ซ่า… ดูน่ากลัวมาก

               ที่เกาะเล็กกลางน้ำโขงแห่งหนึ่ง มีชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ยืนติดฝนติดเกาะอยู่ “.. น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงขนาดนี้ เราจะกลับบ้านได้อย่างไรกัน” คุณยายคนหนึ่งพูดด้วยเสียงเศร้า ๆ ทุกคนต่างส่ายหน้า เพราะกลัวว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจะพัดพาพวกเขาจมน้ำหายไป

               เมื่อคำแพงเดินมาเห็นเข้า เธอไม่ได้เดินหนีไป แต่กลับคิดในใจว่า “เราต้องช่วยพวกเขาให้ได้!”

               คำแพงรีบวิ่งไปหาเชือกเส้นหนาที่ยาวมาก ๆจากที่บ้าน เธอผูกปลายข้างหนึ่งไว้กับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงริมฝั่ง จากนั้นเธอก็รวบรวมความกล้า ว่ายน้ำที่เย็นเฉียบและไหลแรง โดยใช้มือจับเชือกไว้แน่น นำไปผูกกับต้นไม้บนเกาะ แล้วร้องเรียกชาวบ้าน

              “ไม่ต้องกลัวนะทุกคน! จับเชือกตามมาทีละคนนะ” เสียงของคำแพงดังกังวานสู้เสียงน้ำ 

              คำแพงช่วยพยุงคุณยาย ช่วยอุ้มเด็กตัวเล็ก ๆ และคอยประคองชาวบ้านให้เดินเกาะเชือกข้ามน้ำไปทีละกลุ่ม แม้ว่าขาของเธอจะเริ่มล้า และตัวจะเปียกปอนจนหนาวสั่น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของคนที่ข้ามไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย คำแพงก็มีกำลังใจฮึดสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็ง

              ในที่สุด ชาวบ้านทุกคนก็ข้ามแม่น้ำขึ้นตลิ่งแม่น้ำโขงฝั่งประเทศลาวไปได้สำเร็จ! เมื่อถึงฝั่ง ทุกคนต่างเข้ามาสวมกอดและขอบคุณคำแพง “ขอบใจมากนะคำแพง ถ้าไม่มีเจ้า พวกเราคงแย่แน่ ๆ” วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือให้คำแพงเพื่อชื่นชมความดี

              ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวความกล้าหาญและน้ำใจของเด็กหญิงคำแพงก็ถูกเล่าขานไปทั่วทั้งตำบล เด็ก ๆ ต่างยึดถือคำแพงเป็นต้นแบบ และเรียนรู้ว่า “ความดีที่ยิ่งใหญ่ คือการกล้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นในยามลำบากนั่นเอง”

              การที่ชาวบ้านจัดงานบายศรีผูกข้อมือ และเล่าขานถึงวีรกรรมของเด็กหญิงคำแพง ในการช่วยคนติดเกาะกลางน้ำเชี่ยวครั้งนั้น เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยา 10 ประการ ในหัวข้อการยินดีเมื่อเห็นคนอื่นทำดี  (ปัตตานุโมทนามัย)

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การเป็นคนเก่งอาจจะเป็นเรื่องดี แต่การเป็นคนที่มี “น้ำใจ” และ “ความเสียสละ” จะทำให้เราเป็นที่รักของทุกคนเหมือนคำแพง”

              เรียบเรียงจากนิทานลาว นางสาวกับแม่น้ำ  ນາງສາວກັບແມ່ນ້ຳ (Nang Sao Kab Mè Nam) The Girl and the River.

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลี บาบากับโจร 40 คน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศเปอร์เซีย มีสองพี่น้องชาวอาหรับชื่อ คาซิม และ อาลีบาบา ทั้งคู่มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน คาซิมผู้พี่แต่งงานกับเศรษฐินีใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ส่วนอาลีบาบาผู้น้องมีชีวิตสมถะ ยึดอาชีพตัดฟืนขายด้วยความขยันและซื่อสัตย์

                วันหนึ่งขณะที่อาลีบาบากำลังตัดฟืนอยู่ในป่า เขาเห็นกลุ่มโจร 40 คนควบม้ามาหยุดหน้าหน้าผาใหญ่ หัวหน้าโจรตะโกนรหัสลับว่า “เปิดออกเถิด…เซซามี!” ทันใดนั้นประตูหินก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทรัพย์สมบัติมหาศาล

                เมื่อพวกโจรจากไป อาลีบาบาจึงลองพูดตามอย่าง เมื่อประตูเปิดออก เขาตกตะลึงกับทองคำกองพะเนิน แต่ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์และรู้จักพอ เขาเลือกหยิบทองกลับไปเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีวิตและเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น

                เมื่อคาซิมรู้เรื่องเข้า ความโลภก็ครอบงำจิตใจ อยากได้ทองคำบ้าง  เขารีบเดินทางไปยังถ้ำพร้อมกับม้าหลายสิบตัวเพื่อขนสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตนคนเดียว เมื่อเข้าไปในถ้ำ โดยรหัสลับ เซซามี แต่คาซิมมัวตื่นเต้นกับความร่ำรวยจนลืมรหัสเปิดประตูขากลับ เขาจึงถูกขังอยู่ในถ้ำ จนพวกโจรจับได้และต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้าเพราะความโลภที่ไม่สิ้นสุด

                คาซิม ไม่ได้พลอยยินดีกับความร่ำรวยของอาลีบาบา (ไม่มีปัตตานุโมทนามัย ตามบุญกิริยา 10 ประการ) แต่กลับมีความริษยา และอยากได้สมบัติในถ้ำมาเป็นของตนเองคนเดียว ผลของการคิดร้ายของคาซิม ทำให้เขาถูกขังอยู่ในถ้ำออกมามาไม่ได้

                พวกโจร โกรธแค้นที่มีคนอื่นล่วงรู้ความลับ จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายน้ำมันพืชโอลีฟมาขอพักที่บ้านอาลีบาบา โดยจัดให้พวกโจร 39 คนแอบซ่อนตัวอยู่ในถัง 40 ถังโดยมีน้ำมันพืชจริงเพียงถังเดียว ส่วนหัวหน้าโจรปลอมตัวเป็นหัวหน้าพ่อค้าขายน้ำมันพืช รอจังหวะสังหารอาลีบาบาในตอนกลางคืน 

                แต่ ทาสหญิงของอาลีบาบา ผู้ซื่อสัตย์และฉลาดหลักแหลมสังเกตเห็นความผิดปกติ เธอพบว่าในถังไม่ใช่น้ำมันพืชแต่เป็นพวกโจร!

                ด้วยความกตัญญูต่ออาลีบาบา ที่ดูแลเธออย่างดีเสมอมา เธอจึงจัดการกำจัดพวกโจร 39 คนที่ซ่อนตัวอยู่ โดยนำน้ำมันพืชที่มีอยู่ถังเดียวไปต้มจนเดือด แล้วเทน้ำมันร้อนๆลงในถัง ที่มีโจรซ่อนตัวอยู่ และใช้มีดสั้นสังหารหัวหน้าโจรที่ปลอมตัวเป็นพ่อค้าระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำได้สำเร็จ

                อาลีบาบาซาบซึ้งในความซื่อสัตย์และความภักดีของทาสหญิง จึงมอบอิสระให้เธอพ้นความเป็นทาสและรับเธอมาแต่งงานกับลูกชาย  อาลีบาบาและลูกหลานใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขสืบไป โดยที่เขาไม่เคยลืมตัวและยังคงรักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความโลภมักนำพาภัยมาสู่ตัว แต่ความซื่อสัตย์และความกตัญญูจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราพ้นจากอันตรายและพบกับความสุข

                เรียบเรียงจากนิทาน อาหรับราตรี เรื่องอาลีบาบาและโจร 40 คน Ali Baba and the 40 Thieves  ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์นำมาทำเป็นภาพยนตร์การตูนเมื่อ พ.ศ. 2539

อาทร  จันทวิมล