บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แมงมุมแอฟริกันกับกล่องนิทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ทวีปแอฟริกาตะวันตก   บนดินแดนของชาวพื้นเมืองเผ่าอชันติ  ในประเทศกานาอันกว้างใหญ่      ขณะนั้นโลกยังคงเงียบเหงาเพราะนิทานและเรื่องเล่าทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ในกล่องวิเศษของ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ทำให้มนุษย์ไม่มีเรื่องราวนิทานไว้สอนใจ ไม่มีเรื่องเล่าไว้คลายทุกข์

อนันซี่ (Anansi) คือแมงมุมจอมเจ้าปัญญา ที่กระหายรู้ อาสาจะไปนำกล่องนิทานนั้นลงมาจากบนฟ้า   แต่เงื่อนไขของเทพเจ้านั้นสูงลิ่ว คือต้องจับสัตว์อันตราย 3 ชนิดมาแลกคือ    ตัวต่อที่ดุร้าย, เสือดาวที่ว่องไว และผีสาวที่มองไม่เห็น

แมงมุมอนันซี่ไม่ได้ใช้พละกำลังแย่งชิง   เพราะรู้ดีว่าลำพังแมงมุมตัวน้อยย่อมสู้แรงสัตว์ใหญ่ไม่ได้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ การนิ่งเงียบและเฝ้าฟัง

•              เขานั่งฟังเสียงปีกของ ตัวต่อที่ดุร้าย เพื่อเรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มของพวกมัน

•              เขาซุ่มดู เสือดาวที่ว่องไว เพื่อเข้าใจนิสัยความเย่อหยิ่งและบ้าพลัง

•              เขาสังเกตพฤติกรรม ของ ผีสาว เพื่อเรียนรู้จุดอ่อนของความอยากรู้อยากเห็น

นี่คือหัวใจของ การทำความดีด้วยบุญกิริยาวัตถุ  ในข้อ คือการตั้งใจฟังและสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้ง หรือ  “ธัมมัสสวนมัย”

เพราะหากว่า  แมงมุมอนันซี่มัวแต่พูดหรือดึงดันทำตามใจตนเอง เขาจะไม่มีวันมองเห็น “ช่องว่าง” หรือทางออกของปัญหาได้เลย

แมงมุมอนันซี่  บอกว่า การเรียนรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในตำรา แต่มีอยู่ทุกที่ในธรรมชาติ

แมงมุมอนันซี่ เรียนรู้ว่า ตัวต่อนั้นกลัวฝน เขาจึงแสร้งทำฝนตกเทียมเพื่อให้พวกมันบินเข้าสู่ลูกน้ำเต้าที่เขาเตรียมไว้

แมงมุมอนันซี่  เรียนรู้ว่า เสือดาวนั้นชอบเอาชนะ เขาจึงขุดหลุมพรางและหลอกให้เสือดาวใช้พละกำลังจนตกหลุมติดกับ

แมงมุมอนันซี่เรียนรู้ว่า ผีสาวชอบกินขนมหวาน  เขาจึงสร้างตุ๊กตายางเหนียวถือขนมเพื่อดึงดูดเธอ

การที่อนันซี่เปิดใจยอมรับในพฤติกรรมของผู้อื่น (แม้จะเป็นศัตรู) ทำให้เขาสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์  และจับสัตว์ร้ายทั้งสามตัวได้   นำไปถวายเทพเจ้า 

เมื่อแมงมุม อนันซี่ทำภารกิจสำเร็จ เทพเจ้าได้มอบกล่องนิทานให้เขา โดย แมงมุมอนันซี่ไม่ได้เก็บนิทานเหล่านั้นไว้กับตัวเพียงลำพัง  แต่เขาเลือกที่จะนำเรื่องราวนิทานเหล่านั้นมาแบ่งปันให้มนุษย์

มนุษย์ที่ได้รับนิทานไป  ก็ได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของอนันซี่ คือ:

1.             ฟัง เรื่องเล่าในนิทาน  เพื่อสั่งสมปัญญา

2.             เรียนรู้ ความผิดถูกจากตัวละครในนิทาน

3.             นำข้อคิดจากนิทาน ไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความฉลาดที่แท้จริงเริ่มต้นจากการฟัง และความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดจากการนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นมาลงมือทำ (ปฏิบัติ) อย่างมีสติ

หากเราหมั่นฟังสิ่งดีๆ (ธัมมัสสวนมัย) และเปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ จะเกิด “ของวิเศษ” คือปัญญา ที่จะช่วยให้ข้ามพ้นทุกอุปสรรคได้เหมือนแมงมุมอนันซี่

เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน  อนันซี่กับกล่องนิทาน   Anansi and the Box of Stories  ของชนเผ่า อชันติ  ที่ประเทศกาน่า  ในทวีปแอฟริกาตะวันตก 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เกลือของอีวาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เกลือของอีวาน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เกลือของอีวาน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกของการทำงานและการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปนั้น  หลายคนมักยึดติดกับสิ่งที่ตนเอง “รู้แล้ว” จนหลงลืมไปว่า “สิ่งที่เรายังไม่รู้”อาจเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตได้ ดังเช่นนิทานพื้นบ้านรัสเซียเรื่อง “เกลือ” (The Salt) ที่แฝงข้อคิดอันแยบคายเกี่ยวกับการทำความดี   ด้วยบุญกิริยาวัตถุประการหนึ่ง คือ การสร้างความดี ด้วยการตั้งใจฟังและเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ”  หรือ  “ธัมมัสสวนมัย”

ในอดีตของรัสเซียและยุโรปตะวันออก “เกลือ”  มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสูงมาก เพราะต้องใช้ทั้งถนอมอาหารและประกอบพิธีกรรม จนได้รับฉายาว่า “ทองคำขาว” (White Gold)  เคยมีการจ่ายเงินเดือนด้วยเกลือ จนมีคำว่าเงินเดือนในภาษาอังกฤษว่า “Salary”  และมีเมืองที่มีเหมืองเกลือใต้ดินในประเทศออสเตรียชื่อ ซาลบูร์ก  Salzburg   บางทีต้องส่งกองทหารไปป้องกันรักษาสถานที่มี แหล่งเกลือ เวลาสงคราม เพื่อสงวนไว้ใช้ในการถนอมอาหาร เช่น เนื้อเค็ม ปลาเค็ม หมูแฮม ผักดอง

นิทานเริ่มต้นที่ “อีวาน” พ่อค้าหนุ่มที่ใคร ๆ ต่างมองว่าเขาเป็นคนซื่อจนเกือบจะโง่   ในยุคทองของการค้าทางทะเล ที่รัสเซียเริ่มขยายเส้นทางการค้า และสำรวจดินแดนใหม่ (Great Age of Discovery) ราว ค.ศ 1800   อีวานได้รับมรดกจากพ่อเป็นเรือเดินทะเลลำเล็ก ที่มีสินค้าไร้ราคา  เช่นไม้และเศษเหล็ก ขณะที่พี่ชายทั้งสองได้เรือลำใหญ่และสินค้าชั้นดีไปขายทำกำไร แต่อีวานไม่ได้ตีโพยตีพาย เขาออกเรือไปในทะเลด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและช่างสังเกต

พี่ชายของอีวานคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว จึงไม่มองหาสิ่งใหม่     แต่อีวานที่ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว พยายามหาขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองข้าม

พายุพัดเรือสินค้าของอีวาน  ไปติดที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาพบภูเขา     สีขาวที่มีรสเค็ม อีวานไม่ได้เดินผ่านไปเฉย ๆ เขาหยุด “เรียนรู้” และ “ทดลอง” จนพบว่าสิ่งดังกล่าวคือเกลือทะเลชั้นเลิศ ซึ่งในยุคนั้นคืออัญมณีแห่งรสชาติที่คนถวิลหา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่ออีวานเดินทางขึ้นบก ต่อไป ถึงเมืองหนึ่งบนภูเขาสูงห่างไกลจากทะเล ที่ประชาชนมีฐานะร่ำรวย  แต่กลับมีอาหารที่จืดชืด เพราะผู้คนในเมืองนั้น “ไม่รู้จักเกลือ”   โดยหากเป็นพ่อค้าทั่วไปอาจจะรีบโก่งราคาขายเกลือทะเลแบบยัดเยียด แต่อีวานกลับใช้หลักการเรียนรู้รสนิยมคนท้องถิ่น(ธัมมัสวนมัย) ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

อีวานนำเกลือทะเลไปให้พระราชาแห่งเมืองบนภูเขาสูง   ทดลองปรุงรสในอาหาร พร้อมกับบอกเล่าคุณสมบัติของเกลือด้วยความสุภาพ การที่อีวานตั้งใจฟังความต้องการของตลาด และกล้าที่จะนำเสนอสิ่งใหม่ ทำให้พระราชาพอพระทัยอย่างมาก และขอแลกเกลือเหล่านั้นด้วยทองคำและอัญมณีจนเต็มลำเรือ

การค้าที่รุ่งเรืองของอีวานไม่ได้เกิดจากการบังคับขาย แต่เกิดจากการสังเกตและรับฟังว่าลูกค้าขาดอะไร  ต้องการอะไร  แล้วเติมเต็มสิ่งที่ขาดอย่างถูกจุด

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารล้นมือเช่นปัจจุบัน การหมั่น “ฟัง” และ “เรียนรู้” สิ่งใหม่ ๆ ด้วยใจที่ปราศจากอคติ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เรามีสติปัญญาที่เฉียบแหลมขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นทางมาแห่ง “โอกาส” และ “ความเจริญ” เช่นเดียวกับอีวาน ที่เป็นพ่อค้ารัสเซีย ผู้ค้นพบความลับแห่งเกลือ  ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : “ความโชคดีมักมาคู่กับความช่างสังเกตและการเปิดรับข้อมูลใหม่ ๆ (ธัมมัสสวนมัย)  และ โชคลาภอาจได้จากการค้าขายของที่ดูไร้ค่า”  

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของรัสเซีย อายุราว 200 ปี  ชื่อ Соль  อ่านว่า ซอล แปลว่าเกลือ   รวบรวมโดยอเล็กซานเดอร์ อัฟานาเซียฟ (Alexander Afanasyev)                                                                        

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุมทรัพย์ในโทรศัพท์มือถือ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคสมัยปี พ.ศ. 2569 ที่เกือบทุกคน ต่างมี “ของวิเศษ” ติดตัว    คือโทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน ที่สามารถใช้เล่นเกม และ ค้นหาความรู้สารพัดเรื่องได้อย่างรวดเร็ว

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศไทย   มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “ไอคิว” ซึ่งอยากทำความดีให้สังคม  แต่ไม่มีโอกาสไปทำบุญที่วัด หรือสถานสงเคราะห์บ่อยนัก

วันหนึ่ง เขาได้พบกับคุณตา ผู้ใจบุญ ท่านแนะนำว่า “ไอคิวเอ๋ย การทำความดีนั้น ทำได้ง่ายๆ แม้ในขณะที่นั่งอยู่ในบ้าน เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือ  กดเปิดไปที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ แนวหน้า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน  พ.ศ. 2569  เพื่ออ่านนิทานชุด “นิทานแห่งความดี”   ก็จะได้ทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ในข้อที่ 8 คือการเปิดใจเรียนรู้รับฟังสิ่งที่ดี  หรือ ธัมมัสสวนมัยแล้ว

ไอคิวลองทำตามคำสอนของคุณตา     เขาคลิกโทรศัพท์เข้าไปที่กูเกิล   “นิทานแห่งความดี    แนวหน้า” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปผ่านนิทาน

เรื่องแรกที่ไอคิวอ่านคือ “พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร” เขาได้รู้ว่าความดีนั้น  จะทำเมื่อไรก็ได้ไม่ต้องรอฤกษ์ยาม  และมีวิธีทำความดี 10 วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

ไอคิวได้อ่านนิทานเรื่อง “ชาวนาอยากเรียนรู้” ที่สอนให้เห็นว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน  การหาความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากตำรา หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยตนเอง เช่น การสังเกตปรากฎการณ์ธรรมชาติ หรือ นิสัยคนดีคนไม่ดี เป็นความดีที่ควรกระทำ    และ   เมื่ออ่านนิทานเรื่อง “ช่างเทวดา” เขาก็เข้าใจว่า มีความรู้ใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต     นิทานเรื่องชาวนา และช่างเทวดา  เป็นการกระทำความดีจากการเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำสิ่งดีไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)

เมื่ออ่านเรื่อง “ไดโนเสาร์กับเต่า” เขาหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่เห็นว่าความใหญ่โตและกำลังมหาศาลของไดโนเสาร์ก็พ่ายแพ้ต่อการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเจ้าเต่า  ซึ่งเป็นความดีจากการทำความเห็นให้ตรง  (ทิฏฐชุกัมม์)

สิ่งที่ทำให้ไอคิวตื่นตัวมากที่สุดคือเรื่อง “ลิงน้อยอยากเรียนคอมพิวเตอร์” และ “ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล” ที่เป็นนิทานเล่าถึงเจ้าลิงที่ใช้เทคโนโลยีค้นหาความรู้จนฉลาดหลักแหลม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวัง “โจรเฟซบุ๊ก” ที่คอยจ้องจะหลอกล่อคนและสัตว์ที่ขาดความระมัดระวัง   นิทานดังกล่าวเป็นความดีจากการให้ความรู้ สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่น (ธัมมัสเทสนามัย)

เพียงไม่กี่นาทีต่อวัน  ที่ไอคิวใช้เวลาอ่านนิทานเหล่านี้  ในเว็บแนวหน้า เขาได้พบว่า:

1.             ใจของเขาเป็นสุข: (สะสมบุญจากการรับฟังสิ่งดี)

2.             สมองของเขาเฉลียวฉลาด: (รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมโลกออนไลน์)

3.             เขาเปลี่ยนจากการกดหน้าจออย่างไร้จุดหมาย มาเป็นการรับ “อาหารสมอง” ที่กินแล้วอิ่มใจ

ไอคิวบอกเพื่อนๆ ว่า “ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุด ไม่ต้องรอให้มีเงินถุงเงินถัง แค่เพียงเปิดเว็บ “แนวหน้า” แล้วอ่าน “นิทานแห่งความดี” ในช่วงต้นปี 2569 นี้ ก็จะได้เริ่มทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 11 ประการ  จากการเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วหาทางนำสิ่งดีไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย) ได้ง่ายๆ แล้วด้วยตนเอง”

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ปัญญาเริ่มต้นจากการฟังและการอ่านสิ่งดีๆ   โทรศัพท์มือถือมีประโยชน์  สำหรับผู้ที่รู้จักเปิดใจเรียนรู้”

ผู้ที่อยากอ่านนิทานแห่งความดี เพียงเปิดกูเกิล  ค้นคำว่า “นิทานแห่งความดี  แนวหน้า”  หรือเปิดที่  https://www.google.com/search?q=นิทานแห่งความดี+แนวหน้า&rlz=1C1GCEA_enTH1146TH1146&oq=นิทานแห่งความดี+++แนวหน้า&gs_lcrp=EgZjaHJvbWUqBggAEEUYOzIGCAAQRRg7MgYIARBFGDvSAQoxNTYzNWowajE1qAIIsAIB8QVaeG5rwhYx4A&sourceid=chrome&ie=UTF-8

ก็จะได้นิทานแห่งความดี เรื่องต่างๆตามต้องการ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ความพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีป่าแห่งหนึ่ง สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขามีอาหาร มีน้ำ และมีที่อยู่อาศัยอย่างพอเพียงต่อความต้องการ ไม่มีสัตว์ตัวใดที่ต้องอดอยากหรือลำบาก

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วป่าว่า มีเมืองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากป่า  มีอาหารมากมาย มีสิ่งของสวยงาม และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย   แล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งมีความใฝ่ฝันอยากจะมีชีวิตที่หรูหราเหมือนกับสัตว์  จึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปเมืองใหญ่ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อน ๆ และครอบครัว

เมื่อกระต่ายน้อยไปถึงเมืองใหญ่ เขาก็ได้พบกับความจริงที่ไม่คุ้นเคย    ชีวิตในเมืองไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคิด เต็มไปด้วยการแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ และความเห็นแก่ตัว กระต่ายน้อยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาซื้อสิ่งของที่จำเป็น แต่เขาก็ไม่เคยมีความสุขเลย

วันหนึ่ง กระต่ายน้อยได้พบกับเต่าสูงอายุที่อยู่ในเมืองใหญ่มานาน     เต่าชราได้เล่าให้กระต่ายน้อยฟังถึงความสุขที่แท้จริง ว่า ไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งของมากมาย แต่อยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น

กระต่ายน้อยได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคิดได้ เขาคิดถึงเพื่อน ๆ และครอบครัวที่อยู่ในป่า เขาคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีความสุข เขาจึงกลับไปยังบ้านป่าของเขา

โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อน ๆ และครอบครัว เขาได้เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การรู้จักพอเพียงกับสิ่งที่เรามี และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข

การกระทำของกระต่ายน้อยในนิทานนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ข้อ  8  การเปิดใจเรียนรู้ รับฟังสิ่งที่ดี แล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)   เพราะกระต่ายรับฟังคำสอนของเต่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต การรู้จักพอเพียงจะทำให้เรามีความสุขและไม่เดือดร้อน

ข้อคิด:   ความพอเพียงคือ ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้มีความสุช โดยให้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความต้องการกับสิ่งที่พึงมีพึงได้   ไม่ให้มากเกินไปและไม่ให้น้อยเกินไป      การประหยัดเป็นส่วนหนึ่งของความพอเพียง   ความพอเพียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพย์มากหรือน้อย  คนมีมากก็ใช้มากได้  แต่คนมีน้อยต้องใช้น้อย  ไม่ใช้เกินตัวจนมีหนี้สิน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์หินโสโครก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีเรือลำหนึ่งออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแห่งชีวิต ทุกคนบนเรือต่างใฝ่ฝันจะไปถึง “ฝั่งแห่งความสำเร็จ” แต่ในท้องทะเลนั้น ไม่ได้มีแค่คลื่นลมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังมี “โขดหินโสโครก” ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ หากเรือชนหินเข้าไปก็อาจอับปางโดยไม่รู้ตัว

ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี บิดาแห่งลูกเสือโลก เคยเตือนไว้ ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ”   “Rovering to Success”ว่า โขดหินเหล่านี้เปรียบเหมือน “มนุษย์หินโสโครกทั้งห้า” ที่เราต้องระวังในการคบหา

1.คนหยิ่งยโส…..คือคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น เหมือนยืนบนยอดเขาแล้วมองลงมาอย่างดูแคลน พวกเขาหลงในยศตำแหน่งและฐานะ แต่ขาดหัวใจแห่งความเป็นพี่น้อง จงระลึกเสมอว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือสะพานสู่มิตรภาพที่แท้จริง

2.คนอวดรู้   เป็นคนที่พูดเก่งเหลือเกิน พูดได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อถึงเวลาลงมือทำกลับหายตัวไป เหมือนเรือที่มีเสียงดังแต่ไร้พลังขับเคลื่อน   เรื่องนี้สอนว่า  การกระทำสำคัญกว่าคำพูดที่สวยหรู

3.คนมักใหญ่ใฝ่สูง  เป็นคนที่พร้อมเหยียบไหล่เพื่อนเพื่อปีนขึ้นไปสูงกว่า เหมือนนักปีนเขาที่ไม่สนใจใครนอกจากตนเอง   ดังนั้น ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมจะนำไปสู่ความโดดเดี่ยว

4.คนเอาแต่ได้  เป็นคนที่ชอบชุบมือเปิบจากหยาดเหงื่อของผู้อื่น ฉลาดหาช่องทางผลประโยชน์ แต่ไม่เคยคิดเสียสละเพื่อส่วนรวม     ต้องระลึกเสมอว่า การแบ่งปันและเสียสละคือพลังที่ทำให้สังคมมั่นคง

5.นักจูงใจเจ้าเล่ห์   คือคนที่ใช้คำพูดสละสลวยเพื่อหลอกล่อ เหมือนงูที่ซ่อนพิษไว้ในถ้อยคำ พวกเขาอาจทำให้เราหลงเชื่อโดยไม่ทันระวัง  ดังนั้น จงฟังหูไว้หู และใช้สติพิจารณาก่อนเชื่อสิ่งใด

โขดหินโสโครกเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในคนอื่น บางครั้งมันอาจก่อตัวขึ้นในใจเราเองด้วย ดังนั้นจงเป็นผู้พายเรือของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ มีสติ และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น แล้วเรือชีวิตของเราจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างสง่างามและปลอดภัย

การอ่าน หนังสือที่มีประโยชน์ของเบเดน โพเอล เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมสวนมัย)   ที่สอนให้ระวัง รับมือกับคนไม่ดี 5 ประเภท   ให้ใช้สติพิจารณาคำชักจูงที่สวยหรูแต่อาจแฝงด้วยพิษร้าย  จงฟังหูไว้หู  อย่าหลงเชื่อคนโกง อย่าปลงใจเชื่ออะไรโดยง่าย  ต้องตรวจสอบจ้อมูลข่าวสาร หรือหลักธรรมด้วยสติ  ไตร่ตรองด้วยปัญญาของตนเองอย่างรอบคอบ  แยกสิ่งผิดออกจากสิ่งถูกให้ดีเสียก่อน 

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

บทความพิเศษ : ผลงานของนักการเมืองไทย

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย จะหาผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองและข้าราชการ ที่มีความซื่อสัตย์รักแผ่นดิน รักประเทศชาติ ประชาชน และสถาบันอย่างแท้จริง ยากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทร

แม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ที่ประชาชนคนไทยไม่น้อย ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจ และการใช้ดุลยพินิจ โดยไม่คำนึงถึงพระราชดำรัสองค์พระประมุขที่ผ่านๆ มาและองค์ปัจจุบัน ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรและทรงอุทิศเวลา และแรงกาย ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อความอยู่ดีกินดี ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ ใช้สิทธิและหน้าที่ ที่ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามา โดยไม่เฉลียวใจว่าบางคนนี้เลวกว่าโจรอีก เพราะโจรจะปล้นผู้คนได้ครั้งละไม่กี่คน แต่พวกนักการเมืองเวลาได้อำนาจมา ก็โกงกินประชาชนทั้งประเทศขายชาติ ขายแผ่นดิน

พิจารณาแต่อดีต 20-25 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท โดยมหาโจร George Soros และพรรคพวก รวมทั้งผู้บริหารประเทศ ที่เปิดประตูหน้าต่างให้เข้ามาปล้น สร้างความวิบัติให้แก่เศรษฐกิจไทย ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว สังคม และความมั่นคงของชาติเงินคลังของรัฐแทบไม่มีเหลือ ถ้าจำไม่ผิดประมาณ8,000 ล้านเหรียญเท่านั้น จึงต้องไปกู้ IMF

IMF เขาก็ให้เงินยืมจำนวนหนึ่ง พอๆ กับค่าสร้างสนามบินคันไซที่ประเทศญี่ปุ่น และเขาให้ฝ่ายไทย ทำหนังสือแสดงเจตจำนง ซึ่งปรากฏว่ารัฐบาลยุคของพลเอกชวลิต ทำไปได้ประมาณ 2 ฉบับ มารัฐบาลคุณชวน ซึ่งเป็นคณะบริหาร ชุดนี้เสนอทำอย่างเสียเปรียบมากมาย ทั้งๆ ที่เราเอาเงินเขามาไม่เท่าไหร่ เท่าที่พอจำได้ ได้มีการประท้วงและต่อต้าน ถาม IFM โดยผู้นำสหภาพต่างๆ ว่าทำไมเอาเปรียบไทยมากอย่างนี้ IMF ตอบมาว่า ฝ่ายไทยเป็นผู้แสดงเจตจำนงมาเอง ที่ฝ่ายไทยเสนอไป จนมีผู้คนคัดค้าน เพราะผู้บริหารประเทศ นักการเมือง ขายทรัพย์สินของชาติ หรือการเปิดเสรีการค้าต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของตนเอง นอกจากนั้นแล้ว มีการออกกฎหมายได้แปรรูป ทรัพย์สินของแผ่นดินที่มีความสำคัญต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปตท. ซึ่งต่อมารัฐบาลทักษิณ เป็นผู้แปรรูป ปรากฏว่า หุ้นที่เอาออกมาขาย เป็นของรัฐ นักการเมืองบางคนที่มีเงินเข้าถือหุ้นไว้จนทุกวันนี้ คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงมาตลอดหลายสิบปี ก็เพราะมันไม่ใช่ของรัฐเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจ

ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ เขาได้ทำงานให้ประชาชนเข้ามาว่าทำงานเป็นทีม แต่ละคนเล่นแต่ละบท เช่น นายกรัฐมนตรี เล่นเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต คุณธารินทร์ เล่นเป็นคนที่เก่งทางด้านการเงินการคลัง คุณศุภชัย เล่นเป็นซุปเปอร์ทางการค้า และมีคนอื่นๆ อีก ดูเป็นที่น่าเคารพเชื่อถือของผู้ไม่ทราบความเป็นจริง

ที่เลวร้ายอีกอย่าง คือการออกกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า กฎหมาย 11 ฉบับ หรือถ้าจะใช้ชื่อหลอกลวง บางคนเค้าก็เรียกว่า กลุ่มกฎหมายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อ่านดูแล้ว แทบจะเป็นกฎหมายที่ทำร้ายคนไทยของประเทศ

มาถึงรัฐบาลอนุทิน ก็เป็นที่พึ่งให้ประชาชนไม่ได้เลย ตั้งแต่การยกเลิก MOU 43-44ซึ่งมันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ และเก็บไว้ไทยก็จะเสียเปรียบ และวิบัติ แต่ก็ต้องเก็บไว้ แน่นอนมันมีคนเลวๆ อยู่เบื้องหลังการดึงเรื่องนี้ไว้ เรื่องการกักตุนขึ้นราคาน้ำมัน ก็จะจัดการกับใครไม่ได้ หรือคนในรัฐบาลทำเองในการหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน ขนาดที่ดินที่ ร.5 พระราชทานแก่ประชาชนทั่วไป ยังคิดจะเอาไว้เป็นของตน ศาลตัดสินให้คืน รัฐยังไม่คืนแล้วจะเป็นรัฐบาล ใครยอมก็เสียสติแล้ว

ปัญหาภาคใต้ นับสิบรัฐบาลแล้วแก้ไม่ได้ แค่ให้ความสุขสงบ มีความอยู่ดีกินดีต่อไปได้ ก็อย่าเป็นรัฐบาลเลย

คนไทยยอมรับกับสิ่งที่รัฐบาลผู้บริหารประเทศ และนักการเมืองผู้มีอำนาจ ทำอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็ควรเป็นบุคคลชั้น 2 ในประเทศของตนเอง คนที่เข้ามา ยึดประเทศไทย เขาไม่เผาวัด ตึกรามบ้านช่องอย่างอยุธยา แต่เก็บคนไทยไว้เป็นทาสดีกว่า

อัมรินทร์ คอมันตร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ มนุษย์ไม้กระดก

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว  ลอร์ด เบเดน โพเอล หรือ บีพี  (B.P.) ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ได้ให้คำเตือนในการสร้างชาติและการสร้างตน  ที่เปรียบเสมือน “แสงเทียนส่องทาง” ไว้ในหนังสือ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ Rovering to Success” ถึงกลุ่มบุคคลประเภทหนึ่ง ที่มีอันตรายอย่างยิ่งต่อความสงบสุขของบ้านเมือง ที่ท่านเรียกว่า  “มนุษย์ไม้กระดก” หรือ  “The See-saws”

ธรรมชาติของ “ไม้กระดก” ที่เด็กเล่น   คือการทำให้เกิดการโยกเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง  กลับไปกลับมา   เมื่อฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งก็ต้องลง     ท่าน บีพี เปรียบเทียบสิ่งนี้กับกลุ่ม นักปลุกระดม หรือนักปลุกม๊อบหัวรุนแรง (Extremists) ที่มีนิสัยเหมือน  “หมาจิ้งจอก”   เจ้าเล่ห์และฉลาดแกมโกง ที่คอยปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน

คนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ แต่ถนัดในการ “สร้างสถานการณ์” เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  สร้างม๊อบ  วุ่นวาย  เดินขบวน หยุดงาน   ยึดสนามบิน  ก่อจลาจล  และพยายามงัดข้อกับระบบระเบียบของสังคม โดยเฉพาะการจ้องโจมตีและต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและหลักความมั่นคงของชาติ

เพื่อขยายความให้เห็นภาพชัดเจน ท่าน บีพี  ได้อ้างถึงหนังสือเรื่อง “Enchanter’s Nightshade” หรือ “ยาพิษของผู้วิเศษ”   ของ J.B. Morton ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการต้นไม้พิษที่นักปลุกระดมใช้ล่อลวงคน

พวกนักปลุกระดมมักจะทำตัวเป็นผู้วิเศษ คอยปรุงแต่ง “ความโกรธแค้น” และ “ความอิจฉาริษยา” ของผลไม้มีพิษ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ดูหอมหวาน  ป้อนข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกว่าตนเองถูกเอาเปรียบ จนเกิดความเกลียดชังในระบบและผู้ปกครอง  เมื่อผู้คนดื่ม “ยาพิษ” นี้เข้าไป จะทำให้สติสัมปชัญญะมืดบอด และกลายเป็นคนบน “ไม้กระดก” ที่นักปลุกระดมคอยปลุกปั่น กำกับการขึ้นลงของไม้กระดก ตามใจชอบ

ท่าน บีพี เตือนให้เหล่าเยาวชนและประชาชนมองให้ทะลุปรุโปร่งว่า นักปลุกระดมที่ทำตัวเหมือนหมาจิ้งจอกเหล่านั้น มักจะใช้คำพูดที่ดูเหมือนหวังดีต่อสังคม หรืออ้างเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ที่เกินขอบเขต   แต่ลึกๆ แล้วเป้าหมายของพวกเขาคือการทำให้ตนเอง  สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจบนซากปรักหักพังของรังเก่า

บีพี สอนว่า ความมั่นคงของบ้านเมืองเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ หากเรามัวแต่กระโดดโลดเต้นขึ้นลงตาม “ไม้กระดก” แห่งความขัดแย้ง   ที่พวกหมาจิ้งจอกสร้างขึ้น  ในไม่ช้าเราก็จะกลายเป็นฝ่ายผู้แพ้   ที่ตกไม้กระดกลงมาเจ็บตัว

คำสอนของเบเดนโพเอล เรื่องมนุษย์ไม้กระดก   เป็นสิ่งมีประโยชน์ (ธัมมัสสวนมัย) ตามบุญกิริยา 10 ที่ควรเรียนรู้เพื่อนำมาเตือนสติและสร้างปัญญาให้ตนเอง  แล้วหาข้อมูล พิจารณาข้อเท็จจริง เลือกเฉพาะสิ่งดีนำไปปฏิบัติ  ด้วยสติปัญญาของตนเอง มิให้หลงกล ให้ถูกจูงจมูกไปในทางไม่สมควรโดยง่าย  

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า   “ต้องระวังยาพิษของผู้ปลุกระดมมวลชนที่แฝงตัวมาในรูปของคำพูดหรือการกระทำอันสวยหรู     จงรักษาใจให้หนักแน่นดุจภูเขา อย่าให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือให้ทำลายร ากแก้วของแผ่นดิน”

ผู้สนใจหนังสือเรื่อง “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ภาษาไทย  สามารถเปิดอ่านได้ฟรีจากอีบุ๊คในเวปของกระทรวงศึกษาธิการ   https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระสงฆ์ทะเลาะกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กว่าสองพันปีมาแล้ว   ในสมัยพุทธกาล ที่เมืองโกสัมพี  ประเทศอินเดีย  มีวัดใหญ่แห่งหนึ่งที่พระสงฆ์อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก   ในวัดนั้นมีพระสงฆ์สำคัญอยู่สององค์ คือ พระวินัยธร ผู้เชี่ยวชาญพระวินัยและ พระธรรมธร ผู้เชี่ยวชาญพระธรรม

วันหนึ่ง  พระวินัยธรกับพระธรรมธร  เกิดข้อโต้แย้ง ความเห็นไม่ตรงกัน เรื่องน้ำในส้วม   แทนที่ทั้งสองฝ่ายจะสนทนากันด้วยเมตตา  กลับยึดความเห็นของตนเป็นใหญ่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน   แล้วศิษย์ของพระทั้งสองก็รวมกลุ่มเข้าข้างครูของตน

จากความเห็นต่าง ในเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นการโต้เถียง  แล้วลุกลามกลายเป็นความแตกแยกทะเลาะวิวาทถึงขั้น ไม่พูด ไม่มองหน้า และกล่าวโทษกันไปมา

เมื่อข่าวไปถึงพระพุทธเจ้า  พระองค์เสด็จมาห้ามปราม  โดยตรัสเตือนว่า “สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี, สมคฺคานํ ตโป สุโข.”   แปลว่า  “ความสามัคคีเป็นเหตุแห่งความเจริญ  ความแตกแยกเป็นเหตุแห่งความเสื่อม”

แต่พระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย กลับมัวแต่ยึดมั่นในความเห็นของตน  ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า   ไม่ยอมคืนดีกัน   เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า  ทรงเตือนแล้วก็ไม่เป็นผล  พระองค์จึงเสด็จออกจากเมืองโกสัมพี ไปประทับยังเมืองอื่น

เมื่อชาวบ้านทราบข่าว ต่างตกใจและเสียใจยิ่งนัก  พวกเขาพูดกันว่า  “เราจะไม่สนับสนุน พระที่ทะเลาะกันแตกความสามัคคี”  แล้วชาวบ้าน ก็หยุดตักบาตร ไม่ถวายอาหาร ไม่อุปถัมภ์  พระสงฆ์ในกรุงโกสัมพีจึงลำบาก    ไม่ได้รับการสนับสนุนและความเคารพนับถือเหมือนแต่ก่อน

ในที่สุดพระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงได้สติ มองเห็นความผิดของตน   โดยรู้ว่า ความยึดมั่นในทิฐิ ทำลายทั้งตนเองและพระศาสนา  พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมใจกันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  ขอขมาด้วยใจสำนึกผิดอย่างแท้จริง

พระพุทธเจ้าทรงรับการขอขมาและทรงสอนว่า “วิสํวาทปฺปจฺจยา วินาสนฺติ” แปลว่า  “ การวิวาทขัดแย้งกันนำไปสู่ความพินาศ”

ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์ในเมืองโกสัมพี  ก็คืนดีกันและอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ  รู้จักฟัง รู้จักอภัยและรักษาความสามัคคี

การที่พระวินัยธรและพระธรรมธร ที่เคยทะเลาะกัน ตั้งใจฟังสอนของ พระพุทธเจ้า  แล้วนำคำสอนมาปรับปรุงตัวจนกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นการทำความดี ตามบุญกิริยาวัตถุ จากการฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ (ธัมมัสสวนมัย)

นิทานเรื่อง นี้สอนให้รู้ว่า:  “ หากไม่รีบระงับยับยั้งปัญหาเรื่องเล็กๆ  อาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตได้”

เรียบเรียงจากโกสัมพิยสูตร ในพระไตรปิฏก  เล่มที่ 12  พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ขุนศึกกับแมงมุม

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัยที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีขุนศึกยอดฝีมือนามว่า “พระยาโกษา” ท่านเป็นนักรบผู้รักชาติ  ที่นำทัพออกสู้ศึกเพื่อปกป้องบ้านเมืองมาหลายครา แต่ในช่วงหลังมานี้ กองทหารของท่านพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้ง จนไพร่พลระส่ำระสาย ตัวท่านเองต้องตีฝ่าวงล้อมศัตรูหนีมาเพียงลำพัง

พระยาโกษาแอบมาอาศัยหลบภัยอยู่คนเดียว   ในซากปรักพังของ ศาลาวัดร้าง แห่งหนึ่งกลางป่าลึก     ในใจนั้นเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง  สูญเสียความมั่นใจ และคิดที่จะทิ้งความทะเยอทะยานที่จะกู้แผ่นดิน เพราะมองไม่เห็นหนทางที่จะกลับมาเอาชนะได้เลย ท่านวางดาบลงข้างกายแล้วถอนหายใจพลางคิดว่า “เราคงไร้วาสนาจะรักษาบ้านเมืองเสียแล้ว สู้ไปกี่ครั้งก็แพ้พ่าย หรือนี่จะเป็นจุดจบของข้า”

ขณะที่ท่านนอนพิงเสาศาลาวัด  ด้วยความเหนื่อยล้า สายตาเหม่อมองขึ้นไปบนขื่อไม้เก่าๆ แล้วมองเห็น แมงมุมตัวหนึ่งขนาดเล็กนิดเดียว กำลังพยายามปีนเสาขึ้นไปพ่นใยเพื่อทำสะพานใยแมงมุมคอยดักเหยื่อ จากคานหนึ่งไปอีกคานหนึ่ง

•           ครั้งที่หนึ่ง: แมงมุมโหนตัวลงมา แต่ลมพัดแรงทำให้ใยขาด  แมงมุมตกลงพื้น

•           ครั้งที่สองและสาม: แมงมุมตะเกียกตะกายไต่เสากลับขึ้นไปใหม่ แล้วกระโดดอีกครั้ง แต่ก็ยังไปไม่ถึงฝั่ง

•           จนถึงครั้งที่ห้าสิบ  ….ครั้งที่เก้าสิบเก้า : แมงมุมตัวนั้นก็ยังถักใยไม่สำเร็จ มันตกลงมานอนนิ่งนานจนพระยาโกษานึกว่าคงเจ็บจนตาย หรือไม่ก็คงถอดใจไปแล้ว

พระยาโกษาเปรยกับตัวเองว่า “เจ้าสัตว์ตัวจ้อย ขนาดเจ้ามี 8 ขา เจ้ายังทำไม่สำเร็จเลย ก็คงเหมือนกับข้ามีเพียง 2 ขา ที่พ่ายศึกมา 6 ครั้งเห็นทีต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา”

แต่แล้วพระยาโกษา ก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นขาเล็กๆ ของแมงมุมเริ่มขยับอีกครั้ง! แมงมุมน้อยค่อยๆ ไต่กลับขึ้นไปบนขื่อสูงเป็นครั้งที่หนึ่งร้อย    มันหยุดพักสูดลมหายใจ  แล้วตัดสินใจกระโจนออกไปสุดตัว

ฉับพลันนั้น! ใยแมงมุมเส้นบางๆ ก็เกาะขื่ออีกด้านได้สำเร็จ แมงมุมค่อยๆ ไต่ข้ามเส้นใยนั้นไปอย่างมั่นคง   แล้วเริ่มสานใยแมงมุมที่แข็งแรงต่อไปทันที

เมื่อเห็นความพยายามอย่างไม่ลดละของแมงมุม พระยาโกษาเกิดความละอายใจและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นทันที ท่านหยิบดาบคู่ใจขึ้นมาถือไว้มั่นแล้วประกาศว่า:

“แมงมุมตัวนิดเดียวที่ไม่มีสติปัญญาเหมือนมนุษย์  ยังมีใจเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ ถึงร้อยครั้ง     แล้วข้าเป็นถึงขุนศึกผู้นำทัพ เป็นชายชาตรี จะมายอมท้อถอยเพียงเพราะความพ่ายแพ้แค่ไม่กี่ครั้งได้อย่างไร!”

พระยาโกษาจึงเกิความฮึกเหิมอีกครั้ง   ท่านใช้ศาลาวัดร้างแห่งนั้นเป็นจุดรวมไพร่พล ส่งสัญญาณเรียกทหารที่กระจัดกระจายให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ด้วยใจที่สู้ไม่ถอยเหมือนแมงมุมตัวนั้น ในที่สุดท่านก็นำทัพจนได้ชัยขนะ   ขับไล่อริราชศัตรูออกจากผืนแผ่นดินไทยได้สำเร็จ

การกระทำของพระยาโกษาในครั้งนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ดี  (ธัมมัสสวนมัย)  เพราะได้เรียนรู้เรื่องความพยายามจากแมงมุม   เก็บความรู้จากธรรมชาติและเหตุการณ์รอบตัวแล้วนำมาเป็นบทเรียนเตือนใจ   คล้ายฟังธรรมะที่ทำให้ตาสว่าง ปลดเปลื้องความทุกข์ที่เกาะกินใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   “ ความพยายามเป็นกุญแจเปิดประตูทุกบาน  เปรียบได้กับกำแพงสูงที่สุดก็ไม่อาจกั้นการขุดรูของมดตัวเล็กนิดเดียวได้”   “ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แม้จะล้มสักกี่ครั้ง หากยังลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ ชัยชนะก็จะเป็นของเราในสักวัน”   “ความล้มเหลว เก้าสิบเก้า ครั้งมิใช่ความพ่ายแพ้หรือจุดจบ เด็ดขาด    แต่เป็นการฝึกฝนเพื่ออาจมีชัยชนะในครั้งที่ หนึ่งร้อย”  

เรียบเรียงจากนิทานสกอตแลนด์   เรื่อง แมงมุมของกษัตริย์โรเบิร์ต บรูซ (Robert the Bruce and the Spider)  และนิทานเปอร์เชีย อายุราว 700 ปี  เรื่องกษัตริย์ตีมูร์กับมด (Timur and the Ant) ที่สอนเรื่องความเพียรพยายาม

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้ากับความตาย

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.22 น.

ในโลกที่วิทยาการก้าวล้ำไปไกลถึงขั้นที่เตรียมจะไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกยุคสมัยยังคงต้องเผชิญและหนีไม่พ้น นั่นคือ “ความตาย” ซึ่งเป็นบาดแผลทางใจที่ลึกล้ำและเยียวยายากที่สุดเสมอ

ท่ามกลางความวุ่นวายของสังคมปัจจุบัน    มีคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องความตายเมื่อกว่า  2,500 ปีก่อนที่ยังคงใช้ได้จริงถึงในปัจจุบัน    คำสอนดังกล่าว ถูกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของหญิงที่ชื่อ “กีสาโคตมี”

“กีสาโคตมี” คือหญิงชาวเมืองสาวัตถี สมัยพุทธกาล ที่ต้องสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวไปอย่างกะทันหัน ความรักที่มีต่อลูกทำให้นางไม่อาจยอมรับความจริงได้ นางอุ้มศพลูกที่เริ่มเน่าเปื่อยออกเดินไปทั่วเมือง เพื่อขอความช่วยเหลือให้ใครก็ได้ช่วยชุบชีวิตลูกของนางให้ฟื้นคืนมา 

นางได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยพระองค์มิได้ทรงปฏิเสธหรือสั่งสอนด้วยหลักธรรมที่เข้าใจยาก   แต่ทรงใช้ “กุศโลบาย” ที่ลุ่มลึก โดยตรัสให้นางไปหา “เมล็ดผักกาด” จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนมาทำยา

นางกีสาโคตมีมีความหวังอีกครั้ง นางเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในเมือง แต่ทุกบ้านกลับตอบเหมือนกันว่า: “เมล็ดผักกาดนั้นทุกบ้านมีอยู่ แต่ทุกบ้านของเราล้วนเคยมีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น “

การเดินเคาะประตูทุกบ้าน    ทำให้ความโศกเศร้าที่บังตาค่อยๆ จางหายไป นางกีสาโคตมีเริ่มตระหนักว่าความตายไม่ใช่เรื่องของนางคนเดียว แต่เป็น “กฎธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นกับทุกชีวิต สุดท้ายนางจึงวางร่างลูกชายลงและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ จนกลายเป็นพระอรหันต์เถรีในที่สุด

บทเรียนล้ำค่าที่ ‘คนยุคใหม่’ ควรยึดถือจากกีสาโคตมีสูตร เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้:

1.ความตายคือ “ความเท่าเทียม” ที่แท้จริง: ไม่ว่าจะเป็นคนที่รวย ล้นฟ้า มีอำนาจ หรือเป็นเพียงคนธรรมดา ทุกคนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือความแตกดับ

2.อนิจจังคือความจริงของโลก: ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมมีความเสื่อมและดับไป การทำใจยอมรับล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อวันนั้นมาถึง

3.การเรียนรู้ด้วยปัญญา: พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ทรงให้ “ลงมือทำ” เพื่อให้เห็นความจริงด้วยตนเอง การเผชิญหน้ากับความจริงคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา

4.อย่ายึดติดจนลืมปัจจุบัน: การยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงนำมาซึ่งความทุกข์ล้นพ้น การเข้าใจความจริงจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของ “ปัจจุบันขณะ” มากขึ้น

เรื่องนี้ตรงกับการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อการฟังธรรม (ธรรมสวนมัย)  การที่นางกีสาโคตรมี   เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอให้ชุบชีวิตลูก และยอมรับฟังคำแนะนำ (กุศโลบาย) ของพระองค์ จนนำไปสู่การพิจารณาความจริงของชีวิต ว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบ 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราต้อง “กล้าเผชิญหน้ากับความจริง”  เพราะหากเรายอมรับความจริงของชีวิตได้ ความทุกข์จะเบาบางลงเสมอ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย” This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation