
ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน
วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน เศร้ายายรอคิวเป็นลมดับ
นายกฯ ไม่สบายใจ ปมเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำคนเดือดร้อนอื้อ สั่งหน่วยงานวิ่งหาประชาชนด่วน แก้ปัญหาเชิงรุก ลั่นไม่ใช่ให้ ปชช.ต้องวิ่งเข้าหา ให้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ เข้าครม.สัปดาห์หน้า จ่อขยายเวลาอุทธรณ์ ด้าน รมว.พม. เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสนคน เตรียมประสาน มท. ลงพื้นที่สำรวจเพิ่มเติม รมว.ศธ.เปิดตัวเลข นักศึกษา สกร.ยื่นอุทธรณ์แล้ว 53,000ราย ยันช่วยเต็มที่ ด้าน“เอกนิติ”ย้ำต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริง พร้อมสั่งล้างบางขบวนการหลอกใช้ชื่อชาวบ้านสวมสิทธิ ส่วนที่น่านสุดเศร้า! ยายวัย 69 ปี เหมารถลงจากดอย ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ เป็นลมดับ
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.50 น. ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง,นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือถึงปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในขณะนี้ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการในเวลา 10.00 น.
กลุ่มเปราะบางพม.ผ่านแค่2แสนคน
นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม. ถึงการสำรวจข้อมูลเพื่อทบทวนสิทธิ์ผู้ขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่พม.ดูแลว่า มีการยื่นรายชื่อสำรวจไป 1 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 2แสนคนจึงต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรอรายละเอียดจากที่ประชุมครม.วันนี้ว่าจะมีความชัดเจนในการบริหารจัดการอย่างไรในส่วนของ พม.เจ้าหน้าที่ได้สแตนด์บาย รวบรวมรายชื่อที่ได้ทำกับฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ต่อไป โดยต้องรอการหารืออีกครั้ง จึงอยากฝากให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน โดยเตรียมข้อมูลและหลักฐานไว้
นศ.สกร.ยื่นอุทธรณ์แล้ว53,000คน
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์รมช.ศึกษาธิการ และ น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แถลงข่าวภายหลังการหารือถึงการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในสัดส่วนของนักเรียน นักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่านักศึกษาอายุ 18 ปี ที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบมีทั้งหมดประมาณ 270,000 คน แต่จากตัวเลขที่ลงทะเบียนและได้รับผลกระทบประมาณ 53,000 คน ซึ่ง สกร.เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์จนถึงวันที่ 31 ก.ค. คาดว่าจะมี 1 แสนคนที่ยื่นอุทธรณ์ คิดเป็น 60-70% ของยอดนักศึกษาที่มีอยู่
ขอนักศึกษาอย่าเพิ่งลาออก
ซึ่งในการประชุมครม. วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะให้ข้อมูลต่อที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การพิจารณาปรับหลักเกณฑ์โดยในส่วนของ 53,000 คนนี้ คือกลุ่มที่กรอกข้อมูลแล้ว ซึ่งตอนนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง โดยรวมประมาณ 55,000 คนที่ยื่นเรื่องเข้ามา คาดว่าจากนี้ไปจนถึงวันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์จะมีถึงแสนคน โดยจะส่งเรื่องให้คลังทีเดียวเลย
ทั้งนี้ สกร.มีความห่วงใยต่อนักศึกษาที่ลาออก ขอให้ประวิงเวลาการลาออกออกไปก่อน เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่อยากให้ใครหลุดออกจากระบบการเรียนการสอน
ช่วยเหลือไม่ให้ต้องทิ้งการเรียน
ด้านนายอัครนันท์ ในฐานะกำกับดูแล สกร. กล่าวว่า สกร.ช่วยกันอุทธรณ์รายชื่อที่ยื่นมาทั้งหมด โดยจะช่วยยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ไม่ต้องลาออกจากการเรียน ซึ่งการเรียนนอกระบบไม่ได้มีเฉพาะเด็ก แต่มีผู้ใหญ่ด้วย ในส่วนนี้จะช่วยกันเพื่อให้ได้รับสิทธิ
น.ส.เกศทิพย์กล่าวว่า ในส่วนของนักศึกษา สกร. จากที่ดู 270,000 คน มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีการขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่ปีที่แล้วและมีอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากปีนี้ติดข้อกำหนดที่เป็นเรื่องนักศึกษา แต่เป็นนักศึกษานอกระบบ ทำงานและเป็นคนเปราะบางที่ต้องหารายได้ และเรียนรู้ไปด้วย
‘เอกนิติ’ย้ำช่วยคนเดือดร้อนจริง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าและการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ว่า ภายหลังจากปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงจุดประสงค์สำคัญในการทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยที่ผ่านมาไม่มีการนำคนใหม่เข้าสู่ระบบมานานกว่า 4-5 ปี การทบทวนครั้งนี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถดึงกลุ่มคนยากจนที่ตกสำรวจและยังไม่อยู่ในระบบเดิมเข้ามาได้เพิ่มขึ้นถึง 2.3 ล้านคน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับฟังและเห็นใจ มีคนหลุดออกไปด้วย เพราะจนปลอม สิ่งที่ต้องช่วยคือคนเดือดร้อนจริง ได้ประสานกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อช่วยทบทวนสิทธิและดูแลประชาชนในเชิงรุก เนื่องจากระบบของประเทศไทยที่พบคือ ประเทศไทยไม่มีถังข้อมูลที่ทันสมัย หลังจากทบทวนเกณฑ์ตามที่ประชาชนเรียกร้อง เช่น รถเก่า ซึ่งได้ประสานกับกระทรวงคมนาคม และจะทบทวนเกณฑ์ให้
สั่งจัดการแก๊งใช้ชื่อชาวบ้านสวมสิทธิ
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ สิ่งที่พบอีกอย่างคือระบบข้อมูลในประเทศไทย พบการหลอกชาวบ้านจำนวนมากที่เอาข้อมูลชาวบ้านไปจดทะเบียนในบริษัท ซื้อหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นทุนเทา เป็นกรรมการ เพื่อเอาสิทธิไปลดหย่อนภาษี โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ซึ่งใช้ชื่อชาวบ้าน วันนี้ข้อมูลถูกออกมาหมดอย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อมูลออกมาหมด หลังจากนี้เมื่อเข้าไปช่วยดูแลแล้ว ต่อไปจะจัดการกับคนที่ทำชาวบ้านเดือดร้อน โดยได้มอบหมายนโยบายไปแล้ว ตนเห็นใจ จะขยายเวลาอุทธรณ์ให้ และพยายามดูแลคนเดือดร้อนจริงที่สุด
“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง เรายังมีอีกหลายเครื่องมือ เป็นตาข่ายรองรับ ซึ่งบัตรสวัสดิการฯ จุดประสงค์คือช่วยคนที่ไม่มีอะไรใครดูแลเลย กวาดมาได้ 2.3 ล้านคน และยังมีการดูแลผู้สูงอายุ บัตรคนพิการ สิทธิเรียนฟรี รวมอีก 72สวัสดิการทั้งนี้ เน้นย้ำ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ามาช่วยคนเดือดร้อนที่สุด โดยเตรียมนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม และขยายทบทวนสิทธิให้ด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
นายกฯสั่งอำนวยความสะดวกปชช.
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในการอุทธรณ์สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่และปรับปรุงระเบียบเพื่อลดภาระประชาชน พร้อมยืนยันรัฐบาลมุ่งสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในระบบฐานข้อมูล โดยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่อุทธรณ์ และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจรายชื่อประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมาเองได้ นอกจากช่องทางเดิมอย่างธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว รัฐบาลได้เพิ่มจุดบริการที่สำนักงานขนส่ง และที่ว่าการอำเภอ โดยในอนาคตจะมี “อำเภอเคลื่อนที่”ลงไปให้บริการถึงศาลากลางหมู่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด
ให้ปรับปรุงเกณฑ์สิทธิยานพาหนะ
ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ กรมการขนส่งทางบกปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสิทธิ์เกี่ยวกับยานพาหนะ และยกเว้นค่าธรรมเนียม โดยรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี จะไม่นำมานับเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ส่วนรถจักรยานยนต์สามารถมีได้ 2 คัน แม้จะยังผ่อนชำระอยู่ก็ไม่เสียสิทธิ์ รวมถึงยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขอตรวจสิทธิ์สำหรับประชาชน
ส่วนกรณีรถที่ไม่ได้ใช้งานนานแต่ยังมีชื่อค้างในระบบ หรือกรณีการโอนลอยและถูกแอบอ้างชื่อ รัฐบาลจะจัดให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์และปรับปรุงระบบทะเบียนใหม่เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็นอย่างไรก็ตาม เกณฑ์การอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้น ทางกระทรวงการคลัง ขอชะลอเพื่อนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติก่อน โดยจะนำเข้าที่ประชุม ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า รวมทั้งขอให้ประชาชนรอฟังมติ ครม.เกี่ยวกับการพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สัปดาห์หน้าเช่นกัน
ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งหลงเชื่อข่าวลือเรื่องกำหนดการวันที่ 1 ส.ค. หรือ 1 ต.ค. และขอให้รอความชัดเจนจากมติ ครม.เท่านั้น เพราะนายกฯ ได้มีแนวทางให้ พิจารณาขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไป เพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ดำเนินการไม่เสียสิทธิ์
ยันไม่ได้โยนภาระให้ประชาชน
นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ยากจนตัวจริง ซึ่งนายกฯ ยืนยันว่าการลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งพบว่ามีรายชื่อผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน ขณะเดียวกันก็ต้องคัดกรองผู้ที่ร่ำรวยแต่ยังได้รับสิทธิ์อยู่ออกไปเพื่อความยุติธรรมดังนั้นรัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการจัดการระบบข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคตจากการโอนลอยหรือการมีชื่อในทรัพย์สินที่ไม่ได้ถือครองจริง
เมื่อถามว่าจะใช้ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางไปติดต่อหลายที่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติประชาชนไม่ต้องเดินทางก็ได้ ใช้ทางลัดผ่านธนาคารกรุงไทยและ ธ.ก.ส. รวมถึงกรมขนส่งทางบก ซึ่งสิ่งที่จะเพิ่มเติมใหม่คือการให้ไปติดต่อที่อำเภอ โดยทางอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงตามหมู่บ้าน
พยายามทุกทางในการช่วยชาวบ้าน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า คนที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว ให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนคนที่ยังไม่อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ์ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิ์ของแต่ละคน เป็นสิ่งที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีการดำเนินการในอดีต รัฐก็พยายามทุกทาง ในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เอาข้อมูลเหล่านี้มาทำให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์การโอน เช่นการโอนรถ หรือการโอนลอย อาจจะเป็นผลในทางที่ไม่ดีกับประชาชนในอนาคต เพราะทรัพย์สินไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่สิทธิ์ยังเป็นชื่อเรา คนที่เอาไปทำผิด มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวพันกับเรา จึงถือโอกาสนี้ในการจัดระบบ
นายกฯไม่กังวลหรือน้อยใจที่ถูกวิจารณ์
เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่ เข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ที่เรารู้อยู่แล้วว่าคนสมหวังย่อมดีใจ คนผิดหวังก็ต้องตำหนิ เป็นเรื่องธรรมดาในการขึ้นทะเบียนทุกครั้ง
คำถามคือ 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทะเบียนใหม่เลย คนที่ควรจะมีโอกาสรับสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีประชาชนบางคนที่ยากจนจริง แต่หลุดออกไปเพราะหลักเกณฑ์เก่า ขณะที่วันนี้หากดูจากโลกโซเชียลจะเห็นว่า มีบางคนที่ดูแล้วร่ำรวย แต่ในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ได้รับสิทธิ์ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้ดังนั้นนายกฯไม่ได้น้อยใจ รัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้ดุลพินิจน้อยมาก โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่หลักเกณฑ์ต่างๆ เมื่อมาถึงการปฏิบัติ หากข้อไหนที่แข็งไปเราก็ปรับ
ยายวัย69หมดสติก่อนดับที่น่าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสลดใจขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาโดย นางเงา รกไภร อายุ 69 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งมีฐานะยากจน มีโรคประจำตัวความดันเบาหวาน มีบัตรประจำตัวคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เหมารถมาจากดอยสกาด เพื่อยื่นเรื่องขอยืนยันสิทธิและยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมคนในหมู่บ้าน ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ก่อนเกิดอาการวูบเป็นลมหมดสติอย่างกะทันหันระหว่างรอรับบริการ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ธนาคารและหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ได้เร่งเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอย่างเร่งด่วน โดยทีมแพทย์สามารถปั๊มหัวใจช่วยให้สัญญาณชีพกลับคืนมาได้ชั่วคราว แต่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในเวลาเวลา 04.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค.2569
ผู้ว่าฯน่านลงพื้นที่-สั่งเยียวยาทันที
ภายหลังได้รับรายงาน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ลงมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมส่งโทรเลขสั่งการด่วนที่สุดให้หน่วยงานในพื้นที่อำเภอปัวเข้าพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตในทันที โดยในเบื้องต้น ทางอำเภอปัวได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางขั้นต้นแก่บุตรชายของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งประสานงานไปยังกิ่งกาชาดอำเภอปัวเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณและถุงยังชีพเสริมการดำรงชีพเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สกาด เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมดูแลรับผิดชอบการประกอบพิธีทางศาสนาและศพของผู้เสียชีวิต ตลอดจนสิทธิประโยชน์พึงได้ตามระเบียบของทางราชการอย่างต่อเนื่อง
กำชับดูแลผู้สูงอายุ-พิการอย่างดี
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ น่านยังได้ออกข้อกำชับทางนโยบายไปยังหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่งในจังหวัดน่าน ให้เร่งรัดทบทวนแนวทางและการจัดระบบการให้บริการประชาชน (Service Design) โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้านโรคประจำตัวหรือสุขภาพ ผ่านมาตรการความปลอดภัย 3 ด้าน คือ 1.การจัดการกายภาพ: จัดระบบคิวอัจฉริยะ ช่องบริการพิเศษ (Fast Track) และเพิ่มจุดพักคอยที่มีสภาพอากาศถ่ายเทสะดวก 2.ด้านการเฝ้าระวัง: จัดเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจสังเกตอาการ (Triage) ของประชาชนในแถวคอยอย่างใกล้ชิด และ 3.ด้านการเตรียมพร้อมกู้ชีพ: มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และระบบประสาทงานส่งต่อทางการแพทย์ร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ญาติผู้สูญเสียยังทำใจไม่ได้
ส่วนบรรยากาศที่บ้านของ นางเงา เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของลูกหลาน ญาติพี่น้อง และชาวบ้านที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย
นางสาวอำไพร น้องสาวของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ เหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะในการลงทะเบียนครั้งก่อน ยายเงาได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เกิดความยุ่งยาก เพราะต้องเดินทางลงจากดอยเพื่อมายืนยันตัวตนอีกครั้ง จึงอยากให้รัฐบาลเห็นใจประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร และทบทวนขั้นตอนการดำเนินการให้เข้าถึงประชาชนมากกว่านี้
ชาวเบตงแห่แก้กรรมสิทธิ์รถ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สำนักงานขนส่งจังหวัดยะลา สาขาเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีประชาชนในพื้นที่ที่ตกเกณฑ์คุณสมบัติโครงการสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เดินทางมาขอตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลการครอบครองและทะเบียนรถยนต์-รถจักรยานยนต์กันอย่างหนาตา เนื่องจากระบบตรวจสอบคุณสมบัติกลางแจ้งว่า ผู้ลงทะเบียนมีกรรมสิทธิ์การถือครองยานพาหนะเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในระบบทะเบียนหลายราย พบปัญหาสำคัญคือ ระบบยังคงค้างชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถคันเก่าที่ได้ทำการซื้อขายเปลี่ยนมือไปนานแล้ว หรือเป็นซากรถยนต์รวมถึงรถที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้ว ส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางมาติดต่อที่สำนักงานขนส่งฯ เพื่อขอปรับปรุงฐานข้อมูลให้ถูกต้อง และนำเอกสารหลักฐานไปใช้ประกอบการยื่นอุทธรณ์สิทธิต่อไป