แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก "น่ากังวลอย่างยิ่ง" ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

31 พ.ค. 2569 09:49 น.

แพทย์ไร้พรมแดนเตือนอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก “น่ากังวลอย่างยิ่ง” ติดเชื้อทะลุ 1,000 ราย

องค์การแพทย์ไร้พรมแดน เตือนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กำลังเข้าขั้นวิกฤตและน่ากังวลอย่างยิ่ง หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 1,000 รายภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ด้าน ผอ.องค์การอนามัยโลกลงพื้นที่สั่งการด้วยตัวเอง

ดร. อลัน กอนซาเลซ รองผู้อำนวยการองค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) แถลงว่า หลังจากรัฐบาลดีอาร์คองโกประกาศพื้นที่การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการในจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของประเทศได้เพียงสองสัปดาห์ สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงจนน่ากังวลขั้นสุด โดยชี้ว่า “ไม่เคยมีครั้งไหนที่การระบาดของอีโบลาจะพบผู้ป่วยจำนวนมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” พร้อมยอมรับว่าทีมแพทย์ในพื้นที่ยังไม่สามารถรับมือได้ทันความเร็วในการแพร่กระจายของโรค และปัจจุบันยังไม่มีใครทราบขนาดความรุนแรงที่แท้จริง เนื่องจากมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ยังมีตัวอย่างสิ่งส่งตรวจอีกหลายร้อยเคสที่ยังไม่ได้รับการตรวจวิเคราะห์

ปัจจุบัน ดีอาร์คองโกมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาแล้วมากกว่า 1,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 246 ราย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา มีรายงานพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันผลแล้ว 9 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกำลังประสบอุปสรรคสำคัญจากการปิดพรมแดน ปิดสนามบิน รวมถึงเหตุความขัดแย้งและการสู้รบภายในประเทศ

ด้าน ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เดินทางเยือนเมืองบูเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดอิตูรี เพื่อประเมินสถานการณ์และช่วยเหลือด้านการควบคุมโรค โดย ดร. เทดรอส ได้เรียกร้องให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้กับโรคร้าย เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาดีที่สุด พร้อมทั้งออกคำเตือนเรื่องความเสี่ยงจากพิธีกรรมการฝังศพ

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าการไว้อาลัยและให้เกียรติผู้ล่วงลับในพิธีศพมีความสำคัญเพียงใด แต่ในเวลานี้มันอันตรายมาก การสัมผัสร่างของผู้เสียชีวิตจากอีโบลาสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ ในขณะที่เรากำลังโศกเศร้า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียใครไปมากกว่านี้ และหยุดวงจรแห่งความสูญเสียให้ได้”

วิถีชีวิตและการเฝ้าระวังในพื้นที่บรรยากาศในเมืองบูเนีย ประชาชนยังคงใช้ชีวิตและทำการค้าขายตามปกติ อย่างไรก็ตาม ที่สนามบินประจำเมืองได้มีการตั้งจุดล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านสาธารณสุขผ่านทางวิทยุและโทรทัศน์ ทั้งในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาราชการ และภาษาท้องถิ่น

นอกจากนี้ ดร. เทดรอส ยังได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยชีวการแพทย์แห่งชาติในเมืองบูเนีย ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อและแจ้งผลได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์แยกกักโรคและรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที จากเดิมที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่กรุงคินชาซา ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 1,500 กิโลเมตร จนทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ

ทางการสาธารณสุขของบราซิลเปิดเผยว่า กำลังเร่งตรวจสอบผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีโบลาในรัฐเซาเปาลู โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นชายอายุ 37 ปี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากดีอาร์คองโก และขณะนี้ถูกแยกกักตัวในสถาบันโรคติดต่อเพื่อความปลอดภัยแล้ว

สำหรับการระบาดในครั้งนี้ เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากที่ชื่อว่า “สายพันธุ์บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองผลในการป้องกัน และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อ

โดยปกติแล้วไวรัสอีโบลาจะแพร่เชื้อในสัตว์ โดยมีค้างคาวแม่ไก่เป็นพาหะหลัก แต่สามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้จากการรับประทานหรือสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ และระบาดจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำอสุจิ และเหงื่อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน เช่น เข็มฉีดยา ที่นอน หรือเสื้อผ้าของผู้ป่วย.

ที่มา BBC

Leave a comment