#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/571991

บทความพิเศษ : ทางรอดของเศรษฐกิจไทย
วันอังคาร ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
1.จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของประเทศไทยหยุดชะงัก โดยเฉพาะการหยุดการเคลื่อนที่ของบรรดานักท่องเที่ยวเพราะ GDP ของประเทศไทยประมาณ 20% ขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ เมื่อเกิดการล็อกดาวน์ของทุกประเทศ จึงทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย รายรับที่เคยได้จากภาคการท่องเที่ยวจึงหายไป ดังนั้น สิ่งที่ต้องรีบจัดการแก้ไขก็คือ การทำให้นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยทางด้านสุขภาพในการเดินทางมาสู่ประเทศไทย ซึ่งหัวใจอันสำคัญที่สุดก็คือ การต้องเร่งการฉีดวัคซีนให้กับประชากร เนื่องจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เพียงเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วย นั่นจึงเป็นที่มาสำหรับแนวทางรอดของเศรษฐกิจไทย ดังนี้
หนึ่ง สำหรับภาคการท่องเที่ยว จังหวัดที่ทำรายได้เรื่องการท่องเที่ยว 3 จังหวัดแรก คือ ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่ ดังนั้น การจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจความปลอดภัยจากโควิด จึงต้องเริ่มต้นที่ภาคใต้ก่อนเป็นอันดับแรก คือ ภูเก็ต และกระบี่ ด้วยการระดมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในจังหวัดภูเก็ต และกระบี่ ให้ได้อัตราประมาณ 70% ของประชากรที่อยู่ในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในหมู่พลเมืองด้วยกัน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ และหวังไปถึงภูมิคุ้มกันหมู่เฉพาะพื้นที่นั้นๆ สำหรับทั้งสองจังหวัดดังกล่าว มีประชากรรวมกันแล้วประมาณหนึ่งล้านคน คาดว่าน่าจะใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ในการระดมฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด (สำหรับเข็มแรก และเข็มที่สองในอีก 21 วันต่อมา) จากนั้นการสื่อสารประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก ก็จะสามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบได้ โดยมีหัวใจหลักเป็นความปลอดภัยจากโควิด ด้วยภูมิคุ้มกันที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับจากวัคซีนเป็นที่เรียบร้อย
2.สิ่งที่ต้องบริหารจัดการในลำดับถัดมาสำหรับการท่องเที่ยวก็คือ ต้องเข้าใจกันก่อนว่า แม้การท่องเที่ยวในประเทศไทย จุดขายจะเป็นธรรมชาติ และอัธยาศัยที่เป็นมิตรของคนไทยในการให้บริการ แต่ผลการศึกษาวิจัยได้พบว่า สถานการณ์โควิดได้ทำให้นักท่องเที่ยวปรับทัศนคติใหม่ เป็นความต้องการเข้าไปมีประสบการณ์ร่วมโดยตรงของนักท่องเที่ยวต่อบริบทของพื้นที่เป้าหมาย อาทิ จังหวัดกระบี่ จะมีหอยอยู่ชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ริมชายหาด เมื่อน้ำลงชาวบ้านจะไปทำการกระทืบที่พื้นทรายเพื่อให้หอยโผล่ขึ้นมา จากนั้นก็จะเก็บเพื่อนำมาเป็นอาหาร หรือเอาไปขายสร้างรายได้ ชาวบ้านจึงเรียกหอยชนิดนี้ว่า “หอยกระทืบ”
วิถีชีวิต และวัฒนธรรมเช่นนี้ของชาวบ้าน คือ เสน่ห์และจุดขายใหม่ที่นักท่องเที่ยวหลงใหล หากเราสามารถจัดกิจกรรมพานักท่องเที่ยวกระทืบหอยที่ชายหาด แล้วนำไปประกอบอาหารทานที่โรงแรม ก็ย่อมสร้างความประทับใจและประสบการณ์อันสุดพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ และนี่เองเป็นสิ่งที่ผมพยายามนำเสนอมา ตั้งแต่ประเทศของเราเกิดสถานการณ์โควิดใหม่ๆ เพื่อยกระดับอาชีพของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ ให้มีมูลค่าสูงขึ้น นั่นก็คือ “การท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นสินค้าและบริการใหม่ที่ประเทศไทยยังไม่มี ซึ่งการจะทำให้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ได้ ความรู้สึกปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคือหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องโควิด และรายละเอียดเกี่ยวกับอาหาร และวัฒนธรรม ดังนั้น ข้อมูลสำหรับงานวิจัยชั้นสูงจึงต้องเข้ามามีบทบาท เช่น การจำแนกว่า อาหารแต่ละชนิด มีสารอาหารอะไรบ้าง และมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์อย่างไร รวมไปถึงกระบวนการทำให้ได้มานั้น อาทิ การจัดการกับเชื้อแบคทีเรียในพื้นทราย สำหรับกรณีหอยกระทืบ ควรต้องทำอย่างไร ความกระจ่างเหล่านี้จะสร้างคุณภาพในสินค้าและบริการได้อย่างมหาศาล และที่สำคัญ เป็นการเสริมความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดนั้นๆ ให้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว จนกลายเป็นคุณค่าทางความรู้สึกเชิงพื้นที่ได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งหมดนี้คือการยกระดับท้องถิ่น ผ่านการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรม ซึ่งตอบโจทย์การท่องเที่ยวหลังโควิดอย่างแท้จริง
3.สอง สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย (SME)ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ปัญหาใหญ่ของ SMEมี 2 เรื่อง คือ
1. ปัญหากระแสเงินสด เนื่องจากว่า เขาไม่มีรายได้มาปีกว่าแล้ว และต้องใช้หนี้ในการรักษากิจการไว้ดังนั้น จะทำอย่างไรให้สถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ให้กับ SME เพื่อให้เขามีเงินที่จะประคองสถานการณ์และรักษากิจการของเขาไว้ได้
และ 2. การปรับตัวของ SME คือ การทำให้ SME ปรับการผลิตของตนเอง ดังนี้
1. การทำให้มีผลิตภาพ (Productivity) สูงขึ้น คือ ค่าใช้จ่ายลดลง ผลผลิตมากขึ้น ด้วยการปรับวิธีการผลิต เป็นต้น
2. การปรับรูปแบบของสินค้า เพราะหลังโควิดความต้องการของลูกค้าอาจเปลี่ยนไป ดังนั้น จะทำอย่างไรในการปรับรูปแบบของสินค้า ตัวอย่างเช่น การลดขนาดของสินค้า เพื่อลดราคาลงมาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ใหม่ที่ SME ควรต้องได้รับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก เนื่องจากส่วนใหญ่ SME จะมีต้นทุนทางการเงินน้อย ต้นทุนความรู้น้อย และก็ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในการช่วยลดต้นทุน นี่จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ที่ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านความรู้กับ SME เพื่อให้สามารถปรับสินค้าและบริการของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมายหลังสถานการณ์โควิดได้อย่างเป็นระบบ
4.และสาม สำหรับภาคการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานของคนประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของตัวเองทำเกษตรมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็คือ นำความรู้ใหม่ที่เรียกกันว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใส่ลงไปในภาคการเกษตร ต้องพยายามเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรใหม่ คือ “การทำน้อย แต่ได้มาก”
การทำน้อย แต่ได้มาก คือ การเอาความรู้มาใส่ เพื่อเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตร ด้วยการทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น คุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรมีมากขึ้น และนั่นเป็นการเริ่มต้นสร้างผลิตภาพของผลผลิตทางการเกษตรที่จะสูงขึ้นตามมา อาทิ การแปรรูปผลผลิตให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร หรือความสามารถในการดึงสารออกฤทธิ์ออกมาจากพืชได้ ตรงนี้เองจะทำให้มูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรในประเทศสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนั้น หมดเวลาแล้วครับ กับการทำการเกษตรแบบเดิมๆ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องยกระดับการเกษตร ด้วยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้อย่างจริงจังกันเสียที
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลใช้สติปัญญา และความคิด ในการกำหนดนโยบาย เพราะการมองเห็นความได้เปรียบของชนบทว่ามีอะไรบ้าง การให้ความรู้ใหม่แก่ผู้ประกอบการ SME ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ว่าเกิดประโยชน์เป็นอย่างไร รวมไปถึงการทราบถึงการนำความได้เปรียบออกมาผลิตเป็นสินค้า และบริการ จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันแบบไหน และผลลัพธ์ของการกระจายรายได้ไปยังชนบท สร้างอาชีพ ยกระดับการทำมาหากินของชาวบ้าน จะสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
เมื่อรัฐบาลทราบถึงโอกาสดังกล่าวเหล่านี้แล้ว เชื่อแน่ว่าคงไม่มีทางปฏิเสธหนทางที่จะทำให้คนยากจน เกษตรกร และ SME ขนาดเล็ก สามารถลืมตาอ้าปาก และมีรายได้ที่สูงขึ้นแน่ ดังนั้น แนวทางนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อทางรอดของเศรษฐกิจไทย