#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/576108

บทความพิเศษ : ปัจจัยในการดำรง ‘ชาติ’ (ภาษาอีกที)
วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 02.00 น.
ภาษาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรง “ชาติ” โดยเฉพาะชาติเล็กๆ อย่างไทย, เขมร, เวียดนาม เผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่เคยเป็นชาติ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้มีอิสรภาพ ก็ยังพยายามรักษาภาษาเดิมของตนอยู่ โดยหวังว่าเมื่อตนมีดินแดน (Territory) ของตนเป็นอิสระแล้ว ก็จะได้สร้างชาติของตนขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง ไทใหญ่ ทิเบตหรือ คะฉิ่น อินคา หรือแคชเมียร์
การที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้ให้ความสำคัญแก่ภาษาไทย จึงเป็นการที่มีพระเนตรอันยาวไกล ต้องการจะฝากลูกหลานของพระองค์ ซึ่งเป็นคนไทยทุกคน ให้ช่วยกันทะนุถนอมและรักษาไว้
พวกเราเองทุกคนก็เคยตั้งปณิธานไว้ว่า จะสืบสานต่อในสิ่งที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริไว้ หรือทรงมีพระบรมราโชวาทไว้ นี่ก็เพิ่งจะ 5 ปี ที่เสด็จพ่อทรงจากลูกหลานชาวไทยไป เมื่อเรานึกถึงพระองค์ท่าน ก็ควรจะมาทบทวนด้วยว่า เราได้ช่วยสืบสานในสิ่งที่ทรงมีพระราชดำริไว้ หรือทรงมีพระบรมราโชวาทไว้หรือไม่
ในเรื่องภาษาไทย
ประการแรก ได้ทรงแนะนำไว้ว่า “ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง” คือให้ออกเสียง ให้ถูกต้อง ชัดเจน
ดังนั้น เมื่อเราดูรายการโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ ผู้ประกาศ พิธีกร นักแสดง ผู้ออกรายการ สู่สาธารณชน จึงพึงต้องระวังในการรักษาความบริสุทธิ์ในการออกเสียง
– การลงท้ายประโยคว่า “นะคะ” ย่อมจะไพเราะและน่าชื่นชมกว่า “เนาะ” มาก
– การถามผู้ชม ผู้ฟังว่า “ใช่ป๊ะ” น่าจะใช้กับลูกหลานวัย 2-3 ขวบ ส่วนกับสาธารณชนก็น่าจะ ออกเสียงให้ชัดเจนว่า“ใช่หรือเปล่าคะ” “ใช่หรือเปล่าครับ”
– การออกเสียงสถาบันการศึกษาว่า “มหาลัย” ย่อมเป็นการทำลายภาษาไทยโดยตรง เพราะคำว่า “มหาวิทยาลัย” จะน่าฟังและน่าเคารพนับถือมากกว่า
– ขณะนี้โควิดกำลังระบาด คนไข้ก็ควรจะไป “โรงพยาบาล”
มากกว่า “โรงบาน”
ประการที่สอง “ต้องรักษาวิธีใช้ให้บริสุทธิ์” เราเป็นคนไทยเราภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ของเรา ไม่ว่าจะโดยการกำเนิด โดยการอพยพมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศไทย นับสิบๆ หรือนับร้อยปี หรือโดยการได้รับสัญชาติมาด้วยความสมัครใจ หรือโดยพระมหากรุณาธิคุณ เราก็ควรจะศึกษาวิธีใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและบริสุทธิ์ การจะได้ศึกษา “หลักภาษาไทยเบื้องต้น” อะไรคือนาม กริยา กรรม อะไรคือศัพท์และภาษาทางราชการ อะไรคือศัพท์สำหรับครอบครัว อะไรคือศัพท์ในสังคมที่ตนอยู่หรือทำงาน อะไรคือราชาศัพท์ และมีวิธีใช้อย่างไร หรือนำมาใช้ให้ถูกต้อง ไพเราะเสนาะหูแก่ผู้ฟัง สมกับการเป็นคนไทย
ประการที่สาม คือ ความร่ำรวยของภาษาไทย ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออก ก็ใช้ศัพท์ภาษาต่างประเทศที่ตนเคยไปร่ำเรียนมา ปีสองปีบ้าง ห้าหกปีบ้าง หรือ 9-10 ปีบ้าง (ตั้งแต่มัธยมศึกษา)
ความจริงภาษาไทยเราร่ำรวย คำฝรั่งคำเดียวแปลเป็นไทยได้นับสิบๆ อย่าง เช่น
คนไทยชอบใช้คำว่า bully กันบ่อยๆ และมากมายหลายพฤติกรรม แต่ถ้าใช้ภาษาไทย จะแยกแยะได้ชัดเจนขึ้น และเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยเลือกใช้คำไทยที่เหมาะกับเรื่อง
– ผมถูก bully ว่าเป็นสลิ่ม อาจใช้ว่า
ผมถูกกระแนะกระแหนว่าเป็นสลิ่ม
– เขาชอบมา bully ผม ที่ไม่เมาเหล้าไปกับเขาด้วย อาจจะใช้ว่า
เขาชอบมาแขวะผม ที่ไม่เมาเหล้าไปกับเขา
– ที่โรงเรียน พี่ ม.5 ชอบมา bully เด็ก ม.4 อาจจะใช้ภาษาไทยว่า
ที่โรงเรียน พี่ ม.5 ชอบมารังแก เด็ก ม.4
– และยังมีคำแปลอีกมากมาย ว่า กระทบกระแทก เหน็บแนม เยาะเย้ย ระราน กลั่นแกล้ง ฯลฯ
คำง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ เรามีของเราอยู่นานแล้วไม่จำเป็นต้องมาบัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่ หรือนำศัพท์ต่างประเทศมาใช้ให้ชาวไร่ ชาวสวน งง
การบัญญัติศัพท์ใหม่ จึงควรจะเป็นเรื่องทางวิชาการหรือทางเทคโนโลยี เช่น
วัคซีน มาจาก Vaccine เทคโนโลยี มาจาก Technology
ดิจิทัล มาจาก Digital ฟิสิกส์ มาจาก Physics
_______________________________________
อะไรที่ไม่จำเป็น ก็ไม่ควรนำมาใช้ทำให้ภาษาไทยที่ร่ำรวยไปด้วยความหมาย ต้องหดหายไปทีละน้อยในหมู่ชนรุ่นหลัง
คำง่ายๆ ที่พวกเราเอาคำต่างประเทศมาใช้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง พนักงาน ของรัฐ ผู้ออกรายการโทรทัศน์ ก็มีอีกหลายคำ อาทิ
– แทนที่จะใช้คำว่า ความโปร่งใส ก็ใช้คำว่า Transparency
– แทนที่จะใช้คำว่า ความเห็นชอบ, คำยินยอม ก็ไปใช้คำว่า Consent
– แทนที่จะใช้คำว่า แผนการ แผนดำเนินงาน แนวทาง ก็ไปใช้คำว่า Road map และอีกมากมายหลายคำ
หากทุกท่านมีส่วนช่วยกันใช้ภาษาไทย ที่มีความร่ำรวยด้วยความหมายอยู่แล้ว ก็เท่ากับท่านได้ปฏิบัติตนตามพระราชดำริที่พระราชทานไว้ และได้ช่วยกันดำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย ต่อไป
____________________________________
เท่านั้นยังไม่พอ การที่หน่วยราชการไทย เช่นตำรวจท่องเที่ยว หรือเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น โดยการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษบ้าง จีนบ้าง ก็น่าจะเป็นการเหมาะสม
แต่การที่ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ท่าเรือประมงของกรมเจ้าท่า แถวๆ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระนอง สระแก้ว อรัญประเทศ จะต้องมาพูดภาษาเพื่อนบ้านและเขียนป้ายเป็นภาษาของประเทศเพื่อนบ้านเต็มไปหมด ก็ดูจะไม่เหมาะสม เพราะเพื่อนบ้านเราเข้ามาทำงานอยู่กับเราเป็นปีๆ หลายต่อหลายปี ก็ควรจะให้เขามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยตามสมควร
หรือแม้แต่หน่วยราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บางแห่งเขียนป้ายภาษาเพื่อนบ้านและพูดภาษาเพื่อนบ้านกับคนไทยใน 3 จังหวัดก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเขาเหล่านั้นก็เป็นคนไทย
เราควรจะต้องช่วยเหลือให้เพื่อนไทยเหล่านั้น ได้เรียนรู้ภาษาไทย ใช้ภาษาไทยได้ พูดภาษาไทยได้ เพราะภาษาไทยเป็นภาษาราชการของไทย หรือเป็นภาษากลางของประเทศ
____________________________________
อย่างไรก็ตาม เราก็จะต้องยอมรับความจริงว่า ภาษาท้องถิ่นยังมีความสำคัญอยู่ จำเป็นต้องดำรงคงอยู่ต่อไปในชุมชนต่างๆ ตามประวัติศาสตร์และความเป็นมาในอดีต
เช่น ภาษามอญ ยังพูดกันอยู่ในครอบครัวแถว อ.พระประแดง และบางอำเภอในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี
ภาษาไทยอีสาน ซึ่งเป็นภาษาไทยที่ยังใช้อยู่ทางภาคอีสาน มีความแตกต่างจากภาษากลางเล็กน้อยในเรื่องการออกเสียง
ภาษาเหนือ ภาษาใต้ ก็เช่นเดียวกัน เป็นภาษาท้องถิ่นที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ ใช้กันในครอบครัวหรือญาติสนิท หรือในท้องถิ่นนั้นๆ
แต่ทุกคนก็ควรจะสามารถเรียนรู้ ใช้ พูด และเขียนภาษาไทยอันเป็นภาษากลาง และภาษาทางราชการของชนชาติไทยในปัจจุบันได้
หน่วยราชการต่างๆ ทั้งคณะรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม สภาความมั่นคงแห่งชาติ จะต้องมีการวางนโยบายร่วม ที่มีแนวทางปฏิบัติ (ไม่ใช่ Road map) และมีเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อการดำรงอยู่ของภาษาไทยและชาติไทย ตลอดไป