#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/638521

วันอังคาร ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2565 ที่สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ซึ่ง “ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม” และคณะ ได้มองเห็นว่า พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 นั้น ไม่ได้กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และของโลก รวมทั้งการจัดทำแนวทางการดำเนินงานในอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อรัฐสภา
ทั้งๆ ที่เมื่อเข้าไปอ่านใน “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ได้กำหนดให้รัฐสภา มีบทบาทหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ของระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินของประเทศ โดยการดำเนินภารกิจดังกล่าวต้องคำนึงถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของทางรัฐบาลด้วย จึงถือว่า เป็นการบริหารราชการแผ่นดินโดยฝ่ายบริหาร
ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม และคณะ จึงเห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจัดทำรายงานดังกล่าวเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย และมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงิน และระบบสถาบันการเงิน ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจัดทำรายงานเปิดเผยสภาพเศรษฐกิจการเงิน การคลัง วิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งจัดทำแนวทางการดำเนินงานในอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย มานำเสนอต่อรัฐสภาทุกๆ สามเดือน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะตัวแทนของประชาชน ได้รับทราบความเคลื่อนไหว และการดำเนินงานต่างๆ ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อการแก้ไขปัญหา หรือพัฒนากระบวนการบริหารจัดการ หรือการดำเนินงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน
เบื้องต้นนี้เป็นหลักการ และความประสงค์ของผู้นำเสนอ ซึ่งสำหรับผม ในฐานะคนของประชาชน จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อความสำคัญในการยกระดับพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ให้มีความยึดโยงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และเหมาะสมต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน ดังนี้
ประเด็นแรก ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจะทำให้ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปเลย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังคงเป็นหน่วยงานที่สามารถจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระ ตามหลักแห่งวิชาชีพ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ วันนี้ปัญหาของประเทศไทยเกิดขึ้นเพราะว่า หน่วยงานที่มาให้ข้อมูลกับสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่แล้วเป็นหน่วยงานของกระทรวงที่สังกัดฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลเช่น สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งทางสภาฯ ได้รับรายงานจาก
3 หน่วยงานนี้ก็จริง แต่ปัญหาที่แท้จริง อันสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น สำนักงบประมาณจัดงบประมาณไม่ตรงกับปัญหาของพี่น้องประชาชน หรือ สตง. ตรวจกระบวนการใช้เงิน แต่ไม่ตรวจผลลัพธ์ของการใช้งบประมาณ หรือการที่กรมบัญชีกลางกลัวการทุจริต จึงทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า และได้ของที่ไม่ตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงระบบที่สำคัญอย่างยิ่ง และหน่วยงานตามที่กล่าวมา ก็ยังไม่มีการรายงานปัญหาตามที่ผมหยิบยกมาต่อสภาฯ ซึ่งเป็นสถานที่ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนโดยสำคัญ ผ่านตัวแทนที่พวกเขาเลือกเข้ามาทำงาน
ดังนั้น ผมหวังว่า การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำประเด็นที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนมารายงานต่อสภาแห่งนี้ เพราะจากการที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. หลายท่าน ก็ยืนยันได้ว่า วันนี้ พ.ร.ก.เงินกู้ สำหรับ SME ในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถกู้ได้ แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขมาถึง 2 ครั้งแล้วก็ตาม นั่นเพราะธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยกู้ โดยที่สิ่งเหล่านี้มีรายละเอียดวางอยู่ข้างหลังมากมาย ซึ่งทางกระทรวงการคลังไม่สามารถจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ และไม่สามารถที่จะเข้าไปล้วงข้อมูลมาได้ ตรงนี้เองที่ทาง ธปท. ซึ่งเป็นผู้กำกับธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น จะสามารถบอกกับเราได้ ว่าปัญหาคืออะไร ทำไม SME จึงไม่สามารถกู้ได้ นี่เป็นเหตุผลสำคัญ ว่าทำไม ธปท. จึงต้องยึดโยงกับปัญหาของประชาชน ผ่านทางตัวแทนของพวกเขาเหล่านั้นที่สภาฯ
นอกจากนั้น ในกรณีของธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ก็น่าสนใจ เพราะเขาบอกว่า กำลังพยายามปรับบทบาทเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา และมีเกษตรกรจากนครราชสีมาโทรมาบอกว่า ต้องการเงินกู้ 250,000 บาท ผมจึงประสานให้กับธนาคารเอ็กซิมแบงก์เพื่อปล่อยกู้ แต่สุดท้ายกลับตอบว่าให้กู้ไม่ได้ คำถามคือเป็นเพราะอะไร ติดกฎระเบียบตรงไหน จึงทำไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่มีคำอธิบาย แต่ผมเชื่อว่า ธปท. ทราบดี และสามารถเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมได้ เพียงแต่อาจติดปัญหาทางด้านกฎหมาย หรืออุปสรรคบางประการ ซึ่งถ้าข้อมูลดังกล่าวสามารถปรากฏที่สภาฯ ได้ ด้วยสถานะของฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ย่อมที่จะร่วมด้วยช่วยกันจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างลุล่วง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที
รวมไปถึงเรื่องปัญหาเรื่องการเงินอื่นๆ ของประเทศอีกมากมาย ที่ ธปท. และสภาฯ ควรต้องช่วยกันขบคิดหาทางออกให้กับประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น หนี้สินของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่มีการฟ้องร้องกันเยอะมาก และค่าทนายต่อรายก็ตก 7 พันบาทต่อคน รวมๆ แล้ว กยศ. ต้องควักเงินจ่ายค่าทนายไม่ต่ำกว่า 5 ถึง 7 พันล้านบาท คำถาม คือ ใครเป็นทนาย ทำไมจึงอยากฟ้อง แม้ว่าหนี้ กยศ. เหลือเพียง 5 พันบาท ก็จะฟ้อง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ข้อมูลเหล่านี้กระทรวงการคลังไม่มีวันทราบ แต่ ธปท. ทราบดี หรือกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ที่ปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกร แล้วลงทุนให้เงินเกษตรกรไปคืน ธ.ก.ส. เพื่อกู้ใหม่ไปเรื่อยๆ โดยที่นายทุนคนนั้นก็จะหักหัวคิวของเงินต่อรอบที่กู้มารายละ 2-3 หมื่นบาท ที่ดินผืนเดียวจึงถูกหมุนเงินไปมากกว่า 7 รอบ เมื่อเวลาผ่านไปที่ดินนั้นก็มีมูลค่าน้อยกว่าหนี้ แถมดอกเบี้ยยังสูงกว่าเงินต้นหลายเท่าตัวท้ายที่สุด ก็จบลงที่การฟ้องร้องยึดที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ นี่เป็นข้อมูลที่ ธปท. ทราบดี แต่ไม่มีการนำมาปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกให้กับชาวบ้านเหล่านั้น
ก็ต้องบอกว่า ตัวอย่างที่ยกมา เป็นแค่ปัญหาส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีปัญหา หรือความมีลับลมคมในอะไรบางอย่างทางการเงินของประเทศ ที่ ธปท. ทราบดี แต่ไม่มีใครได้ยิน นี่จึงเป็นที่มาของความต้องการให้ ธปท. มารายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ และผลการดำเนินงาน ต่อสภาฯ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของตัวแทนประชาชน เพื่อที่ ธปท. จะได้นำปัญหาของประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศชาติที่เสียหาย ซึ่ง ธปท. รู้ แต่สังคมไม่เคยได้ยิน มาบอกกับผู้แทนราษฎร อันจะนำไปสู่การผลักดัน (กฎหมาย) และช่วยกันแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ต่อการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ในด้านการเงิน และการสร้างคุณภาพทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า สภาผู้แทนราษฎร จะมีความเข้าใจใหม่ๆ ต่อปัญหา และจะพบแนวทางในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ หลังจากที่ทาง ธปท. ยินดีที่จะนำข้อมูลใหม่ๆ มาบอกกับพวกเรา ถึงตอนนี้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถูกส่งไปให้คณะรัฐมนตรีศึกษาเป็นเวลา 60 วัน ผมจึงนำมาสื่อสารให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบ และช่วยกันสื่อสารเหตุผลดังกล่าวนี้แก่รัฐบาล และทาง ธปท. ให้เข้าใจและเต็มใจที่จะมาร่วมด้วยช่วยกันทำอนาคตทางการเงินของประเทศไทย และของพี่น้องประชาชน ให้มีความมั่นคง และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป