#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/likesara/639975

วันอังคาร ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้ทราบจากรายงานข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อสภาพคล่องของโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ จำนวน 3,563 แห่ง ทำให้โรงเรียนเอกชนบางแห่งทั้งต่างจังหวัด และกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายต่อไปได้ เนื่องจากนักเรียนสมัครเรียนน้อยลง ผู้ปกครองค้างชำระค่าธรรมเนียมจำนวนมาก จึงสร้างผลกระทบต่อโรงเรียนเอกชนอย่างมหาศาล
“ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2564 มาจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนเอกชนไม่สามารถเปิดเรียนแบบ ONSITE ได้ การเปิดการเรียนการสอนแบบ ONLINE ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากเรียกร้องขอเงินค่าธรรมเนียมการศึกษาคืน อีกทั้งผู้ปกครองบางส่วนค้างจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กับโรงเรียนเอกชนกว่า 2,500 แห่ง ทำให้โรงเรียนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนครู ถึงแม้ว่าจะพยายามยื่นกู้จากสถาบันการเงิน แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สถาบันการเงินจึงไม่อนุมัติเงินกู้ให้กับโรงเรียนเอกชนบางแห่งส่วนบางแห่งได้รับเงินกู้ แต่ถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเกินไป ปัญหาดังกล่าวทำให้มีการเลิกจ้างครู และบุคลากรทางการศึกษาไปแล้วจำนวน 12,253 คน หากปัญหานี้ปล่อยวางจะกระทบถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทย และผู้ปกครองจำนวนมาก ที่พึ่งโรงเรียนเอกชนเป็นสถานศึกษาทางเลือก โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญ ที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล”
นอกจากให้รายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนแล้ว ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินคนนี้ ยังให้ข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในเรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน และการอุดหนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อรักษาโรงเรียนเอกชนที่กำลังประสบปัญหา และเยียวยาในส่วนที่ปิดตัวไปแล้ว โดยที่ข้อเรียกร้อง หรือข้อเสนอของนายสมศักดิ์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน อยู่ในช่วงของการรวบรวมรายละเอียดของความเป็นไปได้ ช่องทางของกฎหมาย และแนวทางที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นก็จะส่งเรื่องให้แก่นายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับผม นี่เป็นการทำหน้าที่ที่น่ายกย่อง และเป็นความพยายามที่ควรให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก ในการรักษา“คุณภาพทางการศึกษา” ของนักเรียน และดูแลบุคลากร รวมไปถึงหน่วยงานทางการศึกษาอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของรัฐ หรือเอกชนก็ตาม ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีต่อกรณีดังกล่าวนี้ผมจึงขอเสนอแนะ “หลักคิด” ที่เห็นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการตัดสินใจ และแก้ปัญหาในเรื่องนี้ พร้อมแนวทางบริหารจัดการที่ประสานประโยชน์แก่ทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้
1. โรงเรียนเอกชนมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ต่ำกว่าโรงเรียนในเครือข่ายของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. มาก ตั้งแต่เงินเดือน และสวัสดิการครู เงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน ค่าอาหารกลางวัน ไปจนถึงค่าซ่อมแซม และดูแลอาคารสถานที่ของโรงเรียน ดังนั้น ถ้าเรามองในมุมเช่นนี้ ภาพที่เห็นก็คือ โรงเรียนเอกชน คือ โรงเรียนที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการศึกษาให้กับกระทรวงศึกษาธิการ หรือกล่าวให้ชัดเจนก็คือ การที่โรงเรียนเอกชนหยุดกิจการทั้งหมด และทำให้นักเรียนกว่า 3.7 ล้านคน ต้องมาเข้าเรียนกับโรงเรียนในเครือข่ายของ สพฐ. นั้น รัฐบาลจะต้องจ่ายงบประมาณอุดหนุนรายหัวเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 7,400 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ไปจนถึงค่าอาหารกลางวัน ซึ่งถ้าเรารวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมา ตัวเลขน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายเงินเดือน และสวัสดิการครูอีกมากกว่า 100,000 คน ที่จะต้องมารับผิดชอบนักเรียน 3.7 ล้านคนนี้
ด้วยรายละเอียดทางงบประมาณตามที่นำเสนอมาถ้าพิจารณาด้วยเหตุผลนี้ ผมเห็นว่า การที่รัฐบาลเลือกที่จะรักษาให้โรงเรียนเอกชนอยู่รอด และช่วยแบ่งเบาภาระทางการศึกษา คือทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
2. โรงเรียนเอกชนต้องจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานของ สพฐ. เป็นเกณฑ์ และแน่นอนว่า ประสิทธิภาพของโรงเรียนเอกชนในด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการใช้นวัตกรรมทางการเรียนการสอน เพื่อคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน ย่อมมีประสบการณ์ และความชำนาญที่แตกต่างไปจากโรงเรียนในสังกัดของรัฐ หรือ สพฐ. ไม่มากก็น้อย จึงมีความเป็นไปได้ที่ เมื่อโรงเรียนเอกชนแต่ละแห่งได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน และสวัสดิการบางอย่างจากทางรัฐบาลเพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปได้แล้ว นอกจากรายละเอียดในการจัดการเรียนการสอน หรือหลักประกันที่โรงเรียนเอกชนต้องให้กับรัฐ เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพต่อนักเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่า เงินช่วยเหลือ และสวัสดิการที่ให้ มิใช่การให้เปล่าแล้ว
การบูรณาการ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ประสบการณ์ของบุคลากร และแนวทางที่จะยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนต่างๆ จึงควรต้องได้รับการประสาน หรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ในการนำไปส่งเสริมจุดแข็ง และลบจุดอ่อนในการบริหารจัดการการศึกษาของทั้งโรงเรียนภาครัฐ ในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเอกชน ที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
ใน “ประเทศสหรัฐอเมริกา” มีการเลือกที่จะให้เอกชนเข้าไปบริหารโรงเรียนของท้องถิ่น ที่รัฐบาลท้องถิ่น ไม่สามารถอุดหนุนงบประมาณได้ เพราะจำนวนนักเรียนน้อย แต่ด้วยประสิทธิภาพการบริหาร และคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนของเอกชน ทำให้โรงเรียนของท้องถิ่นกลับมามีชีวิต และจัดการศึกษาให้ชุมชนได้ โดยแบบแผนการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นนี้ “กระทรวงศึกษาธิการ” ของไทย ควรศึกษา และค้นหาแนวทางการทำงานกับโรงเรียนเอกชนในมุมมองใหม่ซึ่งผมหวังว่า ในอนาคตโรงเรียนเอกชนจะมีโอกาสได้เข้ามาช่วยบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กของกระทรวงฯ ต่อไป และนั่นจะทำให้ “การศึกษาไทย” จะได้รับการยกระดับ ด้วยความแตกต่างของการบริหารจัดการ ที่ได้รับการ “บูรณการ”ไปสู่ผลลัพธ์ในการสร้างคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนด้วยกันอย่างแท้จริง
ดังนั้น ถ้าประเด็นทั้งสองที่นำเสนอมานี้จะเกิดขึ้นจริง การช่วยเหลือทางการเงินแก่โรงเรียนเอกชน จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะไม่ใช่แค่โรงเรียนเอกชนคิดแต่เพียงการได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการจะคิดเพียงว่าโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่ทั้งสองจะสามารถเอื้อเฟื้อความสามารถ ประสบการณ์ และประสิทธิภาพร่วมกันได้ และต่อยอดไปถึง “การบูรณาการ” ที่จะทำให้ทุกอย่างไปอยู่ในจุดที่มีความสมบูรณ์สูงสุด ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้ คือ หนึ่ง การมองเห็นคุณค่าของโรงเรียนเอกชน ในสายตาของกระทรวงศึกษาธิการ และสอง ความจริงใจของโรงเรียนเอกชน ในความรับผิดชอบต่อคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียน
ทั้งหมดนี้ เป็น “หลักคิด” และ “แนวทาง” ที่ผมเห็นว่า ชัดเจนทางรายละเอียดมากที่สุด ในการนำไปเป็นฐานสำหรับการพิจารณาจัดทำ “นโยบาย” เพื่อการศึกษา และแก้ปัญหา “การปิดตัวของโรงเรียนเอกชน” ต่อไป
กนก วงษ์ตระหง่าน