ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/197887
การสนับสนุนการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะต้องขับเคลื่อนในปี 2559 เนื่องด้วยภาวะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงควรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะขณะนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีความปลอดภัยและผ่านการรับรองคุณภาพจึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า บทบาทของกรมวิชาการเกษตรเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีอยู่ 2 ด้านหลักๆ ได้แก่ การคิดค้นเทคโนโลยีการทำเกษตรอินทรีย์ให้เกิดความเป็นอินทรีย์จริงๆ เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงที่ผ่านมายังคงใช้พันธุ์พืชเดิมที่ถูกปรับปรุงพันธุ์มาบนพื้นฐานของการใช้เคมี วันนี้จึงจำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ คาดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถรับรองพันธุ์พืชอินทรีย์ได้หลายชนิด แต่จะเน้นกลุ่มพืชผักที่อายุสั้นเป็นหลักก่อน นอกจากนี้ จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ แต่เดิมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของเกษตรกรจะมีปัญหาเรื่องต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ค่อนข้างมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการหมักนานกว่าจะนำมาใช้ได้ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงนิยมหันไปใช้ปุ๋ยเคมีที่มีความสะดวกรวดเร็วกว่า กรมวิชาการเกษตร จึงได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ เพื่อให้การย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์เร็วขึ้น พร้อมกับสร้างโรงปุ๋ยอินทรีย์ต้นแบบ จำนวน 50โรง กระจายอยู่ทั่วประเทศ สำหรับให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานและนำกลับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล
อีกบทบาทหนึ่งคือด้านการตรวจและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการตรวจรับรองการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์นั้นจะต้องเป็นแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาก่อน และมีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจาก GAP มาสู่
ระบบเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการเป็นระยะเนื่องจากการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ระยะเวลา ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะเร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตพืชอินทรีย์มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 เดือนนี้ จะเร่งตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้ได้ไม่น้อยกว่า 3,000 ราย
กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบรับรองมาตรฐาน จึงมีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่การผลิตเกษตรอินทรีย์ได้มากขึ้น ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งยังมีปัจจัยสำคัญคือวันนี้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น จึงเป็นตัวผลักดันให้เกษตรกรต้องผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาด จะได้มีตลาดรองรับที่แน่นอนและสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะตลาดบนอย่างห้างสรรพสินค้าชั้นนำหรือ Modern Trade มีการคัดเลือกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานไปวางจำหน่าย เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ จะมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาในประเทศไทย แต่ก็ยังไม่สำเร็จตามเป้าหมายนัก เพราะว่าเมื่อเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกมาอย่างดี เมื่อถึงเวลาจำหน่ายก็ถูกนำไปรวมกับสินค้าที่ไม่ใช่อินทรีย์ ราคาจึงไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ขณะนี้มีระบบการจัดการที่ดี ทั้งระบบรับรองมาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ ระบบการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งผู้บริโภคก็ต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ที่สำคัญการทำเกษตรอินทรีย์เมื่อเปรียบเทียบกับเคมีแล้ว พบว่า การปลูกพืชผักอินทรีย์ใช้พื้นที่ 2-3 ไร่ แต่ถ้าดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้มข้นขึ้นจะสามารถสร้างรายได้ที่สูงกว่าการปลูกพืชไร่เป็นจำนวน 100 ไร่ได้ ขณะที่ต้นทุนก็น้อยกว่าเพราะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมี
“เกษตรกรต้องตัดสินใจเองแล้วว่า จะกลับมาสู่วิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ต้องเลือกระหว่างการทำเกษตรอินทรีย์แบบทำน้อยแต่ได้มาก หรือทำเกษตรแบบเดิมที่ทำมากแต่ได้น้อยแถมยังมีโอกาสขาดทุนสูง”