ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/199020
ในสภาวะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อย่างแรกที่ต้องคำนึงคือการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ถ้าเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพอย่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วยแล้ว ก็สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าสินค้าปกติ ที่สำคัญตลาดมีแนวโน้มต้องการสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กรมวิชาการเกษตร ในฐานะที่มีบทบาทในการตรวจและรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ได้เร่งดำเนินการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ให้เกษตรกรที่ผลิตตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตได้ราคาที่สูงกว่าท้องตลาด พร้อมกันนี้กรมวิชาการเกษตร ยังได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 คัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชอินทรีย์ดีเด่นประจำปี 2559 ของแต่ละเขต เพื่อเข้ารับมอบโล่รางวัลจากกรมวิชาการเกษตร เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรอีกทั้งเป็นแบบอย่างในการผลิตพืชอินทรีย์ให้กับเกษตรกรรายอื่น

นายจารึก ทาวะรมย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาการผลิตพืชอินทรีย์ดีเด่น ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 (สวพ.4) มีความโดดเด่นในการผลิตพืชสมุนไพรอินทรีย์ ที่มีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอนในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดหนึ่งเท่าตัว โดยนายจารึกเล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลูกพืชอินทรีย์ก็มีอาชีพทำนามาโดยตลอด ประสบปัญหาทั้งต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรงงานไถ หว่าน เก็บเกี่ยว และอื่นๆไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท แต่ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รายได้ไม่เพียงพอต้องเป็นหนี้สินแถมสุขภาพไม่แข็งแรงเจ็บป่วยบ่อย ๆ อันเนื่องจากจากการใช้สารเคมีเป็นประจำ จึงเริ่มสนใจการทำเกษตรแบบพอเพียงเลยคิดว่าจะมาปลูกพืชอินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ประกอบกับทางโรงพยาบาลตระการพืชผล เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชสุมนไพร เพื่อรับซื้อผลผลิตไปใช้ในโครงการแพทย์ทางเลือก (แพทย์แผนไทย) ตนจึงเริ่มปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดบนพื้นที่ 2 ไร่ 1 งาน
พร้อมกันนั้นก็ได้สมัครเข้าร่วมโครงการแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ที่ สวพ.4 ตั้งแต่ปี 2555 โดยทำตามขั้นตอนเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับรองแหล่งผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ทั้ง 10 ข้อ อย่างเคร่งครัด เช่น การวางแผนการจัดการ มีการวางแผนตลอดกระบวนการผลิตว่าตอนนี้จะปลูกพืชอะไร พืชไหนเก็บเกี่ยวได้เมื่อไร การจัดการและการปรับปรุงบำรุงดินก็ปลูกปุ๋ยพืชสดแล้วไถกลบเพื่อปรับปรุงดิน การจัดการศัตรูพืช จะทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี การบันทึกข้อมูลการผลิต มีการจดบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานประจำตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนการเก็บผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลการปฏิบัติในแปลง การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ก็จะเก็บผลผลิตตามระยะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น เพื่อให้ได้ตามที่โรงพยาบาลตระการพืชผลกำหนด เมื่อเก็บผลผลิตจะนำมาเคาะดินที่ติดอยู่ออกแล้วจึงนำมาแยกหัวพันธุ์ที่จะใช้ขยายพันธุ์เก็บไว้และส่วนที่เหลือนำขายให้โรงพยาบาล เป็นต้น เมื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดในปี 2556 จึงได้การรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 2556 คือ ขมิ้นชัน กับไพล ต่อมาในปี 2558 ได้รับการรับรองเพิ่มอีก 10 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม
ตะไคร้ ชุมเห็ดเทศ ใบหม่อน เตยหอม เพชรสังฆาต พญายอ ใบหนาดรางจืด หญ้ารีแพร์
เมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตอินทรีย์ (Organic Thailand) จาก สวพ.4 กรมวิชาการเกษตร ตนจึงได้นำไปยื่นแสดงในการซื้อขายผลผลิตกับทางโรงพยาบาล ซึ่งผู้ที่ได้รับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์จะได้ราคาที่สูงขึ้นจากราคาปกติ เช่น ขมิ้นชัน ราคาท้องตลาดจะอยู่ที่ 12 บาท/กก. พอเป็นขมิ้นชันอินทรีย์ ขายได้ 22-24 บาท/กก. ไพลทั่วไปราคาอยู่ที่ 15-18 บาท/กก. แต่ไพลอินทรีย์สามารถขายได้ราคาสูงถึง 27 บาท/กก. เรียกว่าทำพืชอินทรีย์ได้ราคาดีขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งผลผลิตทั้งหมดจะส่งขายให้กับทางโรงพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 4,000-5,000 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตแทบจะไม่มีเลย เพราะปุ๋ยก็ผลิตเองจากเศษใบไม้ พืชผัก การดูแลรักษาป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ สวพ.4 ในการทำสารชีวภาพต่างๆ ทดแทนการใช้สารเคมีผลไม้ แรงงานก็ไม่ต้องจ้างเพราะใช้แรงงานในครัวเรือน
“ตั้งแต่ผันตัวเองมาสู่การปลูกพืชผักอินทรีย์ ชีวิตเปลี่ยนไปโดยเฉพาะมีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีจากการวางแผนปลูกพืชสมุนไพรหมุนเวียน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ตามที่ลูกค้ากำหนด และที่สำคัญสามารถปลดหนี้ ส่งลูกเรียนจบปริญญาทั้งหมด และยังมีเงินเหลือพอที่จะอยู่แบบพอเพียงได้สบาย เมื่อเปรียบเทียบการทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 2 ไร่ ของตน น่าจะมีรายได้เหลือคุ้มค่ากว่าการปลูกพืชอื่นที่ต้องใช้พื้นที่นับ 10 ไร่ แต่มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงมาก ทั้งนี้ ตนได้เตรียมแผนขยายพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรให้ครอบคลุมที่โรงพยาบาลต้องการอีกหลายชนิด ก็น่าจะสามารถสร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับตนและครอบครัวได้เป็นอย่างดี” นายจารึก กล่าวทิ้งท้าย
หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนวทางการปลูกพืชสมุนไพรอินทรีย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่นายจารึก ทาวะรมย์ บ้านเลขที่ 117 หมู่ที่ 4 บ้านไร่ดง ตำบลโคกจาน อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 09-9032-2076 หรือเกษตรกรที่ต้องการเข้ารับการรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร หรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ใกล้บ้าน