ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221509.html
เปิดเวทีถกร่างรธน.ฉบับมีชัย สะท้อนเนื้อหาตามไม่ทันการพัฒนาของปชช. ปมสิทธิเสรีภาพถอยหลัง ส่อนัยแฝงหมกเมล็ดหวั่นสร้างความวุ่นวายในอนาคตได้
ที่รัฐสภาวันที่ 30 ม.ค.2559 ในเวทีอภิปราย เรื่อง ความเห็นต่อรัฐธรรมนูญ ประเด็นสถาบันการเมือและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งจัดโดยเครือข่ายขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) พร้อมด้วยสมาคมติดตามการพัฒนาสตรี (ตพส.) ในประเทศไทย โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเวที
นางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)มีความเข้าใจผิดต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้นไม่ใช่อยู่ที่ตัวอักษร แต่ถือเป็นเลือดเนื้อที่เป็นมากการเขียนไว้ลอย ๆ ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใด แต่สิทธิขอประชาชนคือการเรียนรู้และตระหนักต่อสิทธิ เมื่อประชาชนเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิแล้วจะมีความเข้าใจว่าการไม่ละเมิดบุคคลอื่นเป็นอย่างไร ไม่ใช่การเขียนบังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
นายไพโรจน์ พลเพชร ที่ปรึกษาสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) กล่าวว่า ขณะนี้ขบวนการภาคประชาชนในสังคมไทยไปไกลกว่าเนื้อหาที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.แล้ว แต่อาจมีบางฝ่ายที่มองว่าวุ่นวายจึงทำให้ผลออกมาตามที่เห็น อย่างไรก็ตามตนมองว่าประชาธิปไตยทางตรงถือเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
นายปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขานุการกรธ. กล่าวว่า หากกรธ. มีเสรีภาพในการทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีกรอบเหมือนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กรธ.จะสามารถเขียนอะไรได้อีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการทำร่างรัฐธรรมนูญมีความยากทั้งการทำเป้าหมายที่ทำให้สั้น และยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ไม่ควรเขียนแต่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเหมือนกับการประจาร แต่สิ่งที่กรธ.พิจารณาโดยเฉพาะประเด็นสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทยไม่ด้อยไปกว่าเดิมหรือด้อยไปกว่าสากล แต่การปรับวิธีการเขียนใหม่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ทั้งที่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญคือทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพทุกประการหากไม่มีกฎหมายใดเป็นข้อจำกัด ส่วนการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่ต้องมีความเข้มข้นนั้นต้องยอมรับว่าคนไทยขาดวินัย ดังนั้นการออกแบบสถาบันการเมืองหรือองค์กรตรวจสอบจึงต้องปรับใหม่หลักการสำคัญไม่ใช่เพื่อจับผิดซึ่งกันและกัน แต่ต้องการให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ
“ผมรู้สึกอายที่ต้องแปลรัฐธรรมนูญไทยเป็นภาษาอังกฤษให้ต่างชาติดู และเมื่อถูกเพื่อนชาวต่างชาติถูกตั้งคำถามว่านักการเมืองไทยเป็นอย่างไร ทำไมต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประหลาด หากโลกเปลี่ยนแปลงไป เกิดสิ่งใหม่แต่ไม่ถูกเขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร” นายปกรณ์ กล่าว
“บรรเจิด”ชี้ถอยหลังปมสิทธิเสรีภาพปชช.
นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน และหลักประกันที่สิทธิของประชาชนที่ต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้มีประเด็นที่กรธ. ควรปรับปรุง คือ 1. ในบททั่วไป มาตรา 4 ว่าด้วยปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ซึ่งถูกปรับจากเนื้อหาในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพบางประการของบุคคลที่อยู่ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่คนสัญชาติไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเจตนารมณ์ของมาตรา 4 นั้น ถือเป็นการประกาศอุดมการณ์ และแสดงเจตนาของรัฐที่จะคุ้มครอบุคคล ดังนั้นเมื่อปรับเนื้อหาอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิบางประการแก่คนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 2.ส่วนของหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักประกันของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ. ไม่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ 1.หลักความผูกพันโดยตรงของสิทธิและเสรีภาพที่มีผลผูกพัน ทั้งนี้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ2550 ที่กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง ไม่ถูกเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรธ. ดังนั้นตนมีความกังวลว่าเมื่อไม่ได้เขียนจะขาดหลักผูกพันโดยตรงต่อการปฏิบัติ และอาจกระทบต่อกระบวนการต่อสู้ทางคดีของประชาชนได้ ทั้งนี้หลักการดังกล่าวเกิดการพัฒนาและได้รับการยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเมื่อไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ.อาจทำให้เกิดปัญหาจะใช้ฐานในการพิจารณา และอาจนำไปสู่การย้อนกลับของหลักนิติธรรมได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 3. ประเด็นสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ ซึ่งหลักการดังกล่าวเสรีประชาธิปไตยถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบในการคุ้มครองสิทธิ เพราะสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีผลต่อเมื่อมีองค์กรตุลาการเข้ามาควบคุมและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างหลักประกันสิทธิ เสรีภาพให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์เพราะไม่มีจุดเชื่อมไปยังองค์กรตุลาการและอาจทำให้เกิดปัญหาได้
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า และ 4.รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 วางหลักประกันเกี่ยวกับการตรากฎหมายจำกัดสิทธิ อาทิ มีกฎหมายให้อำนาจในการจำกัดสิทธิ, หลักความพอสมควรแก่เหตุหรือเท่าที่จำเป็น, หลักการบังคับกฎหมายจำกัดต้องเป็นการทั่วไป, หลักกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพ เมื่อตรวจสอบกับร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. มาตรา 26 ว่าด้วยการตรากฎหมายที่จำกัดสิทธิ์ ไม่มีระบุไว้ ทั้งนี้มีตัวอย่างต่อกรณีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยทางหลวงหรือทางสาธารณะ ที่มีผลให้การชุมนุมบนทางหลวงต้องขออนุญาตต่อผู้อำนวยการเขตทางหลวง ซึ่งส.ว.เคยเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่าเนื้อหาดังกล่าวทำลายสิทธิเสรีภาพการชุมนุม ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉันว่ากฎหมายดังกล่าวกระทบสาระสำคัญของเสรีภาพการชุมนุมตามหลักการมาตรา 26 ดังนั้นตนมองว่าหลักสำคัญควรเขียนไว้
“ผมมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญแบบนื้ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความหมายแคบกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปัจจุบันยังให้การหลักประกันเกี่ยวกับศักดิ์ศรี สิทธิความเสมอภาคของปวงชนชาวไทยยังได้รับการคุ้มครองตามประเพณีปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่ ย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ออกมา หายไปทั้งหมด ผมคิดว่าขบวนประชาชนมีต้นทุนมาพอสมควร สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานแห่งสิทธิของกระบวนการประชาชนดังนั้นหลักการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิชุมชน ไม่ควรถอยหลังกลับไป ดังนั้นควรไตร่ตรองให้มากเพราะสิทธิเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสิทธิในตัวหนังสือ แต่เป็นวิถีชีวิตของประชาชน ที่ก่อรูปขึ้นมาช่วง 2 ทศวรรษ และเป็นเลือดเนื้อชีวิตของประชาชน ชาวเลย์ราไวจะอ้างอะไรในการดำรงอยู่เพราะสิทธิชุมชนการมีส่วนร่วมกำหนดวิถีชีวิต และใช้ทรัพยากร ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของหลักโต้แย้งกับเอกชน ความเห็นของผมมองว่าร่างรัฐธรรมนูญถอยหลังมากไปพอสมควร” นายบรรเจิด กล่าว
นายบรรเจิด กล่าวด้วยว่า 5.ในประเด็นของมาตรา 25 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของกรธ. ที่กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและเสรีภาพทุกประการ เว้นแต่ที่มีกฎหมายจำกัด หรือกระทบต่อความั่นคงของรัฐ ถือว่ามีนัยยพอสมควร หากเทียบกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกันที่เขียนไว้ในมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่าการใช้สิทธิของบุคคลจะเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ดังนั้นเมื่อปรับใหม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพที่ต้องไม่กระทบความมั่นคงของรัฐ อาจทำให้เกิดปัญหาต่อขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพ อย่างไรก็ตามตนมองว่าเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจก่อให้เกิดปัญหาและความโกลาหลได้หากมีผลบังคับใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยน
เพื่อไทยติงสืบทอดอำนาจ-ทำรัฐอ่อนแอ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยรัฐธรรมนูญร่างแรกว่า สิ่งที่ตนเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดของร่าง รธน.ฉบับนี้ คือ การกำหนดกติกาที่มีผลให้รัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ไร้เสถียรภาพ อ่อนแอ ทั้งนี้การที่มีการชูประเด็นการปราบทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพียงแต่ กรธ.ตีปี๊บชูประเด็นปราบโกงก็เพื่อกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความพยายามในการสืบทอดอำนาจ โดยเห็นได้จากการกำหนดกติกาไปสู่หลักคิดดังกล่าว เช่น 1.นายกฯ มาจากคนนอกได้ 2.กำหนดระบบเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้การเมืองอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ จะได้ไปเลือกคนนอกเป็นนายกฯ ได้ 3.ไม่ตัดสิทธิ์ คสช.ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งๆที่ กรธ. ซึ่งคสช.แต่งตั้งยังถูกตัดสิทธิ์ แต่ผู้มีอำนาจเหนือ กรธ.กลับมีสิทธิ์ฯ 4.ในบทเฉพาะกาล ยังคงให้คสช.มีอำนาจไปจนถึงวันเลือกตั้ง และส่งมอบหน้าที่ให้กับรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้ คสช.ควบคุม กลไกรัฐทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งอำนาจงบประมาณ อันอาจ เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ประชาชนจะมั่นใจในความเป็นกลางได้อย่างไร
นายชวลิต กล่าวว่า ทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญที่จะกำหนดกติกาเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น โดยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมมือกัน แต่ไม่ใช่มัดมือมัดเท้าจนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไม่ได้ไม่เช่นนั้น เราจะมีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ OTOP ฯลฯ ที่รัฐบาลนี้ก็นำมาใช้ต่อเนื่องได้อย่างไร
“ผมมองไม่เห็นทางที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ปัญหาของประเทศที่กำลังประสบอยู่ หากรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เกิดการเลือกตั้งในกติกาที่ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาใช้กัน ทั้งหมดจะส่งผลให้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนจะยิ่งแย่ลงไป” นายชวลิต กล่าว
นายชวลิต กล่าวว่า ขอให้ กรธ.รับข้อคิดอีกมุมหนึ่งกลับไปปรับปรุงแก้ไข หากยืนยันหลักการเดิม ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ตนเสียดายเงินงบประมาณ 3 พันกว่าล้าน ในการทำประชามติโอกาสผ่านยาก เพราะประชาชนทุกครัวเรือนห่วงปัญหาปากท้องเป็นสำคัญ ตามโพลที่ได้สำรวจมาทุกสำนัก เป็นเครื่องเตือนสติทุกฝ่ายว่า ถ้ารัฐบาลอ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
“อุเทน”หมกเม็ดปิดทางแก้ไขในอนาคต
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ว่า ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีส่วนใดเลยที่สะท้อนว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข ที่ไม่ได้รับเท่าที่ควรจะเป็น ส่วนเรื่องกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และระบบตรวจสอบ ที่นายมีชัยพยายามโฆษณาว่ามีความเข้มแข็งนั้น ก็เป็นการวางกับดัก และจ้องหาเรื่องฝ่ายการเมืองมากกว่า ด้วยการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ มาครอบงำผู้แทนที่มาจากประชาชน ทั้งในเรื่องการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ในทางตรงกันข้ามกลับไม่มีส่วนใดที่มุ่งแก้ไขระบบราชการให้ดีขึ้นเลย
“การเพิ่มอาจให้องค์กรอิสระ ซึ่งขาดการยึดโยงจากประชาชน ก็เท่ากับการวางกับดัก ที่จะส่งคนของกลุ่มอำนาจปัจจุบันเข้าไปควบคุมครอบงำตัวแทนของประชาชนที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจให้องค์กรหรือหน่วยงานใด แค่บังคับกฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้กฎหมายหย่อนยาน ต่อรองได้ ก็เป็นกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เข้มแข็งได้แล้ว” นายอุเทน กล่าว
นายอุเทน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องเปิดทางให้ คสช.สืบต่ออำนาจ หรือที่มาของ ส.ส.-ส.ว. หรือเรื่องการตามที่หลายฝ่ายวิจารณ์กัน เพราะไม่ว่า กรธ.ในความควบคุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะกำหนดกติกาอย่างไร เชื่อว่าพรรคและนักการเมืองก็คงต้องยอมรับ เพราะทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด แต่ตนเป็นห่วงเนื้อหาที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดูแล้วทำได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเตือนแล้วว่า การร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างเงื่อนไขใดๆให้แก้ไขได้ยาก จะเขียนจะร่างแบบไหนก็ได้ แต่ต้องเปิดช่องให้สามารถแก้ไขได้โดยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะตามหลักสากลแล้ว รัฐธรรมนูญต้องร่างจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น
“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้จริง ขอตั้งชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับผูกขาดอำนาจ หรือวางยาประเทศไทย เพราะมีการหมกเม็ดกลไกเงื่อนไข จนทำให้ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย ” นายอุเทน ระบุ.
