ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160130/221508.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม 2559
‘อุทัย’ เตือน ‘ประยุทธ์’ ระวังจะเสียคน แนะดูตัวอย่างนักปฏิวัติรุ่นพี่ ไปไม่รอดสักราย ถ้าคิดว่าเก่งกว่าให้อยู่ต่อ ให้ฉายาร่างรธน. ฉบับใส่หมวก
30 ม.ค. 59 นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในงานสถาปนาสภาพัฒนาการเมืองครบรอบ 8 ปี โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า
การเมืองทุกวันนี้ถูกย่ำยีจนคนไม่เห็นประโยชน์ของการเมือง นักการเมืองถูกมองเป็นเหมือนตัวเสนียดจัญไรของบ้านเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถานที่สำหรับอภิปรายเนื้อหาที่พูดเป็นเรื่องความเลวและคนเลว เป็นการอภิปรายเพื่อขับไล่และป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบหรือเสียโอกาส เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าใครทำความเลว และจะไม่เลือกคนเลวเข้ามาในสภาฯ ทั้งนี้ การเลือกตั้งกำลังใกล้เข้ามา รัฐธรรมนูญกำลังจะคลอด โดยตนเห็นว่าน่าจะเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวก” เพราะในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ใส่หมวก อาจจะใส่เพราะกันลม กันหนาว หรือใส่อะไรไว้ในหมวกก็แล้วแต่
“การใส่หมวกนั้นเป็นการปิดสิ่งที่ไม่อยากให้เห็น ดังนั้น การเรียกรัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกก็จะทำให้เห็นว่ามีการปิดอะไรไว้หลายอย่าง อาทิ เรื่องให้ ส.ว.มาจากการคัดสรรแต่ละอาชีพแทนการเลือกตั้ง และหากคนที่มาจากกลุ่มอาชีพมาเป็นตัวแทนปวงชน เขาก็จะปกป้องแค่อาชีพตัวเอง กลายเป็นการแบ่งคอก ผู้แทนกลุ่มนี้เป็นได้เพียงผู้แทนแขนคอก ไม่ใช่ผู้แทนของปวงชน ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 50 มีผู้แทนแขนคอกพวกหนึ่งเข้าไปร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ได้คือ ยืดอายุราชการผู้พิพากษาศาลจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ผู้แทนกลุ่มอาชีพจึงไม่ใช่ผู้แทนปวงชน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่มีการปกปิดไว้ ซึ่งก็ขอบอกว่าคนไทยไม่ได้โง่ แต่ก็เชื่อว่าแม้จะมีการรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก็จะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ดีก็อย่ามาโทษประชาชน เหมือนทำของบูดให้กินแล้วประชาชนท้องเสียจะโทษประชาชนไม่ได้”
นายอุทัย กล่าวอีกว่า วันนี้หลายคนยังไม่เข้าใจความหมายของประชาธิปไตย จึงคิดว่าไม่ต้องไปเลือกตั้งก็ได้ จึงขออธิบายว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ จะเป็นการปกครองแบบโดยประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) เพื่อประชาชน ก็ไม่ได้ ซึ่งนายกฯ ก็ยอมรับแล้วว่าไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรอให้มีการเลือกตั้ง แต่จะเลือกเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ เพราะเลื่อนไปเรื่อยๆ ส่วนความจำเป็นของการเลือกตั้งนั้น ตนมองว่า การเลือกตั้งเป็นวิธีการคัดผู้นำ โดยผู้นำต้องมีความกล้าหาญ ซึ่งพระพุทธเจ้ากำหนดมีองค์ประกอบของความกล้าหาญของผู้นำไว้ 5 ด้าน คือ 1. ศรัทธา มีความชอบ เชื่อ และมั่นใจในประชาธิปไตย 2. ศีล คือเป็นคนดี ไม่โกง 3. รู้มาก ฟังมาก เห็นมาก ซึ่งตรงกับหลักการในการเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังประชาชน 4. ความอดทน โดยเฉพาะความอดทนฟังประชาชน ถึงแม้จะโดนด่าก็ต้องทนฟัง นายกฯ เป็นคนเก่ง แต่เรื่องความอดทนไม่ได้ และ 5. ปัญญา คือต้องเป็นคนฉลาด ซึ่งหากเห็นตามนี้แล้วจึงชัดเจนว่า การคัดเลือกผู้นำจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่หากบอกว่ามาด้วยความจำเป็น ก็ต้องรีบไปเร็วๆ
“ผมอยากปรับทัศนคติบางคนให้ดูตัวอย่างรุ่นพี่ นักปฏิวัติในประวัติศาสตร์เป็นพลเอกและจอมพลทั้งนั้น แต่อยู่รอดปลอดภัยกี่คน จุดจบอยู่ตรงไหน ถูกประชาชนขับไล่ ไปไม่รอดสักราย คุณเป็นรุ่นน้องถ้าคิดว่าเก่งกว่าก็อยู่ต่อไป แต่ถ้าไม่ ต้องรีบถอย ผมเตือนว่าอย่าไปเชื่อคำพูดคน 2 พวกที่พูดว่า อยู่ต่ออย่างนี้ต่อไปดีแล้ว และที่บอกว่าให้อยู่ต่อเพราะยังทำหลายเรื่องไม่เรียบร้อย จะทำให้การปฏิวัติและปฏิรูปเสียของ แต่ผมห่วงว่าจะเสียคนมากกว่า ซึ่งเป็นการเสียคนทางการเมือง คนที่บอกนายกฯ ว่าให้อยู่ต่อไป คือพวกที่สบายแล้ว มีอันจะกิน แต่คนพวกอื่นนั้นเขาสบายหรือไม่ก็ไม่รู้ และหากมีเรื่องที่ค้างอยู่ ก็ปล่อยให้รัฐบาลที่เขามาจากการเลือกตั้งทำต่อไปก็ได้ ไม่มีประเทศใดในโลกสงบสุข 100% แต่ทุกประเทศแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งเพื่อให้ 2 ฝ่าย มีเวทีได้พูดคุยกัน”
นายอุทัย กล่าวอีกว่า คำพูดของผู้นำเป็นสัญญาประชาคม และเป็นเรื่องที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่าจะทำตามโรดแม็พ ก็ต้องทำตามโรดแม็พไป อย่าไปกังวลเรื่องปรองดอง เพราะคำนี้พูดมาหลายปีแล้ว อย่าเอามาเป็นสาระมากนัก แต่ต้องรู้ว่าต้นเหตุมันอยู่ตรงไหน อยู่ที่ผลประโยชน์ของคนแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่จับคนมาฟังเพลงแล้วให้ปรองดองกัน แต่การใช้ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นการทำให้ผลประโยชน์ของทุกกลุ่มลงตัว ซึ่งต้องทำผ่านการเลือกตั้ง และจะเป็นที่มาของความปรองดองที่แท้จริง เหตุนี้จึงทำให้หลายประเทศห่วงประเทศไทย เพราะประชาธิปไตยมีค่า มีราคา มีความหมาย ซึ่งตนก็ยังกังวลว่าหากมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกอย่างนี้ ก็ไม่แน่ใจ เพราะมีการซ่อนเร้นหลายเรื่อง ขอเตือนว่าคนไทยไม่ได้กินแกลบ อย่าคิดว่าซ่อนไว้แล้วคนจะมองไม่เห็น
“ขอให้เข้าใจว่านักการเมืองไม่ดีมีไม่กี่คน ทักษิณ (นายทักษิณ ชินวัตร) ในทางการเมืองไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าเขา มีสมาชิกเยอะ เงินเยอะ แต่ทำไม่ดีก็ไปไม่รอด อย่าไปกลัวว่ามีประชาธิปไตยแล้วบ้านเมืองจะถูกปู้ยี่ปู้ยำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปรอด เพราะยึดหลักประชาธิปไตย ทุกครั้งที่มีปัญหาจะยุบสภาฯ ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เมื่อกลับเข้ามาทุกอย่างก็เรียบร้อย ท่านจึงเป็นนายกฯ ที่ยุบสภาฯ บ่อยที่สุด และเป็นนายกฯ นานที่สุด เมื่อครบ 8 ปี ก็ไม่รับตำแหน่งอีก 2 ปีที่ผ่านมา ในสภาฯ พูดกันแต่เรื่องคนดี อภิปรายจบคนปรบมือให้ด้วย หาคนไม่ดีไม่ได้เลย ประชาชนคงต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไรระหว่างอภิปรายเรื่องคนดี หรืออภิปรายเรื่องคนเลว”
นายอุทัย ให้สัมภาษณ์ในภายหลังอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ผ่าน ตนไม่อยากชี้นำ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะมาโทษตน ซึ่งแนวทางประชาธิปไตยจะไปอย่างไร และคิดว่าประชาชนมีความรู้เยอะอยู่แล้ว ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็เสนอให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แล้วอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี และถ้านายกฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ก็ไม่ต้องห่วงว่า ส.ส.จะมีความผูกพันกับรัฐบาล เพราะสามารถแยกฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารได้ และให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยการเลือกตั้ง ส.ส.ทุก 2 ปี จะช่วยแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้ นอกจากนี้ไม่ต้องกังวลว่านายกฯ จะกลายเป็นประธานาธิบดี เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดว่า ประเทศไทยปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ด้านนายธีรภัทร์ เสรรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวในเรื่องพลเมืองไทยร่วมใจพัฒนาการเมือง ว่า ตนเคยตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ว่าเป็นรัฐธรรมนูญเซียงเมี่ยง ภาษาอีสานแปลว่าศรีธนญชัย แต่ร่างฉบับล่าสุด ยกให้เป็นดับเบิ้ลเซียงเมี่ยง มีความพยายามแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น การพัฒนาการเมืองจึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในฐานล่างไม่ให้ล้าหลังในทางการเมือง
