ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/570383
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2559 05:01

รอบข้างเป็นพิษ ชี้ชะตาผู้นำ
เมืองไทยหนาวยะเยือกเป็นประวัติการณ์ สั่นสะท้านไปตามๆกัน
ลมฟ้าอากาศแปรปรวน ในสภาพที่สังคมไทยก็ตกอยู่ในภาวะปรวนแปร ตามปรากฏการณ์กระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” กลายเป็นวาระสำคัญของชาติ
ถึงขนาดที่คนระดับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ไปยัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ต้องออกมาพูดถึงกระแสที่ไร้แก่นสาร ในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องมาประชุมถกกัน
ว่าด้วยเรื่องการนำ “ตุ๊กตาลูกเทพ” โดยสารเครื่องบิน แทนที่จะเอาเวลาไปคิดอ่านการงานที่เป็นสาระ
ตามจังหวะเร่งด่วนที่ไทยต้องเร่งแก้ปัญหาด้านมาตรฐานการบินที่ยังติดใบแดง
เรื่องไม่เป็นเรื่อง ดันกลายเป็นเรื่องขึ้นมาได้
ส่วนเรื่องที่หนีไม่พ้นต้องเป็นเรื่องแน่ๆ ตามคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถึงกำหนดโชว์ร่างแรกแบบรายมาตราในวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา
เนื้อหาก็อย่างที่แพลมๆออกมาเป็นข่าวก่อนหน้า โฟกัสปมท้าทายแรงเสียดทาน 3–4 มาตรา ที่เป็นปัญหาถกเถียงกันมาตลอด ในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ระบบเลือกตั้ง การให้อำนาจองค์กรอิสระเหนือรัฐบาล
โดนตั้งแง่ๆว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย
เอาเป็นว่า ตามขั้นตอนก็แค่เปิดกันตามพิธีกรรมที่กำหนดไว้ในโรดแม็ป
และไฮไลต์ที่จับตากันจริงๆไม่ใช่แค่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลายเป็นเงื่อนไขตามบทเฉพาะกาล ที่ถูกจับจ้องปมการต่อท่ออำนาจ
ปูทางให้รัฐบาลทหาร คสช.ลากยาว
ซึ่งก็เป็นนายมีชัยที่ยอมรับเองเลยว่า จำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปปลายปี 2560 เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการร่างกฎหมายลูก 8 เดือน หลังจากนั้นอีก 5 เดือน จึงมีเลือกตั้ง
โยนเงื่อนปมเวลาใหม่เข้ามาหยั่งสถานการณ์
ทั้งๆที่ร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านด่านประชามติเลยด้วยซ้ำ
แต่ที่แน่ๆก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินกันทั่วโลกอีกครั้ง ตั้งแต่ก่อนเปิดโชว์รัฐธรรมนูญร่างแรกแล้ว
ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านประชามติหรือโดนคว่ำ
ประเทศไทยก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคมปี 2560 ตามโรดแม็ปไม่เปลี่ยนแปลง
“จะอยู่ทำไม ผมทำหน้าที่ของผมแล้ว”
จับอาการ ประเมินอารมณ์ พล.อ.ประยุทธ์ เร่งวันคืนอำนาจ โดยไม่ผูกติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญใหม่
ย้ำแล้วย้ำอีก รัฐบาลทหาร คสช.ไปแน่ตามที่นัดกันไว้
แน่นอน อ่านไต๋กันตามเหลี่ยมเกมอำนาจ เบื้องต้นมันก็แค่ยุทธศาสตร์ในการลดแรงเสียดทาน รีบประกาศให้ฝ่ายต่อต้านได้รับรู้ธงล่วงหน้า
โดยเฉพาะการผ่อนคลายแรงกดดันจากนักเลือกตั้ง
แต่ขึ้นชื่อว่าทหารอาชีพที่สไตล์ดุดันอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ถืออำนาจรัฏฐาธิปัตย์อยู่ในกำมือ เรื่องอาการแหยงนักการเมืองอาจจะเบาเกินไป
มันน่าจะมีแรงกดดันจากสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงกว่านั้น
ที่สำคัญเลย มันก็มีจุดเชื่อมโยงกันได้ เพราะในสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ชิงประกาศปล่อยไฟเขียวเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม กลางปี 2560
เร่งคิวชิ่งถอยจากจุดศูนย์กลางอำนาจ
ตามจังหวะมันก็ไล่เลี่ยๆกับปรากฏการณ์ร้อนๆที่ พล.อ.ประยุทธ์แฉออกอากาศเองเลยว่า มีคนระดับ ด็อกเตอร์รายหนึ่ง แอบอ้างชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ไปเรียกรับผลประโยชน์กับส่วนราชการ
ตีกินหัวคิวในการพิจารณาโครงการต่างๆ
โดยได้เบาะแสมาจากรายการ “คนค้นธรรม” ตอนขอความเป็นธรรมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เรียกรับทรัพย์ ผ่านทางยูทูบและช่อง WBTVwatyannawa ที่มีการสัมภาษณ์ผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจในวงการค้าข้าว
แฉขบวนการหลอกลวงที่มีนายทหารระดับ “เสธ.” อ้างเป็นตัวจักรสำคัญใน คสช. เป็นตัวละครสำคัญที่ไปเรียกรับผลประโยชน์จากการอ้างสามารถช่วยนำข้าวเสื่อมสภาพออกมาให้ได้
นายกฯชี้เป้าให้ “จับโจร” ที่แฝงอยู่ในขุมข่ายรัฐบาล
และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว “ด็อกเตอร์เดชจรัส ชาญรัตน์” อดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อสอบปากคำพร้อมแจ้งข้อหา “พยายามฉ้อโกง” หลังร่วมกับพวกอีก 3 ราย หลอกลวงผู้เสียหายว่า มีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวน 3 แสนตัน ขายให้ในราคาถูก
พยาน หลักฐาน ตัวละคร ครบตามข้อมูล
ซึ่งนั่นก็ต้องออกมาเคลียร์กันเป็นพัลวัน ในบรรดาผู้ที่อยู่ในข่ายโดนพาดพิง
โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันเป็นเชิงออกตัวเลยว่า คนที่แอบอ้างนั้นมีตลอด เรื่องนี้กวนใจมาก เพราะได้รับมอบหมายจากนายกฯให้ดูแลงานต่างๆหลายเรื่อง
เราตั้งใจทำให้เกิดความโปร่งใส แต่ยังมีบางกลุ่มหรือบางพวกไม่ต้องการให้เดินไปข้างหน้าด้วยการโจมตีตนเอง เขียนเรื่องส่งไปให้นายกฯกล่าวหาว่า ตั้งโครงการใหม่ๆเพื่อต้องการร่ำรวย เรื่องพวกนี้ทำให้เกิดความเสียหาย และทำให้การเดินหน้าต่อไปลำบาก เหมือนโดนเตะตัดขาอยู่เรื่อย เสี้ยมให้คนเกลียดกัน
ยืนยันที่ผ่านมา ทำงานมา 2 รัฐบาลแล้วไม่เคยแตะเงินสักบาท
ขณะที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็บอกปัดไม่รู้จักนายเดชจรัสเป็นการส่วนตัว ส่วน “เสธ.เปี๊ยก” หรือ พ.อ.จีระศักดิ์ จันทร์อวยชัย ยังไม่แน่ใจ เนื่องจากเป็นนายทหารรุ่นน้องอาจจะรู้จัก แต่ถ้าก้าวล่วง แอบอ้างเอาชื่อตนไปหากินเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เกิดความเสียหายจะฟ้องดำเนินคดีแน่นอน
ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็ปฏิเสธว่าไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และไม่เคยได้รับปลาสวยงาม ยังงงว่า มีชื่อตนเองได้อย่างไร
ตีกรรเชียงหนี “ขี้” เหม็นๆกันอุตลุด
แน่นอน ก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์จั่วหัวประจานไว้ตั้งแต่แรกว่า เป็นการ “แอบอ้าง” ดังนั้นรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายโดนพาดพิงย่อมไม่รู้เห็นด้วยเป็นธรรมดา
แต่ตามสภาพแห่งความเป็นจริง อย่างที่เข้าใจได้ในวงการ “นายหน้า”
ด้วยสถานะของตัวละครระดับ “ด็อกเตอร์” และระดับ “เสธ.” ทหาร ไม่ใช่ตาสีตาสาชาวบ้านธรรมดา อย่างน้อยมันก็ต้องมีเส้นสายลายทางทำให้เข้าหารัฐมนตรีฝ่ายบริหาร
มีน้ำหนักมากพอทำให้พ่อค้าหลงเชื่อได้
ที่แน่ๆสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือขบวนการพวกนี้ป้วนเปี้ยนอยู่ในขุมข่ายศูนย์กลางอำนาจ
ซึ่งนั่นก็ห้ามไม่ได้ที่จะกระตุกสังคมนึกย้อนไปถึงในรอบ 1 ปีครึ่งของรัฐบาลทหาร คสช. ขบวนการเหล่านี้น่าจะแฝงตัวหาประโยชน์อยู่ในห้วงสถานการณ์อำนาจพิเศษมาตลอด
ยิ่งไม่มีสภาฯตรวจสอบเหมือนรัฐบาลปกติทั่วไป ก็ยิ่งหวานคอแร้ง
นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า โดยสถานการณ์มาถึงวันนี้มันหนักข้อขึ้น ไม่ใช่แค่การอ้างระดับรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี แต่มันลามถึงการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี
นี่หรือเปล่าคือจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์อั้นไว้ไม่ไหว
ต้องกดปุ่มระเบิด ประจานขบวนการแอบอ้างฟันหัวคิวก่อนลามเข้าเนื้อ
ประกอบกับจังหวะบังเอิญ ที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้มีการเปิดเผยผลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 2558 โดยประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นจาก 85 ขยับมาอยู่ที่ 76
แต่อย่างไรก็ตามระดับคะแนนความโปร่งใสยังเท่ากับปีก่อนคือ 38 คะแนน ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายของการจัดทำดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันก็ลดลงจาก 175 ประเทศเมื่อปี 2557 เหลือเพียง 168 ประเทศ
นั่นหมายถึงว่า สถานการณ์ความโปร่งใสในเมืองไทยไม่ได้กระเตื้องไปกว่าเดิม
การเทกแอ็กชั่นของนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ในช่วงการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน โชว์ธงเป้าหมายเพื่อเข้ามาล้างทุจริตคอร์รัปชัน ยกระดับความโปร่งใสประเทศไทย
ไม่มีผลในสายตาขององค์กรวัดความโปร่งใสตามมาตรฐานโลก
ซึ่งคำตอบมันก็สะท้อนตามสถานการณ์ที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า องค์กรต่างประเทศไม่ได้ให้คะแนนผิด
เชื้อชั่ว “ทุจริต” ยังลุกลาม ไม่เว้นแม้ในยามที่อยู่ภายใต้อำนาจพิเศษ
ขนาด “หัวไม่ส่าย” ก็ยังเอาไม่อยู่
อย่างที่รู้ๆกัน ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า ตลอดการเข้ามาคุมเกมอำนาจในตำแหน่งนายกฯ หัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีข่าวว่า คนใกล้ชิดในครอบครัวไปเอี่ยวกับการหาผลประโยชน์
ประตูหลังบ้านปิดล็อกตายแน่นหนา
แบบที่ภริยาอย่างรองศาสตราจารย์นราพร จันทร์-โอชา ถึงขนาดต้องปิดโทรศัพท์ ไม่ยอมรับสายพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เคยคบหาสมาคมกันเป็นการชั่วคราว
ระมัดระวังตัวแจ ไม่ให้นักวิ่งเข้าถึงตัว
นั่นก็แสดงถึงความกลัวภาพมัวหมอง พล.อ.ประยุทธ์เข้มมากเรื่องการบริหารไม่โปร่งใสมีนอกมีใน
แต่ก็อย่างที่เห็น “หัวไม่ส่าย” ปัญหาดันไปอยู่ที่ช่วงลำตัวไปยันหาง โดนขบวนการ “นายหน้า” แก๊งวิ่งเต้นแสวงหาประโยชน์จากอำนาจ เจาะเข้าถึงตัวคนระดับรัฐมนตรี
ส่อแพ้เชื้อโรคทุจริต ภาพความโปร่งใสชักหมองลงทุกขณะ
“นายกฯลุงตู่” เลยต้องชิงประกาศล็อกคิวเลือกตั้งตามโรดแม็ป ไม่เสี่ยงแบกภาระหนังหน้าไฟ
เพราะอุ้มสถานการณ์ “โกง” ไม่ไหวจริงๆ.
“ทีมการเมือง”