ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/200636
3 ก.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีปัญหาการออกเอกสารส.ป.ก.4-01ทับซ้อนพื้นที่กรมป่าไม้หลายจังหวัด ว่าตนจะติดตามเรื่องนี้เอง โดยขณะนี้พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้อยู่ระหว่างการทำแผนที่1 ต่อ 40,000 หรือ วันแม๊พซึ่งทุกหน่วยงานจะใช้แนวเขตเดียวกันไม่ใช้คนละแผนที่เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตนจะเรียกเลขาธิการ ส.ป.ก.มานั่งคุยเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามกฎหมาย หลังจากที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรมว.กระทรวงทรัพย์ และนายปิติพงษ์ พึ่งบุญ อดีตรมว.เกษตรฯ ได้ลงนามข้อตกลงในเอ็มโอยูสองกระทรวงที่จะกันคืนพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยับมีสภาพเป็นป่าสมบูรณ์ให้กับกรมป่าไม้ ประมาณ 1 ล้านไร่ ตนจะเร่งดำเนินการคืนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่ากรณีออกเอกสารส.ป.ก.4-01 ทับพื้นที่ป่าสงงวนแห่งชาติ จ.เพชรบูรณ์ กว่า 100 ไร่ ตนได้แจ้งให้ส.ป.ก.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และพื้นที่ในส่วนเป็นปัญหากันคืนกรมป่าไม้ เพราะยังมีสภาพป่ากว่า 1 ล้านไร่ ต้องมอบคืนตามข้อตกลง จากพื้นที่กรมป่าไม้ มอบให้ส.ป.ก. 40 กว่าล้านไร่ โดยนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงฯ ไปประชุมกระทรัพย์ มีแนวทำปฎิทินเบื้องต้น ให้จบภายใน1-2 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งมอบให้กรมป่าไม้ กว่า 1 แสนไร่
ขณะที่นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่าวันนี้จะประชุมคณะทำงานเพื่อหาข้อสรุปกรณีแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนแนวตะเข็บระหว่างกรมป่าไม้และส.ป.ก. จากที่อดีตรัฐมนตรี สองกระทรวงลงนามข้อตกลงไว้ ส.ป.ก.ต้องกันคืนพื้นที่ป่า 1.2 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่อยู่ระหว่างแนวตะเข็บ และมีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ไปแล้วที่เตรียมเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนทันที ประมาณเกือบ 1 แสนไร่ โดยในที่ประชุมวันนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ข้อสรุปตรงกันคือยกเลิกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ทั้งหมดก่อนแล้วคืนพื้นที่ตรงนี้ให้กับกรมป่าไม้
ทั้งสองกระทรวงดำเนินการรังวัดตามแผนที่เสร็จไป90% โดยขณะให้จังหวัดต่างๆเช็นรับทราบหากทางจังหวัดไม่ยินยอม ต้องส่งให้รัฐมนตรีสองกระทรวงวินิจฉัยหาข้อสรุปอีกครั้ง ต่อจากนั้นส่งมาที่ส.ป.ก.เพื่อดำเนินการส่งคืนพื้นที่ 1แสนไร่ก่อน เพื่อนำไปสู่การคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ 1.2 ล้านไร่ เมื่อดำเนินการได้ตามข้อตกลงแล้ว ส.ป.ก.จะยื่นแก้ไขประกาศเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ที่มี 34.3 ล้านไร่ จะเหลือพื้นที่ 30 กว่าล้านไร่ ต่อสำนักงานฤกษฎีกา ในขบวนการต่อจากนี้ รอกันเขตกับกรมป่าไม้
“พบว่าพื้นที่มีแนวตะเข็บทับซ้อนมากสุดคือจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่กว่า1.2 แสนไร่ รองลงมาจ.นครราชสีมา มีกว่า7 หมื่นไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่วมกันกรมป่าไม่ กับ ส.ป.ก. เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั่วประเทศ”นายสรรเสริญ กล่าว
รวมทั้งปัญหาการออกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-10 ที่จ.เพชรบูรณ์ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าวังโปร่ง ซึ่งมีมติครม.กันคืนให้กรมป่าไม้ไปแล้วเมื่อปี 38 แต่เป็นพื้นท่ีอาร์เอฟหรือพื้นที่ป่ารอการปลูกป่า แต่มีการบุกรุกจำนวนมาก
ปรากฎว่าในปี47 ได้ออก ส.ป.ก.4-10 จำนวน31 แปลง โดยมีปัญหาอยู่นอกเขต5 แปลงจำนวน 100 ไร่ ตนได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จ30 วัน ซี่งกรณีนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านมาชุมนุมประท้วง ไม่ให้กรมป่าไม้ขึ้นทะเบียนสวนป่า เพราะตรวจสอบแล้วเป็นพื้นที่อาร์เอส เตรียมการเพิกถอน ส.ป.ก.4-01 ชาวบ้านจึงไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติไม่ให้เพิกถอน ส.ป.ก.4-01 ทางจังหวัดไม่กล้าเพิกถอน อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นพื้นที่นอกเขตต้องเพิกถอน ส.ป.ก.4-10 แต่ชาวบ้านนำส.ป.ก.ค้ำประกันธกส.ไว้ อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ไม่ชอบกฎหมาย ต้องยกเลิก ทั้งนี้ในกรณีพื้นที่อาร์เอฟ ที่อยู่ในเขตส.ป.ก.มีประมาณ 2-3 ล้านไร่ รอการตรวจสอบรังวัด
สำหรับการฟ้องเพิกถอนผู้บุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว เขาใหญ รายใหญ่ 11 ราย อยู่ระหว่างดำเนินคดีชั้นศาล คือ ไร่มิตรแท้ รีสอร์ทภูน้ำอิงฟ้า อยู่ระหว่างคดีจะถึงสิ้นสุด ส่วนไร่เพชรภูหมอก รีสอร์ทมะฮอกกานีฮิวล์ บ้านไร่ภูศิริ ครัวริมเขื่อน ภูเคียงลม โกลเมาท์เทนส์ ภูผาหยก สวนภูมาลี และบริษัทโบนันซ่า อยู่ระหว่างศาลอุธรณ์ โดยขณะนี้มี คดียุติแล้ว20 คดี และมีการประนีประนอมขออยู่ดำเนินธุรกิจต่ออีก 3 ปีมี8-9 ราย เพิกถอนให้ออกจากพื้นที่แล้ว 5 ราย ทั้งนี้มีนายทุนรายใหญ่บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก. ประมาณ 1 หมื่นไร่
ส่วนความคืบหน้ารุกที่ส.ป.ก.ทำสนามแข่งรถของบริษัทโบนันซ่า จำนวน57 ไร่ โดยส.ป.ก.จังหวัดได้ แจ้งความดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ในอัตรใหม่เพราะกฎหมายเดิมเรียกร้องได้เพียงค่าเสียหายที่ปรับพื้นที่ทั้งหมดเพียง 3 แสนบาทต่อปีเท่านั้น
นายสรรเสริญ กล่าวถึงปัญหาของโครงการมูนแดนท์ มีบ้านพิธีกรดังอยู่ในโครงการด้วย และรีสอร์ทคีรีมายา มีปัญหาเดียวกันคือเป็นพื้นที่มีน.ส.3 เมื่อปี 19 แล้วไปออกโฉนด ในปี34 ต่อจากนั้นได้มีการประกาศเขตพื้นที่ส.ป.ก.ครอบพื้นที่ดังกล่าวในปี 36 และบรรษัทบริหารสินทรัย์ หรือบรส.ไปรวบรวมซื้อที่ดินมาตอนวิฤกติต้มยำกุ้ง ปี40 แล้วมาขายต่อให้กับเจ้าของโครงการ ซึ่งกรณีอย่างนี้อยู่กรมที่ดิน จะพิจารณาตรวจสอบว่าออกโฉนดโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่