ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/200477
ปี 2559 นี้ เป็นที่คาดหมายกันว่า ประเทศไทยเราน่าจะกลับมาเป็นแชมป์ผู้ส่งออกข้าวได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็มีการคาดหมายเช่นกันว่า ปี 2559 นี้ ชาวนาไทยยังคงจนสุดๆ โดยจะมีรายได้ที่ลดต่ำลงกว่าเดิมอีก
กระทรวงเกษตรสหรัฐ หรือ USDA เป็นหน่วยงานที่ประเมินว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกในปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า ปี 2559 ทั่วโลกจะมีปริมาณการค้าข้าวรวม 42.10 ล้านตันเพิ่มขึ้น 0.3%จากปีก่อน แต่ผลผลิตข้าวโลกในปี 2559 กลับลดลง 1.9% จากระดับ 478.19 ล้านตันของปีก่อน เหลือ 469.32 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี อันเป็นผลมาจากภาวะ“ภัยแล้ง”ที่เผชิญกันไปทั่วโลก
เมื่อผลผลิตลด แต่ความต้องการซื้อขายกลับเพิ่มขึ้น จะทำให้มีการดึงสต๊อกข้าวมาใช้ จนส่งผลให้สต๊อกข้าวโลกลดลงถึง14.8% จาก 103.85 ล้านตัน เหลือ 89.70 ล้านตัน ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่า 100 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2551 เป็นต้นมา โดยอินเดียที่ขึ้นมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกอันดับ 1 จำนวน 10.2 ล้านตันในปี 2558 ที่ผ่านมา ชนะไทยที่ส่งออก 9.79ล้านตันนั้น มาปีนี้อินเดียมีผลผลิตลดลง 4.6%ขณะที่สต๊อกข้าวลดลงไปถึง 36.8% จากระดับ 17.69 ล้านตันเหลือเพียง 11.19 ล้านต่ำสุดในรอบ 6 ปี จึงเป็นไปได้สูงที่จะทบทวนนโยบาย ลดการระบายข้าวออก
ส่วนประเทศไทย แม้จะเผชิญภาวะ“ภัยแล้ง”จนผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยเช่นกัน แต่ยังมีข้าวในสต๊อกรัฐสูงถึง 13.5 ล้านตัน(จากโครงการจำนำข้าวผลาญชาติ) ก็จะมีโอกาสดีในการเร่งระบายขายออกในจังหวะนี้ตามนโยบายรัฐบาลที่กำลังผลักดันการขายข้าวแบบ“จีทูจี” มากขึ้น ทำให้ USDA คาดว่าไทยจะกลับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ด้วยปริมาณ 10.30 ล้านตัน แซงอินเดียที่มีสิทธิ์ลดการส่งออกเหลือ 8.50 ล้านตัน
แต่โอกาสดีที่ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง กลับไม่ได้มีอานิสงส์ใดมาถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยด้วยเลย ในเรื่องของราคาข้าวที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่ถือว่า “ต่ำ” อยู่ มิหนำซ้ำ“ภัยแล้ง”ที่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ทำให้ต้องจงดทำนาปรัง ลดการทำนาปี ก็มีผลให้รายได้ของชาวนายังคงลดต่ำลง
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยรองเลขาฯ-จริยา สุทธิไชยาในฐานะโฆษกของสศก.ได้เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การประเมินภาวะเศรษฐกิจและสังคมเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 3.7 ล้านครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนผู้ปลูกข้าวปี 2558/2559 นี้จะมีรายได้เฉลี่ย 1.2 แสนบาท ลดลงจาก 1.32แสนบาทในปีการผลิต 2557/2558 หรือลดลง 8.91% เพราะการขาดแคลนน้ำ จนต้องงดหรือลดการทำนาทำให้ผลผลิตข้าวโดยรวมลดลง ส่วนราคาข้าวเปลือกโดยเฉลี่ยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน
ผลศึกษาของ สศก.ยังพบว่า กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าวเป็นเป็นเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเกษตรกรทุกกลุ่ม 7.65% นั้นก็คือ ชาวนามีรายได้ต่ำสุด จนสุดจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น โดยเฉพาะชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแม่กลองที่มีรายได้ครัวเรือนสุทธิลดลง ขณะที่หนี้สินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.034 แสนบาทต่อครัวเรือนในปี 2557/2558 เป็น 1.037 แสนบาทในปี 2558/2559
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การที่หนี้สินครัวเรือนชาวนาเพิ่มขึ้นเพียงนิดหน่อย อาจเป็นผลจากการปรับตัวรับมือ“ภัยแล้ง”ตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ปรับระบบการผลิต หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน อีกทั้งได้รับการชดเชยจากรัฐในการงดปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งผลพวงจากการปรับตัวดังกล่าว ทำให้ชาวนามีองค์ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับการปลูกข้าวนาปีและนาปรังอย่างเดียว แต่มีการปลูกพืชสลับ ทำให้ต่อไปจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับ“ภัยแล้ง”ในอนาคต ที่ยังคงมีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ
ก็ถือเป็นแง่ดีที่“วิกฤติภัยแล้ง”ยาวนานครั้งนี้ จะทำให้ชาวนาไทย“แข็งแกร่ง”ขึ้นในการปรับตัวปรับการผลิต รับมือกับภัยจากธรรมชาติ
ส่วนภัยจากน้ำมือมนุษย์ การเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุน ทั้งที่ขายปัจจัยการผลิตขูดรีดราคาแพง หรือพวกที่กดราคารับซื้อผลผลิตชาวนา ก็ต้องอาศัยรัฐบาลช่วยเร่งมือจัดการกลไกตลาดเหล่านี้ให้เป็นธรรมมากขึ้นด้วย
สาโรช บุญแสง
