ลมสงบ…จีนพักบทบาทยั่วยุ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596476

โดย วีรพจน์ อินทรพันธ์ 27 มี.ค. 2559 05:01

 

แฟ้มภาพ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่เมื่อต้นเดือน มี.ค. ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่าจีนไม่ได้คิดจะท้าทายกับสหรัฐฯ.

หายวับไปกับตา สำหรับบรรยากาศพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่ชาติสมาชิกอาเซียนอยู่เป็นระยะๆ

และงานนี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจส่วนตัวของผู้เขียนเอง เนื่องจากเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับโอกาสดีไปเข้าร่วมการฟังสรุปสถานการณ์ความมั่นคง ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น พร้อมกับคณะนักวิชาการและสื่อในอาเซียน

จากการฟังครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ความมั่นคงญี่ปุ่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขามีความกังวลต่อสถานการณ์พิพาทในทะเลจีนใต้เป็นอย่างมาก และจับตาความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าการที่จีนเข้าไปสร้างสนามบิน รวมถึงการติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานในหมู่เกาะพาราเซล

โดยญี่ปุ่นเองก็ถูกคุกคามไม่ใช่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรณีหมู่เกาะเซนกากุในทะเลจีนตะวันออก หรือที่ฝ่ายจีนเรียกว่า เกาะเตี้ยวหยู

แค่ในปี 2558 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าหนักหน่วงพอสมควร จีนทำการส่งเครื่องบินรบซูคอย-27 และเครื่องบินสอดแนมเข้ามาป่วนในพื้นที่ถึง 373 ครั้ง

ส่งเรือรบและเรือลาดตระเวนขนาดหนัก อย่างฟริเกตชั้นเจียงไค เรือพิฆาตชั้นโซฟเรเมนนี และเรือพิฆาตชั้นลูดา อย่างน้อย 35 ครั้ง ไม่รวมถึงอาวุธลับอย่าง “เรือดำน้ำ” ที่ทางการญี่ปุ่นขอสงวนไม่เปิดเผยจำนวน

พร้อมมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จีนอาจจะตั้งขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ที่ตั้งรายล้อมพื้นที่หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก แต่กรณีนี้ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ ตรงที่ว่าโครงสร้างของ แท่นขุดเจาะจะรองรับน้ำหนักของฐานยิงและระบบเรดาร์ไหวหรือไม่

ภาพแผนที่ของทางการญี่ปุ่น แสดงให้เห็นตำแหน่งและจำนวนการส่งกำลังทางทหารของจีน เข้ามายั่วยุพื้นที่หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา.

แถมแพลมกันหน่อยๆในวงสนทนาอีกด้วยว่า ขั้นต่อไปจีนอาจส่งเรือดำน้ำบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ เข้าไปในพื้นที่ทะเลจีนใต้ เพื่อเปลี่ยนเกมดุลอำนาจ งัดข้อกับสหรัฐฯ

ชำแหละจีนกันเป็นช็อตๆ ตามด้วยหน่วยงานสายพลเรือน นายเท็ตซึโอะ โคทานิ นักวิเคราะห์จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งชาติญี่ปุ่น ที่กล่าวสอดคล้องกันมองว่ากรณีของหมู่เกาะพิพาทนั้น ถือว่าเป็นความต้องการที่จะ “ท้าทาย” ต่ออิทธิพลของสหรัฐฯในมหาสมุทรแปซิฟิก

ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า จีนมองข้ามขั้นไปแล้ว ไม่เสียเวลากับประเทศเล็กประเทศน้อย มองเป้าหมายไปที่พี่ใหญ่ชาติตะวันตกผู้ทรงอิทธิพลของโลกโดยตรง

อย่างไรก็ตาม จากการไปฟังการจัดหนักจัดเต็มมาทั้งหมดนี้ แต่สุดท้ายรูปการณ์ที่ออกมากลับได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวกับประเด็นพิพาททั้งหมดได้หายไปจากหน้าจอ ไม่มีการ รายงานอะไรให้เห็นอีกต่อไป

ซึ่งกรณีนี้เอง ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการพักบทบาท “ชั่วคราว” ของทางการจีนหรือไม่

เพราะจากผลสรุปของการประชุมใหญ่สภาประชาชนจีนเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ออกมา นายหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า จีนขอเน้นไปทางด้านเศรษฐกิจล้วนๆ กำหนดเป้าหมายการเติบโต 6.5 เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าสร้างงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนในแง่ความมั่นคงระบุเพียงว่า จะสร้างและเพิ่มศักยภาพระบบความมั่นคงทั่วประเทศอย่างครอบคลุม

ตามด้วยท่าทีของนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่ออกมารับลูกลดกระแสน่านน้ำทะเลจีนใต้ยังคงมีสถานะไม่เปลี่ยนแปลงในฐานะน่านน้ำนานาชาติ ที่ทุกประเทศสามารถใช้ประโยชน์ เดินเรืออย่างเสรี และขอย้ำว่าเป็นไปไม่ได้ที่จีนจะกลายเป็นแบบสหรัฐฯ ไม่เคยมีเจตนารมณ์แทนที่ใครหรือชี้นำผู้ใด จีนไม่มีแนวคิดที่จะแผ่ขยายอำนาจและอิทธิพล และก้าวเข้ามาแทนที่สหรัฐฯแต่อย่างใด

กระนั้น เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่า สถานการณ์ลมสงบครั้งนี้ จะยืนยาวมากน้อยเพียงใด คงเป็นการยากที่จะตอบได้ เพราะวาจากับการกระทำของจีน มักขัดแย้งกันอยู่เนืองๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา

และหนทางแก้ไขเมื่อห้วงเวลานั้นหวนกลับ ก็ยังไม่มีใครสามารถคิดสูตรรับมือสำเร็จตายตัวอย่างเป็นรูปธรรม มีนักวิชาการบางส่วนมองว่าสิ่งที่ทำได้ในเบื้องต้นคือ การสร้างกำลังทางทหาร ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางทางการเมืองอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

มาถึงจุดนี้เองที่ทำให้นึกหวังตามคำพูดของนายโนบุคัตซึ คาเนฮาระ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กล่าวในการสนทนาวันท้ายๆ ที่กรุงโตเกียว ว่า ไม่ว่ารูปการณ์ออกมาเช่นไร ทุกอย่างก็จบที่ฝ่ายการเมือง และสำหรับฝ่ายการเมืองนั้น “การเจรจา” คือทางออกเพียงหนึ่งเดียวของทุกสถานการณ์

“การใช้อาวุธใช้กำลัง อาจจะทำให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่ยั่งยืนยาวนานคือการทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิด ใช้ความเป็นคนเข้าหาซึ่งกันและกัน”.

วีรพจน์ อินทรพันธ์

Leave a comment