รายงานพิเศษ : ปัดฝุ่น‘โขง เลย ชี มูล’แก้ปัญหาน้ำอีสานอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206773

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภายหลังจากกรมชลประทาน ได้ศึกษาเพิ่มเติมความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง ต่อจากโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ได้ศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี 2555 ประกอบกับภัยแล้งคุกคามประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายพื้นที่ต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้ง “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูลโดยแรงโน้มถ่วง” จึงถูกหยิบขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง มีพื้นที่เหมาะสมในการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่น้อยมาก ส่งผลให้ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งเป็นประจำซ้ำซาก ทั้งๆที่ปริมาณฝนตกเฉลี่ยแต่ละปีไม่น้อยกว่าภาคอื่นๆ ทำให้พื้นที่การเกษตรในภาคอีสานซึ่งมีมากที่สุดถึง 62.15 ล้านไร่ แต่กลับเป็นภาคที่มีพื้นที่ชลประทานน้อยที่สุดเพียง 7.07 ล้านไร่ จึงไม่แปลกที่ภาคอีสาน จะมีความมั่นคงในเรื่องน้ำค่อนข้างต่ำ กระทบต่อความเป็นอยู่และรายได้ประชากรโดยเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาคอื่น

นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ยังได้สรุปวิกฤติทรัพยากรน้ำของประเทศไทยว่า หากไม่มีการลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขาดแคลนน้ำ 15,833 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภาคอีสานได้หรือ?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการเปิดเผยว่า จากการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง” มีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรม มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อย มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ต้องได้รับข้อตกลงและความร่วมมือจากประเทศภาคีลุ่มแม่น้ำโขงก่อน เพราะเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งตามข้อตกลงนั้นจะสามารถนำน้ำมาใช้ได้ต่อเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความสูงไม่น้อยกว่า 190 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง เป็นการใช้หลักทางวิศวกรรมที่จะนำน้ำที่มากมายมหาศาลจากแม่น้ำโขงเฉลี่ยปีละ 40,000 ล้านลบ.ม. บวกกับสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมในการส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงบริเวณปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่านอุโมงค์ผันน้ำ ซึ่งศึกษาไว้ 2 เส้นทางคือ เส้นทางแรกผันน้ำจากเลยไปหนองบัวลำภู โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำยาว 54 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานตอนบน และเส้นทางที่ 2 ผันจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล โดยใช้อุโมงค์ผันน้ำความยาว 85 กิโลเมตร ซึ่งสามารถส่งน้ำได้ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสานได้มากกว่าเส้นทางแรก

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูล จะสามารถส่งน้ำกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ชลประทานโดยระบบแรงโน้มถ่วง 20.46 ล้านไร่ และด้วยระบบสูบน้ำอีก 10.18 ล้านไร่ รวมจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นกว่า 30.64 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ 1.04 เท่าของพื้นที่ชลประทานในปัจจุบัน

งบประมาณทั้งโครงการมหาศาล หากดำเนินการ ณ วันนี้ จะใช้งบประมาณถึง 2.77 ล้านล้านบาท !!

ดังนั้นการดำเนินการทั้งโครงการคงเป็นไปได้ยาก กรมชลประทานจึงแบ่งดำเนินงานเป็นระยะ เท่าที่งบประมาณจะสามารถจัดหาได้ในแต่ละปี ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่ก็ดีกว่าไม่ดำเนินการใดๆ เลย

สำหรับผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการโดยตรงคือ สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 30.64 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ถึง 1.72 ล้านครัวเรือน หรือ 7.05 ล้านคน ในพื้นที่ 272 อำเภอ 19 จังหวัด ทำให้ภาคเกษตรเพิ่มรายได้เป็นประมาณ 199,000 บาท/ครัวเรือน/ปี จากปัจจุบันที่มีเพียง 67,982 บาท/ครัวเรือน/ปี และส่งผลให้ GRP ของภาคอีสานเพิ่มขึ้นจาก 1.12 ล้านบาทเป็น 1.32 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.83

นอกจากนี้ ยังจะเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะการทำน้ำประปาอย่างพอเพียงตลอดทั้งปี แหล่งน้ำต่างๆ มีน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ สามารถส่งน้ำให้พื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ที่ยากต่อการส่งน้ำไปถึง เป็นแหล่งน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอาชีพการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในคลองส่งน้ำสายหลักบางสายได้ สามารถพัฒนาภาคอีสานให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ ส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรองรับ AEC

นอกจากนี้ยังมีผลประโยชน์ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ตามมาอีกมากมาย เช่น ช่วยลดการอพยพแรงงานจากภาคการเกษตรไปยังกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นไม่น้อยกว่า 300,000 คน ลดอัตราการว่างงานเหลือร้อยละ 0.4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในฤดูแล้งร้อยละ 130 ช่วยรักษาคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ลำน้ำให้มีน้ำตลอดทั้งปี

“หากนำมาคิดเป็นมูลค่า เฉพาะแค่เกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 131,018 บาท/ครัวเรือน/ปี ก็คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนแล้ว เพราะเมื่อนำมาคิดในภาพรวม เกษตรกรจะรายได้เพิ่มขึ้นรวมกันถึงปีละมากกว่า 225,000 ล้านบาท ประมาณไม่เกิน 12 ปี ก็สามารถคืนทุนได้ แต่ถ้านำมูลค่าด้านอื่นๆ ที่จะตามมากมายอย่างที่กล่าวมา มาคิดคำนวณด้วยแล้ว อาจจะไม่ถึง 5 ปีก็จะสามารถคืนทุนได้อย่างแน่นอน”

สำหรับการศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนา โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วงเพิ่มเติมในครั้งนี้กำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2559 โดยศึกษาในประเด็นพฤติกรรมและพลศาสตร์ การไหลของน้ำจากปากแม่น้ำเลยผ่านอุโมงค์ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ผลกระทบในแม่น้ำโขงจากการพัฒนาโครงการเต็มศักยภาพ พร้อมพิจารณาทางเลือกในการดำเนินการระยะแรก ตลอดจนศึกษาในเรื่องความพร้อมรับการพัฒนา งบประมาณ ความคุ้มค่าในการลงทุน รูปแบบการลงทุนหรือร่วมลงทุน แผนการลงทุน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในระยะแรกคือ เส้นทางที่ 2 ผันน้ำจากเลยมายังพื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 1.36 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น และยังสามารถเติมน้ำให้กับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว ฝายหนองหวาย ฝายสารคาม ฝายท่าตูม ฝายร้อยเอ็ด ฝายยโสธร โดยแรงโน้มถ่วง ตลอดจนส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ 6 จังหวัดคือ หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร ได้อย่างพอเพียงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล โดยแรงโน้มถ่วง จะต้องส่งน้ำผ่านอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 เมตร และความยาวกว่า 85 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เงินลงทุนสูง เมื่อสร้างแล้วต้องใช้งานได้จริง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด กรมชลประทานจึงจะลงทุนสร้างอุโมงค์จำลองขึ้นมาให้เหมือนกับของจริง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงาน ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ เมื่อลงทุนจริงจะได้ไม่เกิดปัญหา และสามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมและเต็มศักยภาพ

ปัญหาน้ำเริ่มรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภัยแล้งปีนี้กระทบไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ถูกนำขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง แต่จะเห็นผลเป็นรูปธรรม หรือ ถูกเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

คำตอบ อยู่ที่รัฐบาล

Leave a comment