รายงานพิเศษ : พด.วาง3โครงการ10จังหวัดภาคเหนือ แก้ปัญหาหมอกควันและลดการเผาตอซัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/207365

วันพฤหัสบดี ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีทางภาคเหนือของประเทศไทย สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากไฟป่าซึ่งเกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ จากธรรมชาติ และ ฝีมือมนุษย์ โดยไม่ว่าจะวิธีการใดไฟจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ไฟป่าลุกลามและร้ายแรงได้มากถ้ามีเชื้อเพลิงและอากาศเป็นปัจจัยเกื้อหนุน โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี ตามพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้แก่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน จะมีสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง

ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาและการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ รวมพื้นที่กว่า 1.83 ล้านไร่ และมีตำบลที่มีการเผาในระดับสูงกว่า 200 ตำบล ประกอบกับสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือภาพรวมอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง มีค่าฝุ่นละอองตั้งแต่ 68-101 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าสูงสุดอยู่ที่บริเวณจังหวัดลำพูน และไม่ว่าจะเป็นการเผาในพื้นที่การเกษตรหรือการเผาป่านั้น ทั้งหมดล้วนแต่เป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้สูญเสียน้ำในดิน เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง อีกทั้งจะทำให้ดินสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกัน เฝ้าระวัง และเตือนภัย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พร้อมให้ข้อมูลการหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ และศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 113 แห่ง อีกทั้งได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ในการรณรงค์และแนะนำให้เกษตรกรโดยเฉพาะในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนืองดการเผาตอซังและเศษวัสดุพืชเหลือใช้ในไร่ ให้หันมาใช้วิธีการไถกลบตอซังพืชแทน ซึ่งวิธีการไถ่กลบตอซังพืชมีผลดี คือ การช่วยปรังปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย มีอินทรียวัตถุและเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ทำให้ดินมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืช

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งมีนโยบายรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากขึ้น กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักของประเทศ ในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์และได้รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนทัศนคติไม่เผาตอซัง ผ่านโครงการ “การรณรงค์งดเผาตอซัง สร้างดินยั่งยืนฟื้นสิ่งแวดล้อม”

โดยกรมได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่างๆ ทำการรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรตามโครงการรณรงค์ไถกลบตอซัง เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน ปี 2559 เพื่อให้ทราบถึงผลเสีย ของการเผาตอซัง พร้อมทั้งรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ของการใช้วิธีไถกลบตอซังพืชลงไปในดิน โดยมีการจัดทำแปลงนาสาธิตการไถกลบตอซังพืช ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 เพื่อเป็นตัวอย่างในพื้นที่สำหรับเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร

การดำเนินงานการรณรงค์งดเผาตอซังกรมพัฒนาที่ดินได้วางแผนการดำเนินงาน 2 โครงการ ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ คือ 1. โครงการรณรงค์ไถกลบตอซังและงดเผาฟางและตอซังเป้าหมายรวม 82 แปลง 1,640 ไร่ ดำเนินการแล้ว 79 แปลง 1,580 ไร่ และ 2.โครงการลดเผาในพื้นที่โล่งเตียน เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ เป้าหมายรวม 5,350 ไร่ ดำเนินการแล้ว 3,150 ไร่

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า การนำวัสดุตอซังที่เหลือจากไร่นามาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน ผสมผสานการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินในการช่วยเพิ่มคุณภาพของดินเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิธีการไถกลบตอซัง เป็นการนำธาตุอาหารจากตอซังลงสู่ดิน โดยจะเพิ่มธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ให้กับดินบริเวณนั้น และเมื่อนำตอซังทั้งประเทศมาคำนวณเป็นปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม

คิดเป็นมูลค่าได้ถึง 1,930 /741 /และ 4,731 ล้านบาท ตามลำดับ รวมเป็นมูลค่า ของปุ๋ยทั้งสิ้น 7,043 ล้านบาท นอกจากนี้การไถกลบตอซังข้าวพร้อมกับใช้น้ำหมักแห้ง 1.6 ตันต่อไร่ จะสามารถเพิ่มอินทรีย์คาร์บอนในดินได้ประมาณ 800 กิโลกรัม-คาร์บอนต่อไร่ ซึ่งถ้าหากดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมให้มีการไถกลบตอซังข้าวเพิ่มมากขึ้น จะช่วยดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินได้เป็นจำนวนมาก

ในการพัฒนา ระบบการเกษตรแบบยั่งยืน การไถกลบตอซังเป็นการปฏิบัติอีกวิธีหนึ่ง จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรซึ่ง เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เห็นผลจริง และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้จริง เมื่อคิดมูลค่า เฉลี่ยเกษตรกรจะลดต้นทุนการผลิตในการใช้ปุ๋ยเคมีได้ไร่ละประมาณ 900 บาท และการไถกลบตอซังยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการป้องกันและบรรเทาการเกิดภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อนได้

จากการสำรวจวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พบว่าในแต่ละปีมีปริมาณ มากกว่า 29 ล้านตัน จากปริมาณวัสดุดังกล่าว เมื่อคำนวณเป็นปริมาณ ดังนั้นการนำส่วนของพืช ออกไปจากพื้นที่การเกษตร แต่ละครั้ง จึงเท่ากับเป็นการสูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดินเป็นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินได้โดยตรง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มะลิลา

Leave a comment