ส่องเกษตร : ดิ้น‘แก้ขัด’ที่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/206217

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาตอกย้ำถึงวิกฤติภัยแล้งปีนี้ที่หนักหนาสาหัสมาก โดยยืนยันหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันมานี้ ให้คนกรุงเทพฯเตรียมสำรอง “น้ำกิน” กันให้ดี เพราะเชื่อมั่นว่า จะเกิดปัญหาน้ำประปาไม่ไหลแน่

ดร.สมิทธเป็นอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาที่สังคมให้ความเชื่อถือมาก เพราะเคยเตือนเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่เคยเตือนจังหวัดภาคใต้ด้านฝั่งทะเลอันดามันให้ระวัง“สึนามิ”ที่มีสิทธิจะเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบมาถึง แต่ไม่มีใครเชื่อ กระทั่งเกิด“สึนามิ”ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ในปี 2547

สำหรับวิกฤติภัยแล้งเวลานี้ ดร.สมิทธย้ำว่า น้ำจะไม่พอใช้แน่ ดังนั้นรัฐบาลทั้งนายกรัฐมนตรี จนถึงกรมชลประทานที่ต่างยืนยันว่า น้ำจะมีพอใช้เพื่ออุปโภคบริโภคไปจนถึงเดือนก.ค.นั้น ก็อยากถามว่า จะเอาน้ำมาจากไหน เพราะตอนนี้น้ำในเขื่อนเหลือน้อยเต็มที ต่อจากนี้ไปจะยิ่งแล้งจัด ร้อนจัด แม่น้ำต่างๆ เริ่มแห้ง ทุกวันทหารต้องขนน้ำไปแจกที่ต่างๆ ที่เดือดร้อน จนต้องดูดน้ำก้นเขื่อนมาใช้แล้ว

ถึงที่สุด ภัยแล้งปีนี้จะถึงขั้นขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่เพียงพอใช้จริงอย่างที่ดร.สมิทธเตือนหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป แต่คำเตือนนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนประหยัดการใช้น้ำกันอย่างจริงจังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชนหรือประชาชนทั่วไป โดยที่รัฐบาลไม่ควรห่วงแต่ประชาชนจะตื่นตระหนก ควรบอกความจริง และสั่งทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการประหยัดน้ำ จะทำแค่ออกปากขอร้องกันไม่ได้แล้ว ต้องลงมือสั่งการอย่างเฉียบขาด

ขณะที่การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจาก “ภัยแล้ง” ในตอนนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่ยึดถือเป็นภารกิจหลักเร่งด่วน โดยทำงานบูรณาการร่วมกับอีก 14 กระทรวงที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน ยังมีอีกหลายหน่วยงานโดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจก็ดูจะตระหนักดีถึงการที่ต้องเร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือผลกระทบภัยแล้ง เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลรุนแรงมาก ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังย่ำแย่อยู่

ไม่กี่วันก่อนนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม แถลงถึงแผนรับมือภัยแล้งในส่วนการดูแลภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้ง
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เกี่ยวข้องถึงเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอยู่ไม่น้อย ซึ่งคาดว่าผลผลิตอ้อยปีนี้จะลดลงไปถึง 8.23 ล้านตัน หรือราว 7% จากเดิมที่ผลผลิตปี 2558/2559 คาดไว้ 109.85 ล้านตัน ก็จะเหลือ 101.62 ล้านตัน

นอกจากดูแลภาคอุตสาหกรรมต่างๆแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังหาแนวทางช่วยภาคเกษตรที่เดือดร้อนหนักที่สุดด้วย โดยกำหนดมาตรการสนับสนุนให้นำ “น้ำทิ้ง” ของโรงงานที่ผ่านการบำบัดตามมาตรฐานน้ำทิ้งของ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมช่วงภัยแล้งปี 2559 นี้ได้

ซึ่งกรมโรงานอุตสาหกรรมได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการพิจารณาอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมนำน้ำทิ้งโรงงานไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม สาระสำคัญ คือ 1) โรงงานที่เข้าข่ายต้องเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 ประกอบกิจการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งไม่มีสารโลหะหนักหรือสารเคมีที่เป็นอันตราย 2) โรงงานต้องมีการบำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบกิจการที่ประสงค์จะนำน้ำทิ้งโรงงานไปใช้ประโยชน์ ให้ยื่นขอยกเลิกเงื่อนไข “ห้ามระบายน้ำทิ้งออกนอกบริเวณโรงงาน” เป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาที่ต้องการ แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.2559 และให้อุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เห็นชอบ ทั้งนี้ ผู้ได้รับอนุญาต ต้องรายงานผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งให้ทราบทุกเดือน

เรื่องนำน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม ถือเป็นมาตรการ “แก้ขัด” ในภาวะที่ยากลำบาก ขาดแคลนน้ำอย่างหนักจริงๆ ด้วยปกติจะมีการห้ามเพราะน้ำทิ้งจากโรงงานอาจมีการปนเปื้อนสารเคมีหรือสารชีวภาพที่มีอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงต้องกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดและอนุญาตให้ทำได้แค่ชั่วคราวในเวลาที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังยิ่ง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องดูแลอย่างเข้มงวด ต่อคุณภาพน้ำที่ถูกนำออกไปใช้ เพราะหากหย่อนยาน จนเกิดปัญหานำเอาน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดที่ได้มาตรฐานไปใช้ละก็ แทนที่จะช่วย กลับจะยิ่งซ้ำเติมภาคเกษตร…เกิดความเสียหายหนักขึ้นไปกว่าเดิมได้

สาโรช บุญแสง

Leave a comment