โรคผิวหนังในสุนัข : ภูมิแพ้ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208712

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันถึงปัญหาของอาการแพ้กันมาบ้างแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ

ปัญหาภูมิแพ้ในสุนัขที่มักพบได้บ่อย (ต่อ..)

3.การแพ้อาหาร

การแพ้ชนิดนี้ มักเกิดจากการที่สัตว์มีปฏิกิริยาไวเกินต่อโมเลกุลของ “โปรตีน” หรือ “คาร์โบไฮเดรต” ในอาหารที่ได้รับ โดยอาหารที่พบว่าแพ้ได้บ่อย เช่น โปรตีนจากเนื้อไก่ เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นต้น

สุนัขมักจะมีอาการแสดงออกทางผิวหนัง เช่น คัน ขนร่วง มีผื่นแดง เป็นต้น อาการเหล่านี้จะคล้ายกับการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งการวินิจฉัยแยกแยะสามารถทำได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เป็นการทดสอบโดย “การให้/การไม่ให้” อาหารที่สงสัยติดต่อกัน โดยเปลี่ยนอาหารของสุนัขเป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตชนิดใหม่ ที่ไม่เคยทานมาก่อนเลยในชีวิต (เช่น ปกติเคยกินสูตรเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ก็ให้ลองเปลี่ยนสูตรอาหารเป็นสูตรอื่นเช่น สูตรที่ทำจากเนื้อแกะ เนื้อกวาง หรือสูตรปลาทะเลน้ำลึกแทน (ไม่ใช่เปลี่ยนจากยี่ห้อ A เป็นยี่ห้อ B แต่เป็นเนื้อวัวเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่กลิ่นหรือรสชาติเท่านั้นนะครับ)

และที่สำคัญ สมาชิกทุกคนในบ้านต้องให้ความร่วมมือในการงดให้ขนม หรือยาที่ปรุงแต่งกลิ่น แต่งรสสังเคราะห์ รวมถึงอาหารที่เคยทานอยู่เดิมทุกอย่างด้วย อนุญาตให้เพิ่มได้เฉพาะผักและผลไม้ได้เท่านั้น ห้ามใจอ่อน!!!!! ว่าสงสารเพราะไม่ยอมกินอาหารใหม่เลย (ไม่ต้องกลัวครับ สุนัขฉลาดพอที่จะไม่ยอมอดตายแน่) ใช้เวลาช่วงแรกแค่ประมาณไม่เกิน 7 วัน เขาก็จะปรับตัวรับอาหารใหม่ได้ วิธีนี้จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าใจแข็งเพียงไรครับ

ถ้าใจเจ้าของไม่แข็งล่ะก็ เราก็จะไม่ทราบว่าจริง ว่าสุนัขแพ้อาหารจริงหรือไม่ หากมีการแอบให้อาหารและของขบเคี้ยวที่ไม่เกี่ยวกับการทดสอบอยู่

หากทดสอบด้วยวิธีนี้ โดยการให้ทานอาหารใหม่แล้ว สัตว์มีอาการดีขึ้น คือ ไม่มีอาการคันหรืออาการคันลดน้อยลงแล้วละก็ ค่อนข้างสรุปได้ ว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีแนวโน้มที่จะแพ้อาหารได้ครับ

4.โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้นี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัข ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ไปยังลูกได้

สายพันธุ์ที่มักพบปัญหาภูมิแพ้ได้บ่อย ได้แก่ พุดเดิ้ล ชิห์สุ ปั๊ก บุลด็อก โกลเด้น และ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นต้น

อายุที่เริ่มแสดงอาการคือ ช่วงประมาณ 1-3 ปี โดยสุนัขจะมีปฏิกิริยาไวเกินต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ละอองเกสรดอกไม้ หญ้า เป็นต้น อาการคือ คัน เลียเท้า เกาหน้า หูอักเสบบ่อยๆ ติดเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ได้ง่าย มักจะเป็นเรื้อรัง และเกาจนผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวและเปลี่ยนเป็นสีดำ

การรักษา จำเป็นต้องปรึกษาสัตวแพทย์ เนื่องจากรักษาไม่หายขาด แต่จะใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ควบคุมอาการคัน
ซึ่งตัวหลักที่ใช้ คือ กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาในกลุ่มแก้แพ้ (antihistamine) และสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น รวมถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนไปกันตลอดชีวิต คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่หลักการก็คือจะพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดที่จะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการคันได้ครับ

การรักษาโรคผิวหนัง นอกจากการควบคุมโดยยากินแล้ว การใช้ยาทา หรือแชมพูยาเพื่อช่วยในการรักษาก็มีความสำคัญและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากครับ โดยทั่วไป การอาบน้ำด้วยแชมพูยา ควรอาบน้ำสุนัขเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และควรฟอกทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวยาในแชมพูออกฤทธิ์เต็มที่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง

การเลือกใช้แชมพู ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวหนังของสุนัขด้วย เช่น สำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวหนังมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ ผิวหนังคัน เป็นต้น ซึ่งควรใช้ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Leave a comment