อนุทิน ชาญวีรกูล กัปตัน ‘หนูแอร์’ เที่ยวบินพิเศษเพื่อลมหายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210627

วันเสาร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
หลายคนคงพอจะทราบแล้วว่า เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักธุรกิจอันดับต้นๆ ของเมืองไทย นักการเมืองเก๋าเกม ขับเครื่องบินส่วนตัวรับ-ส่ง “หัวใจ” ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย แต่ก็ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของสายการบินพิเศษ “หนูแอร์” วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “กัปตันหนู” ที่เผยหมดเปลือกกับการอุทิศเวลาให้กับการเป็น “นักบินจิตอาสา”

“มันเป็นจังหวะชีวิตที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำความดีด้วยตัวเอง ผมเป็นเพื่อนเรียนมัธยมห้องเดียวกับ หมอพัชร (นายแพทย์พัชร อ่องจริต ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและทรวงอก หน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์) แต่ตอนนั้นไม่ได้สนิทกันนะ เพราะหมอพัชร เขาเด็กเรียน แต่ผมเด็กเกรียน เรียนจบก็ต่างคนต่างมีทางเดินของตัวเอง จนเราได้กลับมาเจอกัน หมอพัชรก็พูดถึงงานของเขาให้ฟัง ทำให้ผมรู้ว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่จุฬาฯ มีจำนวนเยอะมากที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งได้มาจากการบริจาคของผู้ที่เสียชีวิต หรือผู้ป่วยที่มีอาการสมองตายแต่อวัยวะยังสมบูรณ์อยู่ ปัญหาของหมอพัชรคือ ถ้าผู้บริจาคอยู่ต่างจังหวัดการนำอวัยวะเข้ามาผ่าตัดให้ผู้รอหัวใจอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากมาก เพราะกระบวนการตั้งแต่นำหัวใจออกจากร่างผู้บริจาค มาผ่าตัดให้คนที่รอนี่มีเวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้ามาด้วยรถยนต์ไม่ทันแน่ๆ ดังนั้น อากาศยานจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด”

รับโล่ขอบคุณจากศูนย์บริจาคอวัยวะฯ

ด้วยฐานะระดับอภิมหาเศรษฐีของเมืองไทย เขาสามารถบริจาคเงินมากเท่าไหร่ก็ได้เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เพื่อน แต่กัปตันหนูรีบค้านว่า ทำบุญด้วยเงินก็เป็นทางหนึ่ง แต่การได้ทำความดีจากการลงมือทำด้วยตัวเองมันแตกต่างกัน

“ผมชอบขับเครื่องบินส่วนตัวไปทำธุรกิจบ้างไปเที่ยวบ้าง ทั้งในและต่างประเทศอยู่แล้ว รวมๆ แล้วปีหนึ่งๆ ผมจ่ายเป็นล้านๆ บาท ทำไมผมจ่ายได้ แต่กับการบินเพื่อรับ-ส่งหมอและอวัยวะ ปีหนึ่งน่าจะไม่เกิน 20 เที่ยวบิน ค่าน้ำมันเฉลี่ยก็ไม่ถึงล้านบาท เทียบกับที่บินไปเที่ยวเล่นแล้ว มันไม่เกิดประโยชน์อะไรกับใคร นอกจากความสุขของผมคนเดียว ผมจึงตัดสินใจมาเป็นนักบินจิตอาสาให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ คือบริจาคเงินได้บุญไหม ก็ได้ มีความสุขไหมก็มี แต่พอมาเป็นนักบินจิตอาสา คือ ความปีติที่ไม่มีวันหมด เราได้รับความสุขแบบทันตา เห็นผู้ป่วยที่รอหัวใจ รออวัยวะ มันเหมือนรอความตาย แต่พอเขาได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ได้ต่อลมหายใจ มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ออกจากโรงพยาบาล ด้วยฝีมือการขับเครื่องบินของเราตรงนั้นที่ผมบอกว่ามันปีติมันสุขที่สุด”

นับตั้งแต่มาเป็นนักบินจิตอาสาให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย กัปตันหนู บอกว่า ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปพอสมควร โดยเฉพาะการใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้น

“อย่างแรกเลยผมเป็นคนดื่ม แต่เดี๋ยวนี้จัดหนักไม่ได้ เพราะภารกิจของผมไม่สามารถกำหนดเวลาได้ จนกว่าหมอจะโทร.มาตามนั่นแหละ ดังนั้น ผมต้องทำตัวให้พร้อมตลอดเวลาสำหรับทำการบิน เพราะทุกอย่างมีเวลาจำกัด ถ้าผมเมาแอ๋อยู่ ไปบินไม่ได้ ความเสียหายมันประเมินค่าไม่ได้ อีกเรื่องคือ โทรศัพท์เมื่อก่อนผมชอบปิดโทรศัพท์ มีอะไรก็ให้ผู้ช่วยรับแทนแต่ทุกวันนี้ผมเปิดโทรศัพท์ 24 ชั่วโมง หมอโทร.ตามตัวได้ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ คือ เมื่อก่อนผมไม่ค่อยแคร์อะไร ไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้ แต่พอได้เข้ามาทำตรงนี้ ได้เห็นกล่องบรรจุอวัยวะโดยที่ไม่รู้เจ้าของคือใคร ทำให้ผมรู้ว่ามนุษย์เรามีศักยภาพที่จะสร้างคุณประโยชน์ ไม่เฉพาะตอนมีชีวิตเท่านั้น แม้แต่ตอนที่เราหมดลมหายใจไปแล้วก็ยังสามารถทำคุณประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ได้ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้คุณค่า อะไรที่เราทำได้ที่เป็นความดีให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้กับสังคมจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ควรจะลงมือทำ”

น.อ.นิพนธ์ โพธิ์เจริญ ครูสอนการบิน ที่กลายมาเป็นคู่หูในเที่ยวบินพิเศษ

ตลอดระยะเวลา 15 เดือน กับภารกิจพิเศษของ “หนูแอร์” ทั้งหมด 10 ภารกิจ ดูเหมือนจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ หากเป็นไปได้เขาก็อยากทำการบินรับส่งอวัยวะให้มากกว่านี้

“ผมอยากบินให้ได้สัปดาห์ละครั้งด้วยซ้ำ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่าจะต้องมีครอบครัวหนึ่ง ต้องสูญเสียคนที่รักไป ผมจึงได้แต่ภาวนาว่าให้ตัวเองอยู่ในความประพฤติที่ดี มีความพร้อมที่จะทำการบินได้ตลอดเวลา ผมต้องขอขอบคุณหมอพัชร ขอบคุณสภากาชาดไทยโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสทำความดีอันยิ่งใหญ่”

เมื่อมีข่าวเผยแพร่ออกไปว่านักธุรกิจระดับชาติ และนักการเมืองคนดัง อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนักบินจิตอาสา ทำให้ได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างล้นหลามจากสังคม ซึ่งเขาก็น้อมรับ หากแต่โดยส่วนตัวเขาขออุทิศคำชื่นชมเหล่านั้นให้กับผู้บริจาคอวัยวะทั้งหมด

“สิ่งที่ผมทำเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ผู้บริจาครวมถึงครอบครัวเขาทำ เพราะผมเป็นแต่เพียงผู้นำส่ง ไม่ได้เสียสละอะไรมากมายเมื่อเทียบกับผู้บริจาคและครอบครัว เพราะผมเข้าใจดีว่าครอบครัวของผู้บริจาคต้องทำใจยอมรับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักก็ยากแล้ว และยังต้องตัดสินใจบริจาคอวัยวะอีกด้วย ผมว่าพวกเขาคือผู้เสียสละที่แท้จริงที่เราควรจะยกย่องชื่นชม”

จากข้อมูลของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ในปี 2558 มีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะในขณะที่มีชีวิตอยู่รวมกว่าสี่หมื่นราย และมีผู้ป่วยลงทะเบียนรอรับอวัยวะรวมทุกอวัยวะมากถึง 5,018 ราย แต่มีผู้ป่วยได้รับการ
ปลูกถ่ายอวัยวะเพียง 463 ราย จากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิตด้วยจากสมองตายจำนวน 206 ราย จึงเห็นได้ว่าจำนวนผู้บริจาคอวัยวะมีน้อยกว่าจำนวนผู้รออวัยวะอยู่มาก กัปตันหนู จึงทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนบริจาคอวัยวะ

“บ้านเรายังเข้าใจกันผิดๆ ว่าบริจาคอวัยวะทำไม ตายไปเกิดใหม่เดี๋ยวเกิดมาอวัยวะไม่ครบ ผมอยากให้ทุกคนเลิกคิดแบบนั้น ตามหลักพุทธศาสนา การบริจาคอวัยวะ คือเราช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว ต่อลมหายใจให้เขา ถือเป็นการทำทานอันยิ่งใหญ่ ตายไปเกิดใหม่เราก็ได้อยู่ในที่ดีๆ มีความสมบูรณ์พร้อม สำหรับผู้ที่บริจาคอวัยวะไว้แล้วผมอนุโมทนาด้วย แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้บริจาค ผมอยากฝากถึงครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต การบริจาคอวัยวะคือการมอบโอกาสให้กับคนที่คุณรักได้ทำบุญใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เป็นการต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้เขามีชีวิตที่ยืนยาว กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ไม่ใช่แต่กับผู้ป่วยแต่ยังรวมถึงครอบครัวเขาด้วย มาร่วมสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ด้วยกันครับ”

Leave a comment