รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯสู่การปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211280

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่มีนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยอยู่ 6 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่การทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสม (โซนนิ่ง) เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและธนาคารสินค้าเกษตร ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวสู่การปฏิบัติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้นโยบายต่างๆ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีอยู่ 6 เรื่อง ได้ขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งทุกนโยบายได้มีการขับเคลื่อนมาเป็นลำดับ แต่เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงแนวทางในการปฏิบัติงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และ Single Command หรือ SC ทุกจังหวัดอีกครั้ง เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทยภายใน 6 เดือนต่อจากนี้

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำ เรื่องบทบาทของ Single Commandว่ามีหน้าที่อำนวยการให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้บูรณาการขับเคลื่อนภารกิจไปในทิศทางเดียวกันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน ไม่แยกหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา ประการต่อมาคือ การลดต้นทุนเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ถูกลงเพียงเท่านั้น ต้องเพิ่มผลผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ โดยการใช้เทคโนโลยีการเกษตร การบริหารจัดการที่ดีและมีตลาดนำการผลิต

ส่วนเรื่องการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ อาศัยความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่ หน่วยงานราชการคือกระทรวงเกษตรฯ และ SC รวมถึงภาคเอกชน คือ หอการค้าร่วมกับพาณิชย์จังหวัด หรือหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการตลาดในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มอำนาจต่อรองรวมถึงมีการเชื่อมโยงตลาด โดยเฉพาะจะยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการรับรองมาตรฐาน GAP และก้าวเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ในอนาคต

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั้ง 882 ศูนย์ จะต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยให้กรมต่างๆ ร่วมบูรณาการในศูนย์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้จัดฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรกว่า 200,000 ราย จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม พอดีกับช่วงฤดูกาลผลิตใหม่ ถ้าเกษตรกรได้นำ
ความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมีโอกาสเสี่ยงสูง
ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานมาใช้ เช่น ปลูกพืชแซมสวนยาง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น

นางสาวจริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกประการที่สำคัญคือ ต่อไปจะมีการใช้แผนที่การเกษตร (Agri Map) เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกของทุกจังหวัด ซึ่งแผนที่การเกษตรนี้จะมีรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ทั้งแผนที่ชุดดิน แผนที่แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจต่างๆ ของจังหวัดนั้นๆ ในส่วนของ สศก. รับผิดชอบด้านข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เหมาะสม ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ปริมาณผลผลิต ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม รวมถึงระบบโลจิสติกส์ ข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เป็นต้น

โดยข้อมูลเหล่านี้ ทาง สศก.ได้มีการศึกษาวิเคราะห์รวบรวมไว้ทั้งหมดแล้ว สามารถนำไปบูรณาการกับข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที ซึ่งแผนที่การเกษตรจะต้องเสร็จครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 77 จังหวัด ภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกร นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำการเกษตรให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญสอดคล้องความต้องการของตลาดมากขึ้น ก่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

Leave a comment