แตกใบอ่อน : คิดผิดคิดใหม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211276

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนผมมีโอกาสได้อ่านบทความเรื่อง “IEAชี้ศก.โลกโตได้ด้วย “คาร์บอนต่ำ” สวนทางรบ.ไทยเพิ่มสัดส่วนถ่านหิน” โดยทีมข่าวต่างประเทศ “สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม” (http://www.greennewstv.com/) เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความ “ย้อนแย้ง” ระหว่าง “พันธะสัญญา” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ไว้ต่อนานาชาติ กับทิศทางของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในการพัฒนาพลังงานจาก “ถ่านหิน” ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากประเด็นการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างร้อนแรงจากชุมชนที่ตกเป็นพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉพาะในภาคใต้ จึงอยากขออนุญาตนำมาสรุปให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง

ในรายงานดังกล่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศให้คำมั่นต่อที่ประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ “COP21” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ว่า ประเทศไทยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 20-25% ภายในปี 2573 โดยจะเน้นลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลักดันการขนส่งทางราง ทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว

แต่คล้อยหลังตามมาแค่เดือนเศษๆ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองในกิจการบางประเภท โดยมี “โรงไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ก่อนตามมาด้วยการลงนามในประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ อีกเช่นกัน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดโครงการหรือกิจการที่ได้รับการยกเว้นการใช้บังคับผังเมืองรวม มีโรงไฟฟ้า 29 โครงการ รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ฯลฯ ได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า

ทั้งนี้แม้ในประกาศ กพช. จะมีการกำชับให้มีการดำเนินการตามข้อบังคับต่างๆ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย รวมทั้งมีโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579 (เออีดีพี 2015) ได้รับอานิสงส์ด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างหนักถึงความจริงใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อคำมั่นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจาก “ถ่านหิน” ยังคงเป็นตัวชูโรงด้านกิจการพลังงานของรัฐบาล

รายงานชิ้นเดียวกันยังระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมักอ้างตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าประเทศพัฒนามาก และประเทศไทยยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเร่งการเติบโตด้านเศรษฐกิจเพื่อลดความยากจน ซึ่งข้ออ้างนี้ “สวนทาง” โดยสิ้นเชิงกับรายงานของ “องค์การพลังงานระหว่างประเทศ” หรือ IEA ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยประเทศสมาชิกของ องค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ประกอบด้วย 30 ประเทศสมาชิก อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี กรีซ อิตาลี ญี่ปุ่น และสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก

รายงานของ IEA ระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์มีระดับคงที่ในช่วงปี 2556-2558 โดยที่เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตตามปกติ และพบว่า “พลังงานหมุนเวียน” มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในการตรึงปริมาณการปล่อยก๊าซ โดย 90% ของการผลิตกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากแหล่งใหม่ มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และกว่าครึ่งมาจาก “พลังงานลม”

อีกสาเหตุหนึ่งที่ตรึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นเพราะจีนและสหรัฐซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนอันดับต้นๆของโลกได้ลดการใช้ถ่านหินลง โดยจีนสามารถลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 1.5% ในปีที่ผ่านมา ด้วยนโยบายการลดถ่านหิน เพิ่มศักยภาพพลังงานหมุนเวียน ขณะที่สหรัฐลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 2% เนื่องจากมีการลดการพึ่งพาถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ แม้พลังงานทั้ง 2 ประเภทจัดอยู่ในเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล แต่การเผาไหม้ของถ่านหินนั้นทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนฯ สูงกว่า 2 เท่า

การคงที่ของปริมาณการปล่อยก๊าซในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือ ระหว่างปี 2556-2558 จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

และเป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้โดยที่ลดการใช้พลังงานฟอสซิล

ดังนั้น จึงมีคำถามการวางฐานรากด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องยึดโยงอยู่กับการพัฒนาพลังงานจาก “ถ่านหิน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อนอย่างแสนสาหัสเช่นในขณะนี้

คิดผิดคิดใหม่ก็ยังทันนะครับท่านนายกฯ

มะลิลา

Leave a comment