ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/211825
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จฯทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พ.ศ.2504
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายน พ.ศ.2559 และเป็นวันครบรอบ 31 ปีของการก่อตั้งวันอนุรักษ์มรดกไทย เมื่อเร็วๆ นี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถจัดเสวนาวิชาการเรื่อง พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 “ทิศทางพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?”เพื่อเป็นเวทีเสวนาหาแนวทางการพัฒนารูปแบบการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและทันเหตุการณ์โลกปัจจุบัน ณ ห้องประชุม 1พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์ กรรมการวิชาการ ราชบัณฑิตยสภาร่วมบรรยายพิเศษเปิดการเสวนา เรื่อง “ราชวงศ์จักรีกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทย” โดยมี ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรซากโบราณสถาน ที่ศรีสัชนาลัย พ.ศ.2501
ศาสตราจารย์ ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์ กรรมการวิชาการ ราชบัณฑิตยสภา กล่าวบรรยายพิเศษว่า“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีสนพระราชหฤทัยในเรื่องการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด จนทุกวันนี้ก็ยังไม่พ้นเป็นพระราชภาระของสถาบันพระมหากษัตริย์สมัยก่อนกรมศิลปากรเปิดพิพิธภัณฑ์ที่ไหนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน จะเสด็จฯทรงเปิดให้ทุกแห่ง ทรงสนพระราชหฤทัยได้ทรงเตือนและแนะนำให้ปฏิบัติต่อทรัพยากรเหล่านั้นให้ถูกควรเสมอมา มิฉะนั้นคนไทยอาจจะต้องไปเรียนประวัติศาสตร์ไทยที่ต่างประเทศ”
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.พิสิฐ ได้กล่าวถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาของนักเรียนว่า “ปีพ.ศ.2504 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯทรงเยือนจังหวัดอยุธยา และได้เสด็จฯ ขึ้นไปบนยอดภูเขาทอง พระราชทานคำแนะนำว่า “…น่าจะนำชมนักเรียน นักศึกษา ด้วยวิธีนำขึ้นณ สถานที่นั้น การได้เรียน ณ ที่ที่เกิดเหตุ พร้อมแสดงทิศทางภูมิประเทศประกอบการอธิบายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ก็จะช่วยให้ซาบซึ้งและเข้าใจได้ดีขึ้น…” เพราะการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องอ่านจากหนังสือเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่เด็กๆ จะไม่มีวันลืม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เสด็จฯทอดพระเนตรแหล่งขุดค้นในบ้านเชียง จ.อุดรธานี พ.ศ.2515
จากนั้นจึงเข้าสู่การเสวนาในหัวข้อหลัก เรื่อง พิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21 “ทิศทางพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร?” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ คือ อาจารย์ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง, ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ และ จุลลดา มีจุล ร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องราวประสบการณ์การทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ รวมถึงมุมมองของแต่ละท่านเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ยุคใหม่ว่าควรมีการออกแบบพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้อย่างไรให้ตอบโจทย์ต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในกลไกที่จะกล่อมเกลาเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพ พร้อมเป็นผู้ใหญ่ในสังคมแห่งการทำงานเพื่อร่วมพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ
อาจารย์ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระที่คร่ำหวอดในงานด้านพิพิธภัณฑ์มาเป็นเวลานาน ทั้งในบทบาทของนักวิชาการ และภัณฑารักษ์ โดยตำแหน่งสุดท้ายของงานด้านพิพิธภัณฑ์คือผู้จัดการพิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า “ความที่เคยทำงานเป็นทั้งภัณฑารักษ์ และผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ จึงให้ความสำคัญทั้งงานวิชาการ และงานบริหารซึ่งจะหล่อหลอมให้พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งประสบความสำเร็จ รวมทั้งต้องมีความชัดเจนในเรื่องราวที่ต้องการนำแสดงผ่านนิทรรศการ และคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีความเห็นว่าพิพิธภัณฑ์ที่ดี ไม่ควรเต็มไปด้วยเนื้อหาที่แน่นไปด้วยตัวหนังสือ แต่ควรมีรูปแบบในการทำที่เรียกว่าVisual Presentation (วิฌ่วล พรีเซนเทชั่น) ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของป้ายคำบรรยายที่พอเหมาะพอควรรูปถ่ายประกอบที่เหมาะสม การใช้วีดีโอ การใช้แผนผังที่ดูง่าย ที่สำคัญคือ ต้องคุ้มค่ากับการลงทุน”

(ซ้าย) ดร.พธู คูศรีพิทักษ์, จุลลดา มีจุล, ศ.ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์,
อ.ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง, ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย
ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ไม่ควรเป็นแหล่งเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างจินตนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น“พิพิธภัณฑ์ไม่ได้สร้างเพื่อผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ควรมีพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ต่างวัย อย่างพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศออสเตรเลียจะมีพื้นที่สำหรับเด็กเรียกว่า Mini museum for under five เป็นพิพิธภัณฑ์ก่อนวัยเรียน ซึ่งในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเด็กก่อนวัยเรียนด้วย โดยจะแบ่งห้องต่างๆ ให้เด็กเรียนรู้ เช่น การใช้เทคโนโลยีในการถ่ายภาพ หรือระบายสี เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเขาต้องการให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้มากที่สุด รวมทั้งสร้างจินตนาการให้เด็กด้วย”
ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา กลุ่มวิชาพิพิธภัณฑ์ศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานด้านพิพิธภัณฑ์ว่า เมื่อหลายปีก่อนได้มีโอกาสได้ไปฟังปาฐกถาที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายว่า พิพิธภัณฑ์จะต้องเป็นที่สนุกสนาน และมีชีวิตชีวา เหมือนกับเป็น Living Museum และจะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับทุกคน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการทำพิพิธภัณฑ์ เพราะไม่ว่าจะศตวรรษไหนๆ ก็ยังคงใช้ได้อยู่

นิทรรศการแห่งความมืด ที่จามจุรีสแควร์
“จากประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้การทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้โอกาสได้เรียนรู้งานพิพิธภัณฑ์ตลอดกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงประสบการณ์ที่ได้สัมผัสพิพิธภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีพิพิธภัณฑ์ที่ประทับใจในเมืองไทยคือ นิทรรศการบทเรียนในความมืดDialogue in the Dark ที่ จามจุรีสแควร์ ความน่าสนใจคือ เป็นการเรียนรู้จากความมืด ทำให้ได้เรียนรู้ผ่านผัสสะต่างๆ โดยมีผู้ที่นำชมเป็นคนพิการทางสายตา หลังจากเข้าชมนิทรรศการนี้แล้วหลายคนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงทัศนคติกับผู้พิการทางสายตา ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ที่จัดนิทรรศการนี้ขึ้นมาที่ต้องการให้คนทั่วไปได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม ได้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ส่วนอีกแห่งหนึ่งเดิมเป็นเหมืองเกลือ อยู่ที่ประเทศออสเตรีย ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปเข้าเยี่ยมชม เป็นสถานที่ที่ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่เหมือง มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ มีการจัดแสดงต่างๆ ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับความสนุกสนาน เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้ทั้งความรู้จากประสบการณ์จริง กระตุ้นให้คิด และสร้างความหมายใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ไปเรียนรู้ต่อ สิ่งสำคัญที่ได้จากพิพิธภัณฑ์ ทั้ง2 แห่ง คือความมีชีวิตชีวา การได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอก รวมทั้งการสื่อสารแบบพหุมิติ ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และการเกิดความเปลี่ยนแปลงทัศนคติบางอย่างไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น”
ดร.พธู กล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 ในมุมมองของตัวเองว่า “ตอนนี้โลกเปลี่ยนไป มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถที่จะสื่อสารเพื่อสร้างความหมายร่วมกัน รวมทั้งเรื่องของความผูกพัน การใกล้ชิดกับชุมชน และการมีส่วนร่วมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะไปไกลแค่ไหน แต่หากไม่ได้สื่อสารแบบเห็นหน้าค่าตา หรือไม่ได้เรียนรู้ผ่าน รูป รส กลิ่น เสียง ก็ไม่ทำให้เกิดประสบการณ์ร่วมที่แท้จริง ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ในอนาคตน่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีพรมแดน และสลายกำแพงในเรื่องของการเรียนรู้ที่ทั้งในระบบหรือนอกระบบที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน”
จุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ทุกวันนี้วิวัฒนาการของพิพิธภัณฑ์พยายามให้เข้าสู่โลกของการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ทำให้บางพิพิธภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีมากเกินไปจนบดบังความสำคัญของเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นของพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ที่ตนเองชื่นชอบมองว่าต้องเน้นนวัตกรรมทางความคิดรวมทั้งสามารถผสมผสานระหว่างการความเก่าและใหม่อย่างลงตัว เช่น โบสถ์โบราณในยุคกลางแห่งหนึ่งของต่างประเทศที่นำงานศิลปะเข้าไปจัดแสดง ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่น่าจดจำ รวมทั้งเป็นจุดเปลี่ยนความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อพิพิธภัณฑ์ด้วย
“เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศตวรรษที่มีความซับซ้อนสูง สังคมเปลี่ยนแปลงมาก ทว่าปรัชญาของความเป็นพิพิธภัณฑ์ก็น่าจะยังคงอยู่ แต่อาจจะมีการนำทฤษฎีมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Meaning (การสื่อความหมาย) หรือ Message (ข่าวสาร) หากเรามี Content (เนื้อหา) จะสื่อออกมาอย่างไร เพราะทฤษฎีมีดีอยู่จริง แต่บางทีก็ปฏิบัติตามไม่ได้ นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งคือ คนทั่วไปมักจะคิดว่าคนทำพิพิธภัณฑ์ เป็นผู้รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม จึงอยากจะให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะสามารถเปลี่ยนเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมได้ไหม จากสิ่งที่เราจะต้องคิดค้นคว้า หรือเก็บสะสมตลอดเวลา เราจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาสู่สังคมได้บ้างไหม รวมทั้งเรื่องของเจเนอเรชั่นต่างๆ ซึ่งในอนาคตกำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งพิพิธภัณฑ์ก็ต้องปรับแนวความคิดในการนำประโยชน์ขององค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ การถ่ายทอดมาใช้ในพิพิธภัณฑ์ให้มากขึ้น”จุลลดาเผยมุมมองที่มีต่ออนาคตพิพิธภัณฑ์ไทยในศตวรรษที่ 21”
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/qsmtthailand อินสตาแกรม @queensirikitmuseumoftextiles