เทียบฟอร์ม “ทรัมป์-คลินตัน” รอบ “แบทเทิล” ชิงเก้าอี้ผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/620190

โดย บวร โทศรีแก้ว 15 พ.ค. 2559 05:01

 

เปิดใจ-โดนัลด์ ทรัมป์ ออกท่าทางขณะให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพี ที่สำนักงานใหญ่ในอาคาร “ทรัมป์ ทาวเวอร์” ในมหานครนิวยอร์ก หลังค่อนข้างแน่ชัดว่าจะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงเก้าอี้ผู้นำ (เอพี)

อีกไม่ถึง 6 เดือน จะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (8 พ.ย.) ซึ่งค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีปากจัด ผู้ไม่เคยนั่งเก้าอี้ที่มาจากการเลือกตั้งใดๆ จะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงกับนางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาโชกโชนกว่า 25 ปี

ทรัมป์ประกาศตัวลงชิงเป็นตัวแทนพรรค “ตราช้าง” เมื่อเดือน มิ.ย.2558 แรกๆแทบไม่มีใครคิดว่าจะมาไกลปานนี้ แม้แต่คู่แข่งอีก 16 คน ก็เห็นเขาเป็น “ตัวโจ๊ก” เลยไม่โจมตีอะไรมาก แต่ด้วยบุคลิกภาพและโวหารดุเดือดแหวกแนวเร้าใจ ทำให้สื่อฯแห่ตามทำข่าวทรัมป์มากที่สุด ส่งให้กลายเป็น “ตัวเต็ง” ในที่สุด

ปลุกเร้า- ฮิลลารี คลินตัน ตัวเก็งที่จะได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ปลุกเร้าฝูงชนบนเวทีหาเสียงที่เมืองแบล็กวูด รัฐนิวเจอร์ซีย์ (รอยเตอร์)

ทรัมป์เป็นนักการตลาดชั้นเยี่ยม ชูจุดขายโดนใจสาวกชาวรีพับลิกัน โดยเฉพาะผู้เบื่อหน่ายการเมืองแบบเก่าๆ ชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ได้ค่าแรงต่ำ ส่วนนโยบายต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมายและการก่อการร้ายก็โดนใจผู้คน แม้คำพูด “ปากหมาน” ดูหมิ่นสตรี หรือข้อเสนอให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐฯกับเม็กซิโก และห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ จะถูกก่นด่าอื้ออึงไปทั้งโลก แต่ก็หยุดทรัมป์ไม่อยู่

ส่วนคลินตัน ลงชิงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 2551 พ่ายแพ้นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แต่ครั้งนี้น่าจะลอยลำ แม้นายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ คู่แข่งที่เหลือคนเดียวยังฮึดสู้ต่อ ทั้งที่เสียง “คณะผู้แทน” (Delegates) ในการเลือกตั้งขั้นต้นทิ้งห่างกันยากไล่ทัน

คลินตันเป็น รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลโอบามาสมัยแรก เป็นผู้ออกแบบยุทธศาสตร์ “ปักหมุดเอเชีย” และดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาควบคุมนิวเคลียร์ จนบรรลุข้อตกลงกับมหาอำนาจตะวันตกได้ในที่สุด

ถ้าคลินตันได้เป็นผู้นำ นโยบายต่างประเทศโดยรวมคงไม่ต่างจากรัฐบาลโอบามานัก แม้ถูกมองว่าแข็งกร้าวกว่าโอบามาซึ่งถูกโจมตีว่าอ่อนแอเกินไป จนปล่อยให้ “จีน” และ “รัสเซีย” ผงาดขึ้นมาท้าทายอำนาจสหรัฐ ฯได้ ส่วนนโยบายตะวันออกกลางก็ผิดพลาด ทำให้ความรุนแรงลุกลามจนคุมไม่อยู่

แต่ที่แตกต่างกันชัดเจนคือนโยบายด้านการค้า ซึ่งคลินตันต่อต้าน “ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก” (ทีพีพี) ที่โอบามาผลักดันสุดตัว แม้นางเคยสนับสนุนเรื่องนี้ตอนเป็น รมว.ต่างประเทศ

ส่วนทรัมป์ นโยบายต่างประเทศที่เสนอแต่ละอย่างทำเอาผู้คนปากอ้าตาค้าง ไม่ว่าการขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่เขาชี้ว่าข่มขืนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งถ้าทำจริงมีหวังเกิดสงครามการค้าใหญ่โต

ทรัมป์ยังชี้ว่าทีพีพีคือหายนะ แถมตั้งข้อกังขาเรื่องพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯกับเอเชียและยุโรปที่มีมายาวนาน โดยชี้ว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ควรจ่ายค่าคุ้มครองให้สหรัฐฯมากกว่านี้ และอาจให้มีอาวุธนิวเคลียร์เองเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ส่วนองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ก็ล้าสมัยสุดๆ จะยุบไปก็ไม่มีปัญหา

ช่วงการเลือกตั้งขั้นต้น ทรัมป์ใช้น้ำลายกำจัดคู่แข่งมาแล้วหลายราย ทั้งเจ๊บ บุช ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา ที่เขาดูถูกว่า “เฉื่อยแฉะ” ส่วนเท็ด ครูซ ส.ว.รัฐเท็กซัส คู่แข่งที่ถอนตัวคนสุดท้ายก็ถูกทรัมป์โจมตีว่า “ไอ้ขี้โกหก” แถมยังใส่ร้ายว่าบิดาของครูซอาจพัวพันคดีลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ.เคนเนดี เพราะเคยถ่ายรูปร่วมกับมือปืน คือนายลี ฮาร์วีย์ออสวอลด์ ในปี 2506

ส่วนคลินตัน ก็ถูกทรัมป์ข้ามเวทีไปต่อยชิมลางแล้วหลายหมัด เช่น กล่าวหาว่าอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน สามีของนาง เป็น “เสือผู้หญิง” ทรัมป์ยังแขวะว่าที่คลินตันแพ้โอบามาในปี 2551 เพราะถูก “ไอ้จ้อน” เข้าให้ซะก่อน และเมื่อเธอไปเข้าห้องน้ำในช่วงพักการดีเบต แต่กลับมาขึ้นเวทีล่าช้า ทรัมป์ก็พูดว่ารู้นะว่าเธอแอบไปทำอะไร แต่ขยะแขยงไม่อยากพูด

ทรัมป์ปรามาสด้วยว่าที่คลินตันได้คะแนน เสียงขนาดนี้เพราะเป็น “ผู้หญิง” ถ้าเป็นผู้ชายจะได้คะแนนไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แถมยังว่าเธอไร้ความแข็งแกร่งทรหด แม้ขณะเป็น รมว.ต่างประเทศ เธอตระเวนเดินทางทั่วโลกระยะทางเกือบ 1 ล้านไมล์!

เมื่อขึ้นสู้ตัวต่อตัวกับคลินตันบนเวทีระดับชาติ ทรัมป์อาจปรับท่าทีให้อ่อนลง แต่คงยากทิ้งนิสัยพ่นน้ำลายที่ถนัด ส่วนคลินตัน เท่าที่ผ่านมา แค่สวนหมัดพอท้วมๆ หาว่าทรัมป์ขี้โม้ บ้าระห่ำ อันธพาล และว่าคำพูดต่อต้านชาวมุสลิมของทรัมป์ช่วยเกณฑ์สมาชิกให้กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) อย่างดีที่สุด

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ชี้ว่าคลินตันได้เปรียบ มีโอกาสชนะสูงกว่า เพราะปากของทรัมป์ไปสร้างศัตรูไว้เยอะ โดยเฉพาะในหมู่สตรีและพวกฮิสแปนิก ขณะที่โพลล่าสุดของ “เอพี-จีเอฟเค” ก็ระบุว่า ชาวอเมริกันมีทัศนคติเชิงลบต่อทรัมป์ถึง 69% เทียบกับคลินตันที่ 55%

ทรัมป์ยังมีปัญหาในการผนึกพรรครีพับลิกันให้สนับสนุนตนเองเป็นหนึ่งเดียว แกนนำพรรคหลายคนชี้ว่าเขาไม่ใช่พวก “อนุรักษนิยม” ของแท้ และเป็นคนหลุดโลกอันตราย ส่วนในรัฐ “สวิง สเตตส์” ราว 12 รัฐ ที่ยากคาดเดาว่าจะเลือกใคร ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งหลังก็เทคะแนนให้ฝ่ายเดโมแครตมากกว่า

แต่อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะในการเลือกตั้งขั้นต้น แรกๆก็แทบไม่มีใครให้ราคาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ “ม้านอกสายตา” ตัวนี้ จะมาแรงแซงโค้งเข้าวิน!
บวร โทศรีแก้ว

 

 

Leave a comment