ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/219123
ก่อนหน้านี้ เราได้คุยกันถึง “โรคพิษสุนัขบ้า”กันไปแล้ว คราวนี้ขออนุญาตพูดต่อเนื่องสักหน่อยครับ เมื่อพูดถึงโรคพิษสุนัขบ้านี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วล่ะ และก็ทราบดีด้วยว่า โรคนี้เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังมีทั้งเรื่องราวและความเชื่อที่พูดต่อๆ กันมา ซึ่งมีทั้งที่ผิดบ้าง-ถูกบ้างปะปนกันไป วันนี้เรามาพูดกันถึง “ความเชื่อผิดๆ แปลกๆ” เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้านี้กันครับ
ความเชื่อ 1 : “สุนัขและแมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น”
ความจริง: สุนัขและแมว เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ “ทุกฤดูกาล” ครับ ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศเลย คนส่วนใหญ่คิดว่า อากาศร้อน จะทำให้สุนัขบ้า
(เหมือนคนที่เครียด) ซึ่งจริงๆ แล้ว โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาท” ไม่ใช่ “โรคประสาท หรือ “โรคทางจิต” (ตามที่คนเข้าใจหรือที่คนเป็นกัน ที่ว่าเมื่อเจออากาศร้อนมากๆ ก็จะเครียดจนเป็นบ้า)
สาเหตุที่พบมากในช่วงฤดูร้อนนั้น มักจะมีสาเหตุมาจาก
1.โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่เพียงไม่กี่สัปดาห์จนถึงนานเป็นปี โดยทั่วไปก็จะประมาณ 3 เดือน (ระยะฟักตัว หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการ)
2.ที่ผ่านมา ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสุนัข มักเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ระยะนี้สุนัขตัวผู้มักจะ “โชว์พาวเวอร์” ด้วยการกัดกันเพื่อแย่งชิงสุนัขตัวเมีย หากตัวใดมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ก็จะแพร่เชื้อติดไปยังสุนัขตัวอื่นได้เต็มที่
3.ช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียน เด็กๆ จึงมีโอกาสถูกกัดได้มากกว่า
ความเชื่อ 2 : “ลูกสุนัขและแมวเด็กๆ ไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรอก”
ความจริง : สุนัขและแมวที่อายุน้อย หากได้รับเชื้อ ก็สามารถแพร่โรคพิษสุนัขบ้ามายังคนและสัตว์อื่นได้ครับ ดังนั้นในลูกสัตว์ ก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ครับ
ความเชื่อ 3 : “เฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้นแหละ ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเลยครับ! โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเป็นได้กับ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ทุกชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่าย เม่นแคระ จิงโจ้บิน สัตว์ปศุสัตว์ เข่น ม้า สุกรโค กระบือ รวมถึงสัตว์ป่า เช่น เสือ สิงโต ลิง ม้าลาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี อีกด้วย
ความเชื่อ 4 : “หากถูกสุนัขหรือแมวที่มีอาการปกติกัด ก็ไม่เป็นไร”
ความจริง : สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ถึง 10 วันก่อนที่จะแสดงอาการ ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมวกัดในช่วงที่มีการแพร่ของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการแล้วล่ะก็ เราอาจชะล่าใจ ดังนั้นเราจึงต้องฉีดวัคซีน (ให้ผู้ถูกกัดเอง) และกักสัตว์ต่ออีกสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูอาการด้วย
ความเชื่อ 5 : “การฉีดวัคซีนในสุนัขและแมว สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%”
ความจริง : การฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคครับ รวมถึงหากสัตว์ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ในระยะฟักตัว ก็จะทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ครับ
ความเชื่อ 6 : “การฉีดวัคซีนให้สุนัขหรือแมวเพียงครั้งเดียว ก็สามารถป้องกันได้แล้ว”
ความจริง : การฉีดวัคซีนเพียงเข็มแรกเข็มเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ได้รับนั้นไม่สูงเพียงพอ สัตว์ต้องได้รับการกระตุ้นวัคซีนเป็นครั้งที่ 2 (ในขวบปีแรก) และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีด้วยครับ
ความเชื่อ 7 : “การถูกกัดเท่านั้น ที่สามารถทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : การติดต่อของโรค ไม่เพียงแค่การโดนกัดเท่านั้นครับ การถูกเลียที่แผล หรือถูกข่วน ก็อาจทำให้ติดโรคได้ หากสุนัขหรือแมวตัวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นเลียอุ้งเท้าและเล็บตัวเอง ก็อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้ครับ
ความเชื่อ 8 : “ถ้าถูกสุนัขกัด ให้รีบเอารองเท้าตบ หรือราดแผลด้วยน้ำปลา”
ความจริง : ขอยืนยันว่าการเอารองเท้าตบที่แผลนั้น ไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้เลยครับ กลับยิ่งจะทำให้สิ่งสกปรกและฝุ่นเข้าบาดแผลที่ถูกกัดมากขึ้นด้วยครับ ส่วนการราดด้วยน้ำปลานั้น หากเป็นน้ำปลาแท้ที่มีความเข้มข้นสูงอาจช่วยฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่สารปรุงแต่งในน้ำปลาก็จะเข้าไปในแผลด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นน้ำปลาปลอมหรือน้ำปลาที่มีความเข้มข้นต่ำและมีสิ่งเจือปนมากแล้ว ยิ่งนอกจากจะทำลายเชื้อไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทำให้ผู้ถูกกัดได้รับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าบาดแผลมากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้าจะให้ดี ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างแผลซ้ำอีกครั้งด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนหรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน)
และรีบไปพบแพทย์ครับ
ความเชื่อ 9 : “รอให้สุนัขและแมวที่กัดตายเสียก่อน จึงค่อยไปพบแพทย์ก็ได้”
ความจริง : เมื่อถูกสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด หากสุนัขตัวที่กัดไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติสุนัขแน่นอนแล้วล่ะก็ การไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เนื่องจาการฉีดวัคซีนป้องกันที่ได้ผลสูงสุด จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด ในบางกรณีที่บาดแผลใหญ่ บริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก หรืออยู่ใกล้สมองมาก หรือมั่นใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าแน่ๆ แพทย์จะพิจารณาในการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (เซรุ่ม) เข้าที่บาดแผลเพื่อทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่มีข้อเสียคือราคาแพง !!
เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าดีขึ้นนะครับ ฝากเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด
สิ่งที่เราควรคำนึงถึงและควรกระทำเป็นสูตรง่ายๆ คือ “ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ” ครับผม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย