ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/221454
(ซ้าย) ประภากาศ อังศุสิงห์, สธน ตันตราภรณ์ และ สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ร่วมเสวนา
พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “ผ้าไทยในโลกแฟชั่น” เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ84 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2559 และพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการครบ 4 ปี วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 อีกทั้ง ทำให้นักออกแบบรุ่นใหม่รู้จักการนำผ้าไทยมาใช้ประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยนำผ้าไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ณ ห้องโถง พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ
งานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก สธน ตันตราภรณ์ รองบรรณาธิการนิตยสารโว้ก ประเทศไทย พร้อมด้วย ประภากาศ อังศุสิงห์ แห่งห้องเสื้อ HOOK’s by PRAPAKAS ดีไซเนอร์ดัง ผู้มีประสบการณ์ในการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ร่วมพูดคุยถึงพัฒนาการของผ้าไทยในโลกแฟชั่น รวมถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยมี สุทธิรัตน์แก้วอาภรณ์ ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ และร่วมเสวนาในหัวข้อดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานของการออกแบบเครื่องแต่งกายจากผ้าไทยของเหล่าดีไซเนอร์อีกด้วย

สธน ตันตราภรณ์ รองบรรณาธิการนิตยสารโว้ก ประเทศไทย กล่าวว่า “สื่อนิตยสารสมัยนี้ไม่ได้นำเสนอแต่ข่าวปกิณกะอีกต่อไป ในฐานะที่เราเป็นนิตยสารแฟชั่นระดับโลก ก็มองว่าน่าจะมีส่วนในการผลักดันวงการแฟชั่นไทยได้เช่นกัน รวมถึงบรรณาธิการบริหาร กุลวิทย์ เลาสุขศรี ถือเป็นแฟนตัวยงของผ้าไทย และแฟชั่นไทย โดยพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งทางผู้บริหารได้มองว่าผ้าไทยเป็นสิ่งที่น่าจะนำมาคุยกัน สิ่งหนึ่งที่โว้ก ไทยแลนด์ ได้ริเริ่มทำ คือ ทุกปีจะมีการนำผ้าไทยที่ได้
คัดสรรแล้ว ส่งไปให้ดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก โดยมีโจทย์คือ ให้สร้างสรรค์สินค้า 1 แบบ ต่อผ้าไทย 1 ชิ้น ซึ่งจะเป็นชิ้นเดียวในโลก และจัดงาน โว้ก กาลาดินเนอร์ เพื่อนำของชิ้นพิเศษเหล่านี้มาประมูล โดยเชิญแขกวีไอพี และท็อปสเปนเดอร์ของแบรนด์ต่างๆ รวมทั้งผู้ที่เห็นคุณค่าของผ้าไทย มาร่วมประมูลของชิ้นพิเศษนี้ จุดประสงค์คือ ต้องการประชาสัมพันธ์และแนะนำให้กับต่างประเทศ หรือดีไซเนอร์ต่างชาติได้รู้จักผ้าไทย ที่สำคัญคือ เป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในเรื่องของการอนุรักษ์ผ้าไหมไทย โดยนำสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อราษฎร มาเผยแพร่ให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้รวมทั้งเพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มเปิดนิตยสารโว้ก หรือนิตยสารอื่นๆ ได้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆ ของผ้าไหมไทยมากยิ่งขึ้น”

ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผอ.พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และลูกสาว
ประภากาศ อังศุสิงห์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อ HOOK’s by PRAPAKAS ย้อนประสบการณ์เมื่อครั้งที่ได้มีโอกาสฝึกงานกับดีไซเนอร์ระดับตำนาน พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์ผู้บุกเบิกในการนำผ้าไทยมาใช้ในการตัดเย็บเสื้อผ้า และได้นำมาปรับใช้กับสไตล์การออกแบบของตัวเองในปัจจุบันว่า “ครั้งแรกที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบทำเสื้อ โดยใช้ผ้าไหมไทย รู้สึกว่ายาก เพราะการออกแบบถูกจำกัดด้วยลวดลายของผ้า แต่ถ้าเราจับลวดลายกราฟิก หรือทิศทางการต่อผ้า หรือแพทเทิร์นของเสื้อได้ถูกทาง ผ้าไหมจะทำออกมาได้สวยกว่าผ้าชนิดอื่นๆ ต้องบอกว่า โชคดีมากที่ได้ฝึกงานกับ พี่เจี๊ยบ-พิจิตรา อย่างน้อยที่สุดคือ ช่วยปูทางในเรื่องของรสนิยมในการตัดเสื้อ ตอนนั้นยังป็นเด็กมากๆ ยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่ได้รับประสบการณ์มากมาย และได้ซึมซับการทำแพทเทิร์นจากช่างของห้องเสื้อระพี ที่ขึ้นชื่อมากเรื่องตัดชุดจากผ้าไทยในสมัยนั้น ซึ่งดีไซเนอร์แถวหน้าในยุคนั้นจะพยายามคงความเป็นผ้าไหมไว้ให้มากที่สุด ในขณะที่พวกเราพยายามเบือนเขาให้เป็นอีกอย่างเพื่อให้ดูร่วมสมัย แต่บางทีก็จะลืมเสน่ห์บางอย่างของความผ้าไหมไป ซึ่งเราก็ต้องทำให้คนสมัยนี้เข้าใจ ไม่ให้น่าเบื่อ และไม่ดูเชย แต่ว่าในยุคนั้นจะต่างกัน ถ้ามองเสื้อผ้าในวันนี้จะมีเสน่ห์คนละแบบกับเสื้อผ้ายุคก่อน”
ในฐานะดีไซเนอร์ ประภากาศ แสดงความคิดเห็นในการผลักดันผ้าไทยให้ไปสู่ตลาดโลกว่า “ก่อนที่เราจะไปขายเมืองนอกหรือตลาดโลก ต้องเริ่มจากตลาดในก่อน ทำอย่างไรก็ได้ให้การใช้ผ้าไทยเป็นสิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้เห็นเพื่อนๆ ที่อายุ 35-40 ปี เริ่มหันมานุ่งผ้าไทยไปทำงานกันเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการซื้อ-ขายผ้าไทยผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ดังนั้น การจะให้ผ้าไหมไทยไปสู่ตลาดโลกได้นั้น ต้องเริ่มจากหลายอย่าง โดยเฉพาะรัฐบาลหรือภาครัฐที่มีส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง อาทิ กำหนดให้วันศุกร์เป็นวันแต่งชุดไทยทั้งประเทศ ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตนุ่งโจงกระเบนไปออฟฟิศ ก็ดูน่ารักดี หรือ ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าซิ่นกับเสื้อสวยๆ ก็สวยเก๋ชวนมองไปอีกแบบ และคงได้เห็นทุกคนสนุกกับการแต่งชุดไทย ทำให้การใช้ผ้าไทยเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เคอะเขินที่จะสวมใส่กันอีกต่อไป”


สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวเสริมว่า “การที่พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ดีไซเนอร์ หรือนิตยสารแฟชั่น ช่วยกันปลูกฝังเรื่องการใช้ผ้าไทยมาโดยตลอด เหมือนเป็นการหว่านข้าวเปลือกไปบนดิน กว่าจะมีเมล็ดพันธุ์ขึ้นสักเมล็ดหนึ่ง ก็ต้องใช้เวลา หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า แนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการที่จะทรงทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยม ดังรับสั่งที่ว่า “ขาดทุนของฉัน คือกำไรของประชาชน” ผมคิดว่าคนที่ใช้ผ้าไทยเป็นผู้เสียสละ เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ ในประเทศชาติ เวลานี้มีกลุ่มคนที่หันมานุ่งผ้าซิ่น โจงกระเบน หรือกลุ่มคนที่นำผ้าไทยมาตัดเย็บเสื้อผ้า หลังจากนำมาสวมใส่ก็ต้องดูแลรักษา จึงต้องอาศัยความชอบส่วนตัวจริงๆ ซึ่งปัจจุบันเราก็มีเวทีที่จะทำให้คนเหล่านี้มีช่องทางในการแสดงออก ต้องขอบคุณโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ที่เป็นช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่ผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสื่อแมกกาซีนต่างๆ ที่ให้ความสำคัญเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของไทย”
สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ครั้งต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/qsmtthailand อินสตาแกรม @queensirikitmuseumoftextiles