พัฒนา‘หน้าวัว’พันธุ์ใหม่สายเลือดไทย ลักษณะเด่นเทียบเท่าต่างประเทศ ช่วยลดนำเข้า-ประหยัดต้นทุนผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227683

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสากล มีสุข ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลำปาง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการนำพันธุ์หน้าวัวเข้ามาปลูกครั้งแรกตั้งแต่ปี 2440 โดยนำเข้ามาจากยุโรป แต่มีการปลูกเลี้ยงกันอย่างจำกัด เนื่องจากต้นทุนการปลูกเลี้ยงสูง ประกอบกับความนิยมนำมาใช้ในพิธีศพ ไม่นิยมนำมาประดับตกแต่งบ้านและในงานมงคล ทำให้ความนิยมลดน้อยลงเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 2526 เหลือพันธุ์หน้าวัวที่ผลิตเป็นการค้าในประเทศเพียง 2-3 พันธุ์เท่านั้น ต่อมาได้เริ่มมีการนำเข้าพันธุ์หน้าวัวจากต่างประเทศ ที่มีสีสันสวยงามรูปทรงแปลกใหม่ อีกทั้งทัศนคติที่มีต่อดอกหน้าวัวก็เปลี่ยนไป ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้น และมีการนำเข้าพันธุ์หน้าวัวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลำปาง จึงได้ทำการศึกษาและปรับปรุงพันธุ์หน้าวัว เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่เป็นพันธุ์ไทยแต่มีคุณลักษณะดีเด่นเทียบเท่าพันธุ์จากต่างประเทศ เช่น ด้านสีสัน จานรองดอก ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และมีคุณลักษณะที่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการนำเข้าพันธุ์หน้าวัวจากต่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยทำการปรับปรุงพันธุ์หน้าวัวในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2539-2555 มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหน้าวัวตัดดอกรูปหัวใจ ได้แก่ 1.จานรองดอก ต้องมีสีสดใสเป็นมัน แบ่งเป็น กลุ่มสีส้ม ชมพู แดง เขียว และขาว/2.การบรรจุหีบห่อง่าย คือ หูจานชิดและไม่ตั้งขึ้น โดยหูจานแยกจากกันจนถึงโคนปลี ร่องน้ำตาตื้น และขอบจานรองดอกไม่ม้วนกลับ/3.รูปทรงของจานรองดอกมีความสมมาตรเหมือนกันทั้งสองข้าง/4.ก้านดอกตรงแข็งแรง และยาวกว่า 30 เซนติเมตร/5.กลีบดอก ทำมุมประมาณ 60 องศา และสั้นกว่าจานรองดอกเล็กน้อย/6.อายุการปักแจกันนานกว่า 10 วัน และได้เสนอเป็นพันธุ์แนะนำ จำนวน 5 สายพันธุ์ คือ ลำปาง 1 ลำปาง 2 ลำปาง 3 ลำปาง 4 และลำปาง 5

สำหรับการปลูกนั้นปลูกได้ทั่วไป การขยายพันธุ์ในช่วงแรก ต้องใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากการแตกกอของหน้าวัวยังมีไม่มาก แต่เมื่ออายุมากขึ้น ก็สามารถใช้วิธีตัดยอดชำได้ โดยมีระยะปลูกที่เหมาะสม 30×30 เซนติเมตร ปลูกในสภาพโรงเรือนที่มีอุณหภูมิ 14-30 ํC ความชื้นสัมพัทธ์70-80% และวัสดุปลูกถ่ายเทอากาศดี ไม่ชอบแดดจัด และลมโกรก ต้องการความชื้นสูง ต้องการแสง 20-30% หรือร่มประมาณ70-80% ก่อนปลูกหน้าวัว ต้องทำโรงเรือนที่คลุมหลังคาด้วยวัสดุพรางแสง หรือสแลน (ตาข่ายช่วยพรางแสง) ขนาด 70% 2 ชั้น

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถขอรับคำแนะนำในการปลูกเลี้ยงหน้าวัวได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรลำปาง ในวันและเวลาราชการ

 

Leave a comment