รายงานพิเศษ : ส่งเสริมเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิเลี้ยงโคเนื้อ แก้ปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสมการทำการเกษตร สร้างรายได้ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/227320

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากนโยบายของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนโยบายให้จัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก หรือ Agri-Map ซึ่งแผนที่ดังกล่าว บ่งบอกสภาพดินแหล่งน้ำ โรงงาน ตลาด และโลจิสติกส์ โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดทำแผนที่ Agri-Map ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรม จำนวน 130 ล้านไร่ มีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรม จำนวน 16.67 ล้านไร่ โดยแผนที่Agri-Map นี้ได้แบ่งพื้นที่เกษตรกรรมออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.การทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งเหมาะสมในระดับปานกลางและดีมาก/ 2. การทำเกษตรในพื้นที่ไม่ค่อยเหมาะสม / และ 3.การทำการเกษตรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมเลย

ด้วยนโยบายดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานทั้งจากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน และเกษตรกร โดยจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูก เป็นแผนระยะยาวประมาณ 10 ปี โดยในปี 2559 ได้คัดเลือกพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอุทัยธานี เนื่องจากมีชนิดของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่หลากหลาย และมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น ที่จังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรเข้าร่วมการปรับเปลี่ยนกิจกรรม ได้แก่  1.การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ (ภายใต้โครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ) / 2.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นแปลงหม่อน / 3.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นบ่อเลี้ยงปลา / และ 4.การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นเกษตรกรรมทางเลือก

ด้าน กรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสามารถ ศรีวิริยาภรณ์ สหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดนำร่องที่จัดให้มีการดำเนินงาน ดังนั้น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ จึงร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ จัดทำโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ – กระบือในพื้นที่ของสหกรณ์ที่ประสบปัญหาพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ไปเป็นการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเพิ่มรายได้จากการปลูกข้าวถึง 5 เท่า โดยเปรียบเทียบจากตัวอย่างการเพาะปลูกในพื้นที่ เช่น หากเกษตรกรที่ปลูกข้าวปริมาณ 5 ไร่ จะมีกำไรประมาณ 10,000 บาท แต่ถ้าเกษตรกรเปลี่ยนมาเลี้ยงโคเนื้อประมาณ 10 ตัว จะสามารถมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000- 60,000 บาท ทั้งนี้ จังหวัดชัยภูมิมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 3 แห่ง คือ 1.สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 10 คน ได้รับการอนุมัติเงินกู้ 2.50 ล้านบาท / 2.สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 10 คนได้รับการอนุมัติเงินกู้ 2.50 ล้านบาท / และ 3.สหกรณ์คอนสวรรค์ จำกัด มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 12 คน ได้รับอนุมัติเงินกู้ 2.75 ล้านบาท

นายทนงศักดิ์ กุลชูศักดิ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด กล่าวว่า การทำโครงการการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค-กระบือ สำหรับในจังหวัดชัยภูมิ มีเกษตรกรจำนวน 32 ราย ที่ได้รับการคัดเลือก จาก 3 สหกรณ์ โดยเกษตรกรจะสามารถกู้เงินได้รายละ 250,000 บาท โดยเงินในส่วนนี้จะต้องนำไปซื้อโคเนื้อเพศเมียรายละไม่เกิน 5 ตัว ตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือ ต้องเป็นโคเนื้อที่ตั้งท้องไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หรือ แม่โคลูกติด อีกทั้งเกษตรกรจะต้องนำเงินส่วนหนึ่งหรือประมาณ 50,000 บาท เพื่อทำการปรับปรุงโรงเรือนและแปลงหญ้าเพื่อเอาไว้สำหรับเลี้ยงโค ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องทำการส่งคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 7 ปี โดยใน 3 ปีแรก เกษตรกรจะไม่เสียดอกเบี้ยและไม่ต้องส่งเงินต้น แต่ในระหว่างปีที่ 4 ถึง 7 จะต้องส่งเงินต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปีของเงินต้นคงเหลือ

นอกจากนี้ในด้านการตลาด สหกรณ์การเกษตรบ้านเขว้า จำกัด ได้ร่วมโครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์ เพื่อให้หอการค้าที่ร่วมโครงการประชารัฐ หาตลาดให้ผู้ผลิตโคเนื้อต่อกลุ่มผู้เลี้ยง ซึ่งแต่เดิมกลุ่มผู้เลี้ยงโคมีเครือข่ายสหกรณ์ที่เป็นพันธมิตรอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในส่วนของสหกรณ์ภาคอีสานจะมีเครือข่ายโคขุนลุ่มน้ำโขง ประมาณ 7-8 จังหวัดรวมตัวกัน ซึ่งจะมีสหกรณ์การเกษตรที่จังหวัดมุกดาหารเป็นผู้ดูแลเรื่องของตลาดพร้อมทั้งมีโรงเชือดและโรงชำแหละ อีกทั้งยังได้มีการจัดทำ MOU กับสหกรณ์การเกษตรหนองสูงจำกัด เพื่อเป็นตลาดรองรับและประกันราคาอย่างต่ำกิโลกรัมละ 105 บาท คาดว่าหากได้ทางหอการค้ามาเป็นผู้ช่วยด้านการตลาดอีกทางหนึ่งจะทำให้ตลาดของกลุ่มผู้เลี้ยงนั้นกว้างขวางและยั่งยืน

ขณะที่ นายชาคริต ไหไชย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงโคเนื้อ ลูกผสมชาร์โลเล่ล์ เนื่องจากลูกโคผสมชาร์โลเล่ล์สามารถที่ส่งขายได้หลายที่ อีกทั้งมีราคาสูงและมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยลูกโคพันธุ์ผสมชาร์โลเล่ล์สามารถเริ่มขายได้ตั้งแต่ อายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่เกษตรกรจะมีการขุนเพื่อให้ได้น้ำหนักและคุณภาพตามที่ต้องการโดยจะเริ่มขุนเมื่อได้อายุประมาณ 1 ปี 8 เดือน เป็นต้นไป ซึ่งโคพันธุ์ชาร์โลเล่ล์นี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดพรีเมียมและตลาดระดับสูงเนื่องจากมีเนื้อคุณภาพที่ดี นอกจากนี้สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคจังหวัดชัยภูมิ จำกัด ได้เข้ามาส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรมีแปลงหญ้าเป็นของตัวเองเนื่องจาก หญ้า เป็นอาหารหลักของโค โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เนื่องจากหญ้าสายพันธุ์นี้มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 12-18% ซึ่งอยู่ในระดับตามที่โคต้องการ อีกทั้งการที่มีแปลงหญ้าเป็นของตนเองนั้นจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย คาดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 3 ปี

จะเห็นได้ว่าการมีแผนที่ Agri-Map เข้ามาใช้ร่วมกับภาคการเกษตรเป็นผลดีสำหรับเกษตรกรอย่างมาก นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว จากการประกอบอาชีพที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ ทำให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงในการผลิต ลดต้นทุน และสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรได้อีกด้วย

Leave a comment