ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/227502
วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การทำเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่าปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ฮอร์โมน ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลง ในทุกๆการผลิตทำให้เกษตรกรต้องลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก ส่งผลให้กำไรหลังหักรายได้ลดลงเรื่อยๆ แม้ผลผลิตจะได้จำนวนมาก แต่หากใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องจะทำให้มีสารเคมีสะสมอยู่ในดินส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ในดินต่ำลง จนกลายเป็นดินที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ในที่สุด
ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินมาสอนให้เกษตรกรทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักเอาไว้ใช้เองในแปลงเกษตร

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่าก่อนการปลูกพืช จำเป็นต้องตรวจดิน เพื่อจะได้รู้ปัญหาของดิน และมีธาตุอาหารชนิดใดมากที่สุด เพื่อลดการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น เนื่องจากปุ๋ยเป็นสิ่งสำคัญที่พืชขาดไม่ได้ ทางกรมพัฒนาที่ดินจึงเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรโดยการเก็บตัวอย่างดินมาตรวจ พร้อมทั้งให้ความรู้และสอนให้เกษตรกรได้พึ่งพาตนเอง โดยการทำปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 และทำน้ำหมักจากสารเร่ง พด.2 การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน
กลุ่มเกษตรกรที่ ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินศรีสะเกษ เข้ามาให้ความรู้และส่งเสริมให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันทำการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรได้มีอำนาจการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถซื้อปัจจัยการผลิตได้ในอัตราที่ต่ำลง ถือว่าเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

นายไพฑูรย์ ฝางคำ หมอดินอาสาประจำอำเภอห้วยทับทัน ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่าเกษตรกรในพื้นที่ตำบลผักไหม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรเพื่อนำพื้นที่มารวมกัน หลังจากนั้นจึงสำรวจพื้นที่เกษตรกรภายในกลุ่มทีละแปลงเพื่อตรวจดูสภาพปัญหาของดิน โดยปัญหาหลักที่พบคือ ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ดินก่อน และในฐานะที่ตนเป็นหมอดินอาสาจึงนำความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินที่ได้จากกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ภายในกลุ่ม เมื่อดินดีขึ้น ผลผลิตที่ได้ต่อไร่จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยได้ผลผลิตเพียง 200-300 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 400-500 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมต่างๆของกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ อาทิเช่น การทำปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และการทำน้ำหมักชีวภาพ พด.2 เป็นต้น ทำให้สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ จนพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวที่มีคุณภาพปลอดสารเคมี ซึ่งปัจจุบันได้ขอตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อนำข้าวเข้าสู่ตลาดอินทรีย์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่นั้น แน่นอนว่าการปรับระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่จะก่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิต โดยเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรในพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมที่ติดต่อกันเป็นแปลงใหญ่ ทำให้เกิดขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น มีเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความสะดวกของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้เข้าไปดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

