ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/227491

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
โลกทุกวันนี้หมุนไปรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน การดำเนินชีวิตก็ต้องรีบเร่งตามไปด้วย ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยหน่าย อ้างว้าง กระทั่งเกิดมีคำฮิตที่หลายๆคนชอบพูดถึงกันก็คือ “Slow Life” พยายามที่จะกลับไปใช้ชีวิตกันให้สบายๆช้าๆชิวๆ แม้จะชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี
เกริ่นขึ้นมาแบบนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะงงๆว่า คอลัมน์วันนี้มาอารมณ์ไหนนี่…ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พออายุเริ่มแก่ตัวลง เรี่ยวแรงถดถอย สุขภาพร่างกายโทรมลงตามวัย แต่กลับยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่หนักหน่วงโดยเฉพาะจากโลกที่พุ่งไปอย่างกับจรวด เลยทำให้บางครั้งอดไม่ได้ที่จะหดหู่ ฟุ้งซ่าน ถวิลหาถึงวันวานในอดีต ชีวิตช้าๆที่ยังสบายๆในวัยที่ตัวเองยังสดใสแข็งแรงอยู่
พอคิดแบบนี้ ก็อดจินตนาการไปถึงชีวิตในชนบทแบบอดีตที่เคยสุขสงบ ภาพสวยงามของท้องทุ่งสีเขียว ภาพชาวนาเก่าๆที่มีชีวิตชีวา
การลงแขกเกี่ยวข้าวที่สมัครสมาน แล้วก็นึกไปถึงภาพยนตร์ไทยเก่าๆที่ถ่ายทอดภาพเหล่านี้ได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะเรื่อง“แผลเก่า”ตำนานรักโศกนาฏกรรมแห่งทุ่งบางกะปิ ที่มี“ไอ้ขวัญ”กับ“อีเรียม”คู่พระ-นางที่ยังเป็นที่จดจำกันมาจนถึงคนยุคนี้….แล้วก็นึกถึง“ควาย”ที่ไอ้ขวัญขี่เป่าขลุ่ยจีบอีเรียม นอนเอกเขนกบนหลังควายยามโพล้เพล้กลับจากนา ขี่ควายลุยทุ่งยามร้อนรนตามคนรัก และก็เป็นควายเพื่อนตายที่ไอ้ขวัญใช้ไถนาอย่างมุมานะ เพื่อหาเงินหวังใช้เป็นสินสอดขอแต่งงานกับอีเรียมให้สมรัก
ภาพเหล่านี้เหลือแต่ในภาพยนตร์ เหลือแต่ในความทรงจำ แม้กระทั่ง“ควาย”ของไทย ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะไม่เหลือตัวเป็นๆให้เห็นได้อีกเพราะนับวัน“ควายไทย”ก็มีแต่ลดน้อยลง จากที่เคยเป็นสัตว์คู่ชีวิตชาวนาในการทำนาและดำเนินชีวิต ทุกวันนี้“ควายเหล็ก”หรือรถไถนาที่ทำงานได้ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่ ควายที่เลี้ยงไว้เหลือราคาแค่ขายส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์ กระทั่งหลายปีมานี้หลายฝ่ายเกิดความห่วงกังวลว่า“ควายไทย”ใกล้จะสูญพันธุ์ ขนาดสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็ยังมีพระราชเสาวนีย์เป็นห่วงในเรื่องนี้ กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์“ควายไทย”ขึ้นมาทั้งจากภาครัฐและเอกชน
แน่นอนว่า “กรมปศุสัตว์”ต้องเป็นเจ้าภาพทำงานเรื่องนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวผมถือเป็นงานที่สมควรช่วยกันสนับสนุนเต็มที่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็มีข่าวเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์และเพิ่มประชากร“ควายไทย”ของกรมปศุสัตว์อยู่บ้างเป็นระยะๆ แต่ผมยังไม่มีข้อมูลว่า ได้รับผลสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กำลังมีโครงการหนึ่งเป็นข่าวขึ้นมา โดยการนำเสนอของ“สำนักข่าวอิศรา”สื่อคุณภาพที่ทำข่าวสืบสวนสอบสวนเป็นหลักและมักเกาะติดข่าวเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลต่างๆ
ข่าวระบุมีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อ“ไมโครชิป”ฝังกระบือโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์กระบือที่ใช้งบประมาณร่วม 100 ล้านบาทว่า อาจไม่โปร่งใส ด้วยปรากฏมีเพียงรายเดียวคือ บริษัท เค เคมิเคิล แอนด์ เทรดดิ้งจำกัด กวาดงานนี้ไปเรียบหมด ทั้งๆ ที่มีการซอยงบประมาณให้สำนักงานปศุสัตว์แต่ละเขตเป็นผู้จัดซื้อ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ใช้งบประมาณมาก ไมโครชิปอาจสูญหาย, เครื่องอ่านมีราคาสูงและอาจไม่สัมฤทธิผลในการป้องกันไม่ให้กระบือสูญพันธุ์จริง
กรมปศุสัตว์ โดย นายชาคริต ภูมิศรีจันทร์เจ้าหน้าที่ฝ่ายเคลื่อนย้าย กองสารวัตรและกักกัน จ.ปทุมธานี ชี้แจงว่า การจัดซื้อไมโครชิปตามโครงการนี้ใช้งบฯราว 100 ล้านบาท งบฯ ส่วนหนึ่งจัดซื้อไมโครชิปฝังโคนหางกระบือ 500,000 ตัว จากจำนวนพันธุ์กระบือที่มีอยู่ทั่วประเทศราว 800,000 ตัว ค่าไมโครชิปอันละ 100 บาท ส่วนหนึ่งเป็นค่าระบบซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลกระบือเชื่อมโยงไมโครชิป และเครื่องอ่านไมโครชิป โดยเป็นอำนาจสำนักงานปศุสัตว์แต่ละเขตเป็นผู้ดำนินการจัดซื้อ
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อคนหนึ่งเผยว่า การจัดซื้อไมโครชิปเป็นอำนาจของสำนักงานปศุสัตว์แต่ละพื้นที่จำนวน 9 เขต และ 3 หน่วย ทั้งยืนยันกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างปฏิบัติตามขั้นตอนทางราชการทุกประการ ส่วนเครื่องอ่านไมโครชิปนั้น ในปีงบประมาณ 2558 จัดซื้อเครื่องอ่านไมโครชิป แบบเคลื่อนที่ 125เครื่อง และปีงบประมาณ 2559 จัดซื้อ 230 เครื่อง ราคาเครื่องละประมาณ 50,000 บาท
ส่วนเหตุใดผู้ชนะประกวดราคาแต่ละสำนักงานเขตจึงเป็นรายเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า จัดซื้อโดยวิธิอิเล็กทรอนิกส์(อี-บิดดิ้ง) มีผู้รับเอกสารหลายราย แต่ตอนเสนอราคามีเพียงรายเดียว คาดอาจเป็นเพราะต้องวางหลักประกัน 5% เลยไม่มีใครยื่น ส่วนบริษัท เค เคมิเคิลแอนด์ เทรดดิ้ง ที่ได้ไปทั้งหมด ก็เป็นคู่ค้าเดิมกับกรมปศุสัตว์อยู่ก่อนแล้วทั้งยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส
ก็ต้องสรุปว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นแค่ข้อกังขาที่มีบริษัทรายเดียวคว้างานไปได้หมด ยังไร้หลักฐานว่า มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ แต่กรมปศุสัตว์ก็ควรชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างและควรบอกให้ชัดด้วยว่า โครงการนี้จะช่วยอนุรักษ์และเพิ่มควายไทยได้อย่างไรให้เห็นผลจริงๆ…ผมยังคงฝันที่จะเห็นภาพชาวนาไทยขี่ควายอย่างสุขสำราญแบบ “Slow Life” ในอนาคต ……………..
สาโรช บุญแสง