ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/228608

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กระทรวงการคลังกำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี ออกกฎหมายสหกรณ์การออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน เพื่อตั้งองค์กรใหม่ขึ้นกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโดยเฉพาะ ซึ่งจะดึงงานส่วนนี้จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลัง
ที่มาของเรื่อง สืบเนื่องจากคดี“สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น”อันฉาวโฉ่ที่มีการทุจริต ยักยอก ฉ้อโกงจากอดีตประธานสหกรณ์ฯ-นายศุภชัยศรีศุภอักษร กับพวก สร้างความเสียหายร้ายแรงมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เกิดความเดือดร้อนและผลกระทบกว้างขวางต่อสมาชิกสหกรณ์หลายหมื่นคน ตลอดจนสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ อีก 70-80 แห่งที่เอาเงินมาฝากหรือให้กู้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จนความน่าเชื่อถือระบบสหกรณ์ออมทรัพย์โดยรวมถูกทำลายย่อยยับ
นี่ยังไม่นับที่เกี่ยวข้องพัวพันกับกรณี “ธัมมชโย” วัดพระธรรมกายที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่โตด้านศาสนาและความมั่นคงในเวลานี้ด้วย
คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นที่ยืดเยื้อ เรื้อรังมาหลายปี อีกด้านหนึ่งก็ทำให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯที่กำกับดูแลงานสหกรณ์อยู่คือ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และโดยเฉพาะกรมส่งเสริมสหกรณ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบอยู่มาก เห็นได้ชัดว่า ปัญหาที่บานปลายใหญ่โต เสียหายมโหฬารนี้ สุดปัญญาที่จะรับผิดชอบแก้ไขได้โดยลำพัง
กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีต้องสั่งในครม.ให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตั้งหน่วยงานพิเศษโดยเฉพาะขึ้นดูแลปัญหาสหกรณ์ทั่วประเทศ
กระทั่งล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าสหกรณ์ประเภท “ออมทรัพย์” และ “เครดิตยูเนี่ยน” ที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงเกษตรฯจะย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง โดยจะตั้งองค์กรใหม่ เหมือนที่คลังเคยรับโอนงานด้านประกันภัยมาดูแล แล้วเปลี่ยนกรมการประกันภัยเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หน่วยงานใหม่นี้จะมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิหน่วยงานต่างๆ ทั้งคลัง,แบงก์ชาติ และหน่วยงานภายนอก
“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเหตุผลหลักคือ จำนวนเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯที่ดูแลเรื่องนี้ มีไม่เพียงพอ ประกอบกับเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ทำให้สมาชิกและผู้ฝากเงินจำนวนมากได้รับความเสียหาย กระทรวงการคลังจึงขอดึงสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่เกี่ยวข้องกับการเงินมาดูแล ไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้อีก ส่วนสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์อื่นๆ ที่เหลือยังขึ้นกับกระทรวงเกษตรฯเหมือนเดิม โดยเดือนสิงหาคมนี้จะนำเรื่องนี้เข้า ครม.เพื่อออกพ.ร.บ.สหกรณ์การออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน โอนภารกิจและคนที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรฯมาอยู่ที่หน่วยงานใหม่”
ปัจจุบันสหกรณ์มีอยู่ 7 ประเภท นอกจากสหกรณ์ “ออมทรัพย์” กับ “เครดิตยูเนี่ยน” ที่จะถูกโอนไปแล้ว กระทรวงเกษตรฯยังเหลือดูแลสหกรณ์การเกษตรฯ,สหกรณ์ประมง, สหกรณ์ร้านค้า, สหกรณ์นิคม และสหกรณ์บริการ ซึ่งตามข้อมูลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ วันที่ 1 มกราคม 2559 ไทยมีสหกรณ์ทุกประเภท 8,270 แห่ง มีสถานะดำเนินการ 6,851 แห่ง,ยังไม่เริ่มดำเนินการ 290 แห่ง และเลิกสหกรณ์แล้ว แต่อยู่ระหว่างชำระบัญชีอีก 1,129 แห่ง โดยมีสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมด 1,490 แห่งแต่เลิกดำเนินการแล้ว 71 แห่ง ส่วนเครดิตยูเนี่ยนมี 558 แห่ง เลิกดำเนินการแล้ว 11 แห่ง
สหกรณ์ “ออมทรัพย์” จัดเป็นสถาบันการเงินแบบหนึ่ง ที่มุ่งเสริมการออมและให้สมาชิกกู้ยืมเมื่อจำเป็น ส่วน“เครดิตยูเนี่ยน”เป็นสหกรณ์อเนกประสงค์ เน้นให้สมาชิกประหยัดและออม เพื่อช่วยตนเองและเป็นพื้นฐานความมั่นคงแก่ตนและครอบครัว
สหกรณ์ 2 ประเภทนี้เคยได้รับความนิยมเพราะให้ผลตอบแทนเงินปันผลดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและสมาชิกได้พึ่ง กู้ยืมง่ายกว่า จึงมีข้อห่วงใยกันว่า เมื่อเปลี่ยนจากเดิมไปให้คลังดูแล แล้วเงินปันผลกับอัตราดอกเบี้ยที่สหกรณ์เคยกำหนดเอง จะต้องเปลี่ยนไปตามระเบียบกระทรวงการคลังหรือแบงก์ชาติเช่นไรบ้าง จะเข้มงวดจนสมาชิกรู้สึกยุ่งยาก กระทั่งหันไปเอาเงินฝากแบงก์ดีกว่าหรือไม่
ที่สำคัญการดูแลงานสหกรณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่กำกับควบคุม แต่จะส่งเสริมอย่างไรให้ก้าวหน้าไปตามปรัชญาของ“สหกรณ์” หาใช่สถาบันการเงินแบบธนาคารทุนนิยมทั้งหลายไม่
ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป
สาโรช บุญแสง