ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/231089
ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตของเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำ“โครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนสมาชิก” (Motor Pool) ระยะเวลา 5 ปี (2558-2562) และกระทรวงมหาดไทย จัดทำ “โครงการการดำเนินมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร) เพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับสถาบันเกษตรกร ในการลดต้นทุนการผลิต และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่
จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งจังหวัดที่ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ Motor Pool โดยมอบหมายให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร ให้กับสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร จำนวน 6 แห่ง งบประมาณการสนับสนุนทั้งสิ้น 11,403,000 บาท
กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย เป็นหนึ่งแห่งที่ได้รับงบประมาณเพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ รถแทรกเตอร์ ขนาด 60 แรงม้า รถดำนาแบบนั่งขับ ขนาด 17 แรงม้า พร้อมอุปกรณ์ และรถเกี่ยวนวดข้าวขนาด 95 แรงม้า รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,948,000 บาท

ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย มีสมาชิก 167 ครอบครัว พื้นที่ทำนา 1,000 ไร่ โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ สมาชิกทำนา ระบบ GAP จำนวน 23 ราย 283 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นการทำนาตามปกติ โดยปี 2559 นี้ ได้ตั้งเป้าพัฒนาเป็นเกษตรอินทรีย์ พื้นที่จำนวน 100 ไร่ กลุ่มเกษตรกรฯดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวมผลผลิตข้าว ซึ่งกลุ่มเกษตรกรฯ มีตลาดกลางในการรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก ผ่านวิธีการประมูลราคา
ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานภายใต้โครงการ Motor Pool ของกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมเป็นประธานเปิด “โรงเรียนชาวนา” เพื่อแหล่งอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรทำนา งบประมาณในการก่อสร้าง 148,000 กว่าบาท
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้บริการสมาชิกตามความต้องการในราคาที่เหมาะสม โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการวางระเบียบของกลุ่มเกษตรกรฯ ในการใช้เครื่องจักรกลให้มีความยั่งยืน และสมาชิกทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม และทั่วถึง และกลุ่มเกษตรกรฯ ยังมีการเปิดโรงเรียนชาวนา เพื่อเติมต่อความรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งภาครัฐ พร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่อง ทั้งอาชีพชาวนา และอาชีพเสริม ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรหลายเรื่อง ได้แก่ 1.การขออนุมัติคณะรัฐมนตรีอุดหนุนเงินกู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาธุรกิจ วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเกษตรกรฯ สามารถดำเนินการยื่นขอรับการสนับสนุนได้2.การจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กับสมาชิกกู้ยืมเพื่อจัดหาแหล่งน้ำในการทำนา 3.เรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรี วงเงิน 2,700 กว่าล้านบาท ซึ่งกลุ่มเกษตรกรฯก็มีสิทธิ์ขอสนับสนุนเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ย 2% เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลที่เหมาะสมในการทำนา เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรฯ เป็นกลุ่มใหญ่มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,000 กว่ารายและมีการส่งเสริมสมาชิกทำนาด้วยระบบ GAP จำนวน 23 ราย ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรทำนาอย่างมีคุณภาพ หากสมาชิกกลุ่มเกษตรกรฯ สนใจปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มความรู้ และนำสมาชิกเดินทางศึกษาดูงานกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ที่จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง พัฒนาเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่ปี 2545 โดยน้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น การส่งเสริมทำปุ๋ยอินทรีย์ การส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความแข็งแรง และต้องการพัฒนาไปสู่การเป็นสหกรณ์ในอนาคต
“กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย ถือเป็นต้นแบบในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ การเรียนรู้ตัวตน มองปัญหาตัวเองอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถวิเคราะห์ชุมชนของตนเองได้ว่า ชุมชนมีปัญหาอะไร ถึงแม้กลุ่มเกษตรกรฯ จะบอกว่ามีหนี้จำนวนมาก แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด กลุ่มเกษตรกรฯ ไม่มีหนี้นอกระบบ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ชี้ถึงความสุขของชาวบ้าน และมีแนวทางในการอยู่ร่วมกันโดยการนำความสุขเป็นตัวตั้ง พร้อมกันนี้ กลุ่มเกษตรฯได้มีแนวทางในการสร้างทายาทรุ่นใหม่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อสนับสนุนทุนให้บุตรหลานชาวนาได้เรียนต่อในคณะนวัตกรรมการเกษตร และกลับมาเป็นชาวนาที่มีคุณภาพ ทำเกษตรกรรมที่สามารถยังชีพอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง”

ด้าน นายศิวโรฒ จิตนิยม ประธานกรรมการดำเนินการกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย กล่าวว่า ตำบลหนองสาหร่าย เหมือนชนบททั่วไป สมัยก่อนทำนาโดยใช้โค กระบือ และไม่มีการใช้ปุ๋ย หรือสารเคมี ซึ่งมีความสุขมาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่การพัฒนาประเทศเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มรู้จักคำว่า GDP รายได้ของประชาชน กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำอยู่มีรายได้น้อย จึงต้องเปลี่ยนการทำนาเป็นปีละ 2 ครั้ง มีการใช้ปุ๋ย หรือสารเคมีมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ เริ่มมีหนี้สินในครัวเรือน มีปัญหาสุขภาพ เริ่มเปลี่ยนจากในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นในน้ำยา ในนามีหนี้ ดังนั้น เมื่อได้ทบทวนตัวเองว่า อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันอยู่มีเงินพอหรือยัง ซึ่งปรากฏว่า ชาวตำบลหนองสาหร่าย ประชาชนมีรายได้ต่อคน ปีละประมาณ 51,000 บาท และสิ่งที่เห็นต่อมาคือ ชาวนา เวลาประกอบอาชีพ ความเข้มแข็ง การต่อรองไม่ค่อยมี จึงมีแนวคิดในการรวมตัวกันเป็น “กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย” ซึ่งได้มีการรวมตัวตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี 2517 โดยปัจจุบันคณะกรรมการดำเนินรุ่นที่ 3 เข้ามาบริหารจัดการ ฉะนั้นเวลาทบทวนปัญหาต่างๆ จะนำข้อมูลของเกษตรกร และชาวบ้านทั้งตำบลหนองสาหร่ายมาดู ปัญหาที่มีกับตัวเลขที่ได้ ในการแก้ปัญหาโดยใช้หลักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนคือ การพึ่งตนเอง การมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกัน และความพอประมาณ พบว่า ถ้าจะเดินไปสู่จุดหมายจริงๆ ประการแรก ต้องใช้ความสุขเป็นเป้าหมาย ทุกคนต้องมีความสุขกับการทำนา มีความสุขกับการมีวิถีชีวิต ซึ่งเวลาใช้ความสุขเป็นเป้าหมายจึงทำให้กระบวนการการรวมกลุ่มกันชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“จากการรวมกลุ่ม ทำให้มองเห็นปัญหา พบว่า ปัญหาในพื้นที่หนองสาหร่ายมี 7 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้สิน2.ปัญหาอาชีพ รายได้ ชาวนาไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ 3.ปัญหาวัฒนธรรมประเพณี การกินข้าว การทำนาได้หายไป4.ปัญหาการเมือง 5.ปัญหาการเรียนรู้ยังน้อย เห็นอะไรมาก็ทำตาม โดยไม่มีการวิเคราะห์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ 6.ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ อากาศ มีการใช้ยาจำนวนมาก และ 7.ปัญหาสุขภาพ”